อ่านบันทึกนี้ของ อ.คนถางทาง ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนบันทึกนี้ครับ
และผมขอเขียนบันทึกนี้แบบไม่ถ่อมตัวสักหน่อยเถอะ เพราะเป็นเรื่อง "ปม" ในใจที่ผมมีมาหลายสิบปีครับ
ตอนเรียนประถมผมท่องสูตรคูณไม่ได้ครับ ผมโดนครูตีเป็นประจำ จำได้ว่าครูจะให้ไปท่องหน้าโต๊ะครู ท่องไม่ได้ก็ตี ผมถูกตีแล้วก็ร้องไห้กลับบ้านเกือบทุกครั้งที่มีการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ผมยังจำได้ว่าเวลาไปสอบผมก็ต้องนั่งนึกคำนวนคำตอบเอาในห้องสอบเพราะจำสูตรคูณไม่ได้ สอบเลยได้คะแนนไม่ดี ไม่เหมือนเพื่อนที่เขาท่องสูตรคูณเก่งๆ ครับ
เรื่องนี้กลายเป็นปมด้อยหนึ่งของชีวิต ที่ทำให้ตัวเองคิดว่าไปเอาดีด้านอื่นที่ไม่ใช่คณิตศาสตร์ดีกว่า เรามันไม่เก่งเอาเสียเลย จนมาถึงมัธยมเวลาเรียนคณิตศาสตร์ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเพราะคิดว่าไม่ใช่วิชาที่เราจะทำได้
ตลอดชีวิตจนกระทั่งถึงบัดนี้ ผมไม่เคยท่องสูตรคูณได้เลย พยายามท่องยังไงก็จำไม่ได้ ถ้าจะวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยาก็คงน่าจะเป็นกลไกของ "ปม" อะไรบางอย่าง
จริงๆ แล้วมีเรื่อง "เดือน" อีกอย่างที่ผมจำไม่ได้ จนบัดนี้ผมไม่สามารถท่องเดือนสิบสองเดือนได้ ผมไม่รู้ว่าเดือนไหนมาก่อนหลังเดือนไหนในชัดๆ แค่พอเดาได้ว่าเดือนนี้อยู่ต้นปี กลางปี หรือปลายปี
แต่ผมก็ได้เรียนห้อง "คิง" สายวิทยาศาสตร์มาตลอดนะครับ วิชาอื่นๆ คงช่วยไว้ให้อยู่ในระดับนั้นได้ สมัยมัธยมผมเป็นเด็กเรียนดีอันดับเกือบท้ายๆ ของห้อง จะส่งไปให้เรียนห้องอื่นก็ไม่ได้ จะมองว่าเป็นความหวังของโรงเรียนก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน
อ้อ...สมัยเกือบสามสิบปีที่แล้วนั้น เขาแบ่งห้องเรียนเป็นห้อง "คิง" (เรียนดีที่สุด), ห้อง "ควีน" (เรียนดีรองลงมา) แล้วก็ห้องอื่นๆ ผมเดาว่าเดี๋ยวนี้เขาคงไม่ได้ใช้ศัพท์เหล่านี้กันแล้ว
ตอนผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน ผมไม่ได้มองสาขาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเลย เพราะคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองจะทำได้แน่ๆ
ด้วยเหตุนี้ทั้งๆ ที่ผมเรียนมัธยมสายวิทย์ผมกลับพยายามสอบในคณะสายศิลป์โดยพยายามใช้ความสามารถด้านศิลปะของตัวเองเป็นเครื่องมือ เพราะสมัยเรียนมัธยมผมสนุกกับศิลปะมากทีเดียว ผมอยู่วงดนตรีไทยของโรงเรียนศรียาภัยที่ขึ้นชื่อ และยังทำงานศิลปะ เรียกว่าเป็นตัวแทนโรงเรียนด้านศิลปะมาตลอด
ซึ่งก็ปรากฎว่าผมสอบคณะในสายศิลป์เหล่านั้นไม่ได้ ความสามารถทางศิลปะของผมมีไม่พอ เดาว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วผมไม่ได้มีความสามารถทางศิลปะเท่าไหร่นัก แต่ในจังหวัดเล็กๆ อย่างชุมพรนั้น แค่นั้นก็ถือว่าเก่งแล้ว แต่พอต้องสู้กับคนทั้งประเทศเลยไปไม่ได้ถึงไหน
แต่ตอนสอบ Ent' ตรงของ มอ. ผมกลับติดคณะวิทยาการจัดการ (วจก.) สาขาบริหารธุรกิจ (สมัยนั้นยังไม่มีแยกสาขาย่อย)
และผมจำต้องเลือกเรียนที่ มอ. เพราะไม่มีเงินที่จะไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพฯ
แล้วผมก็เลือกเรียนสาขาบัญชี เพราะในคณะ วจก. นั้น มีสาขานี้ที่เป็น "วิชาชีพที่ต้องได้รับใบอนุญาต" นั่นคือการจะเป็น "ผู้ตรวจสอบบัญชี" นั้นไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เป็นได้แต่จะต้องได้รับใบอนุญาต ผมคิดว่าอาชีพแบบนี้รับประกันว่าไม่อดตาย ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกเรียนสาขานี้
