ทุกวินาทีที่ผ่านไป เราจะต้อนรับวินาทีใหม่เสมอ และไม่มีโอกาสที่จะกลับไปวินาทีเดิมอีก แต่ละการตัดสินใจ แต่ละวินาทีของชีวิตที่ถูกใช้ไปเราควรจะใช้มันด้วยความมั่นใจว่าเราจะไม่เสียใจในอีกหลาย ๆ วินาทีให้หลัง

1)

ลีน่ากับไซม่อนประกาศการแต่งงานแบบสายฟ้าแล่บ ทำให้เพื่อนสนิทต่างเซอร์ไพร์สไปตาม ๆ กัน ถึงแม้ทั้งคู่จะคบหาดูใจกันมานานพอควร แต่ด้วยหน้าที่การงานที่กำลังไปได้ดี บวกกับนิสัยรักสนุกและรักอิสระของคนทั้งคู่ การประกาศการแต่งงานของทั้งสองจึงทำให้หลาย ๆ คนเลิกคิ้วถามว่าเพราะเหตุใดหรือ?

เจมส์ก็ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงซึ่งจะจัดขึ้นที่รีสอร์ทริมชายทะเลแห่งหนึ่งในอีกแค่หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาได้รับการ์ดเชิญจากไซม่อน "เชิญแต่ที่สนิทกันจริง ๆ เท่านั่นว่ะ" ไซม่อนบอกพร้อมทั้งขอโทษขอโพยในความกระทันหันที่เกิดขึ้น

เจมส์ปฏิเสธคำเชื้อเชิญจากเพื่อนสนิทด้วยเหตุผลที่ว่ามันกระทันหันเกินกว่าจะฝากฝังงานได้ บวกกับความไม่สะดวกที่จะต้องเดินทางออกนออกเมือง เจมส์บอกว่าจะเชิญทั้งคู่สามี ภรรยาใหม่ไปทานข้าวด้วยกันเดือนหน้าเพื่อฉลองโอกาสสำคัญนี้

สามเดือนผ่านไปเจมส์ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่บอกเพื่อนไว้ เพราะงานที่ทำทำให้เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยรวมถึงข้ออ้างอื่นอีก จึงหาเวลาที่ทั้งสามจะเจอกันได้ยาก แต่เขาก็ยังไม่เคยลืมนัดสำคัญนี้ และคิดว่าสักวันหนึ่งจะโทรไปนัดเพื่อนเขา



2)

เบอร์นาร์ดกับเจนนิเฟอร์ตัดสินใจเริ่มชีวิตคู่กันด้วยการจดทะเบียนสมรสโดยมีพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายไปร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากการจดทะเบียนเสร็จสินแล้ว เจนนิเฟอร์เชิญพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายไปทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง เธอตกลงกับเบอร์นาร์ดว่าจะไม่มีพิธีการแต่งงานใดใดเพราะทั้งคู่ต่างก็มีภาระงานที่หนักหน่วง และสถานภาพทางการเงินที่ไม่ค่อยจะดีนักของเขาและเธอ ฝ่ายผู้ใหญ่ก็มิได้ขัดอะไร แต่วันนั้นเธอขอให้ผู้มีพระคุณร่วมทานข้าวด้วยกันสักครั้ง

เบอร์นาร์ดเองถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการวางแผนของเจนนิเฟอร์ เพราะเขาเห็นว่าร้านอาหารในโรงแรมที่เจนนิเฟอร์เลือกนั้นออกจะดูฟุ่มเฟือยเกินไป แต่เขาก็ยอมเธอ

ในขณะที่ไปถึงร้านอาหารเบอร์นาร์ดได้รับโทรศัพท์จากลูกค้าให้ไปเจรจาเรื่องงานด่วน จริงๆ แล้วในใจของเขายามนั้นก็ไม่มีเรื่องใดที่สำคัญไปกว่างานที่กำลังรัดตัวนั้น เขาบอกให้เจนนิเฟอร์ทานอาหารกับพ่อแม่ไปก่อน แล้วเขาจะกลับมา

อาหารเย็นผ่านไปแล้วเบอร์นาร์ดไม่ได้กลับมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวในวันนั้น เขาคุยงานกับลูกค้าจนดึก

 

3)

ปัง เตา ปา หัวหน้างานฝ่ายผลิตที่สนิทสนมกับปริมมากคนหนึ่งที่ที่ทำงาน คะยั้นคะยอให้เธอไปตีกอล์ฟกับเขาแทบทุกครั้งที่เขากับเพื่อนคนงานคนอื่นๆ ไปผ่อนคลายกันที่กอล์ฟคลับที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ในจอหอร์บารู ข้ามฟากไปมาเลเซีย แต่ปริมก็สามารถผัดผ่อนได้ทุกครั้ง..

“รอให้ฉันเล่นให้เก่งกว่านี้อีกหน่อยนะ แล้วฉันจะไปลงสนามกับคุณ”

“คุณไปกับลัมเถอะ ฉันจะเฝ้าโรงงานให้ คุณจะได้ตีกอล์ฟอย่างไม่ต้องกังวล”

“ฉันมีธุระที่จะต้องทำเสาร์นี้”

“วันหยุดมีไม่พอแล้ว ต้องเก็บเอาไว้กลับบ้าน” ฯลฯ

 

 

4)

บ่ายวันนั้นขณะที่เจมส์กำลังทำงานอยู่ เขาได้รับโทรศัพท์จากเดวิด เพื่อนในกลุ่มเดียวกันว่าไซม่อนเข้าโรงพยาบาลกระทันหันเพราะปอดทำงานไม่ปกติ

เย็นวันนั้นเจมส์และเพื่อนๆไปเยี่ยมไซม่อนที่โรงพยาบาล เขามีเครื่องช่วยหายใจครอบจมูกและปากอยู่จึงคุยได้ไม่ถนัด เจมส์จับมือเพื่อนสนิทเขาไว้แน่นกว่าทุกครั้งที่เจอกัน ดูเหมือนเขาจะรู้ว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาจะทำได้

ไซม่อนจากไปในคืนนั้นด้วยอาการปอดล้มเหลว ด้วยอายุเพียง 32 ปี เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้ายเมื่อหกเดือนที่ผ่านมา....

 

5)

สิบกว่าปีผ่านไป เบอร์นาร์ดกับเจนนิเฟอร์ทำธุริจสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นเขามีฐานะทางการเงินดีมากคนหนึ่งของเมืองนี้ เขาและเธอมีความสุขในการใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมาโดยตลอด ทุกๆ ปีทั้งคู่จะฉลองวันครบรอบแต่งงานด้วยกันอย่างเงียบเงียบ

แต่ทุกทุกปีเบอร์นาร์ดจะอดคิดไม่ได้ว่าหากวันนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเขาได้ทานอาหารเย็นในค่ำวันนั้นกับทุกคน เขาคงจะทำให้เจนนิเฟอร์มีความสุข มีความทรงจำที่ดีมากกว่านี้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้เอ่ยปากบอกก็ตาม..

 

 

6)

เมื่อสามเดือนที่แล้ว ปัง เตา ปา ล้มทั้งยืนหน้าห้องประชุมที่ทำงาน ทุกวันนี้เขานอนเป็นอัมพาตครึ่งซีกอยู่ที่สถานพักฟื้นแห่งหนึ่ง คงอีกนานกว่าที่เธอจะไม่คิดถึงเขาทุกครั้งที่เห็นถุงกอล์ฟตั้งอยู่ในห้องเก็บของ

ขอโทษนะ…ปัง…หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันคงไม่เพียงมานั่งเขียนบันทึก…บันทึกนี้...ปริมพูดพร้อมถอนใจใหญ่...

 

 

.

ในชั่วโมงเรียนวิชาภาษาอังกฤษของชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนประจำอำเภอแห่งหนึ่ง เมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว อาจารย์แม่ที่ฉันเคารพรัก อ. มยุรี ตั้งใจดี ได้สอนนักเรียนเรื่องการใช้ คำว่า If only... (ขอเพียงแค่..., น่าจะ...) ฉันจำได้ลางเลือนถึงการใช้คำนี้ให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ แต่ที่จำได้ขึ้นใจคือคำสอนของแม่ครูที่ว่าเมื่อเราเรียนจบออกไปแล้ว ขอให้เราพยายามอย่าใช้อย่าพูดคำว่า If only ให้บ่อยครั้งนัก

วันเวลาที่ผ่านไป กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวดั่งเรื่องที่เล่ามา ฉันจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมอาจารย์แม่ถึงขอให้เราอย่าได้กลับไปเล่าสู่กันฟังด้วยการเริ่มต้นด้วยคำคำนี้ แทบทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดที่ว่า If only..... ซึ่งเป็นการแสดงความปรารถนากับสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริงในอดีต ฉันรู้สึกถึงความหดหู่ ความเสียดาย ความหมดหวัง และความรู้สึกของคำว่าช่วยไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้แล้ว ติดพ่วงมาด้วยเสมอ

ใครบางคนบอกว่า คำว่า If only (ขอเพียงแค่...) ดูเหมือนมันจะเป็นคำที่ฟังดูแล้วเศร้าที่สุดในโลก... ฉันเห็นด้วยค่ะ

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นบางครั้งอาจไม่ใหญ่หลวงอะไร เพียงแต่เราเสียดายที่ไม่ได้ทำให้มันดีกว่าเดิม แต่บางคนอาจต้องสูญเสียมากมายนัก ฉันชอบหนังเก่า ๆ เรื่องหนึ่งชื่อ If Only (2004) ในเรื่องพระเอกได้รับโอกาสในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนรักของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหลังจากที่ทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกัน เขาได้มีโอกาสทำในทุก ๆ อย่างที่ควรจะทำในวันหนึ่งเพื่อให้เธอรู้ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน และความรักไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อความตายมาเยือน

แต่ชีวิตจริงไม่ใช่หนังที่เราจะหันไปแก้ไขอะไรได้...

ทุกวินาทีที่ผ่านไป เราจะต้อนรับวินาทีใหม่เสมอ และไม่มีโอกาสที่จะกลับไปวินาทีเดิมอีก แต่ละการตัดสินใจ แต่ละวินาทีของชีวิตที่ถูกใช้ไปเราควรจะใช้มันด้วยความมั่นใจว่าเราจะไม่เสียใจในอีกหลาย ๆ วินาทีให้หลัง

เพราะคงไม่มีใครอยากฟังเราเริ่มประโยคด้วยคำว่า If only..... บ่อยครั้งนัก

 .

 

Theme from secret garden....