แต่ในช่วงเรียนนั้นผมก็เจอ อ.จันทวรรณ ซึ่งเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ซึ่งเป็นสาขาที่เมื่อก่อนคะแนนสอบเข้าสูงกว่าสาขาคณิตศาสตร์ของคณะวิทยาศาสตร์อีก เพราะสมัยนั้นยังไม่มีสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยการเรียนการสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์จะอยู่ในสาขาคณิตศาสตร์
สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจเป็นสาขาเดียวที่มีสอบแยกของ วจก.บธ. ในสมัยนั้นเพราะต้องสอบฟิสิกส์ด้วย
ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ธุรกิจต้องไปเรียนกับสาขาคณิตศาสตร์หลายวิชาทั้งสี่ชั้นปี
ด้วยการที่ไปนั่งจีบเขา ผมก็เลยพลอยอ่านหนังสือที่เขาเรียนไปด้วย จากอ่านเล่นๆ ก็เริ่มเป็นการติวเขา แล้วก็ต่อด้วยการไปลงทะเบียนเรียนวิชาที่เขาเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้ติวถึงห้องเรียนและทำงานกลุ่มด้วยกัน
แล้วจากติวเขาก็กลายเป็นติวเพื่อนเขา ติวเพื่อนของเพื่อนเขา (และเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน...) แล้วก็ตามด้วยการทำคะแนนท๊อปในวิชาที่เขาเรียนไปเรื่อยๆ จากที่เป็นฝ่ายธรรมะช่วยเพื่อนทำคะแนน ผมกลายเป็นฝั่งอธรรมที่ทำให้ mean สูงไปในที่สุด
และก็ตามด้วยการได้รับ "ทุนส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ" ตอนเรียนปีสาม เพื่อเป็นอาจารย์ในสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทั้งๆ ที่ทุนนี้เขามีไว้ให้คนเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจเท่านั้น
ผมเป็นคนแรกที่จบ วจก. โดยมีสาขาวิชาเอกเป็นบัญชีและสาขาวิชาโทเป็นคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ซึ่งที่จริงแล้วไม่สามารถเลือกแบบนี้ได้ แต่ด้วยความที่ผมเป็นนักเรียนทุนที่กำลังจะจบเป็นอาจารย์แล้ว ก็เลยได้รับอนุญาตให้จบได้
ลองมาคิดดูอีกที ใครจะคิดว่าการจีบสาวนั้นจะ "เกินเลย" ไปได้ขนาดนี้
และหลังจากจบเป็นอาจารย์ได้ปีกว่าทุนเรียน ป.โท-เอก ของผมก็มาถึง แต่เขาให้มาสองทุนด้วยแรงฟองสบู่เศรษฐกิจในตอนนั้น ขอหนึ่งแถมสองว่างั้นเถอะ ก็เลยชวน อ.จัน มาสมัครทุน เพราะเขาก็เป็นคนเรียนดีอันดับต้นๆ ของรุ่นเหมือนกัน
แล้วผมก็ไปเรียนต่อปริญญาโท Computer Science ที่ The George Washington University (GWU) โดยเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่สอน Computer Science ในฐานะ Applied Mathematics อย่างมีความสุข
ผมชอบพูดเล่นๆ ว่าผมจบ Computer Science มาโดยแทบจะไม่ได้แตะเครื่องคอมพิวเตอร์เลย ใช้กระดาษกับดินสอเท่านั้นเอง (เพราะ Computer Science เป็น Applied Mathematics ยิ่งเรียนเข้ามาด้านนี้เยอะๆ ยิ่งเข้าใกล้ Pure Mathematics มากขึ้นเรื่อยๆ)
อ.จันเข้ามาเรียน ป.โท Computer Science เหมือนกันในเทอมแรก แต่ย้ายไปเรียน Information Systems ที่ University of Maryland, Baltimore County (UMBC) ในเทอมถัดมา
หลังจากผมจบ ป.โท ที่ GWU แล้ว ผมก็ตาม อ.จัน ไปเรียน ป.เอก ด้าน Information Systems ที่ UMBC อีก
เรียน Information Systems ไปได้สักพักก็หาทางย้ายไป Computer Science ที่ UMBC
แต่ทุนที่ได้รับมานั้นระบุว่าต้องจบสาขา "คอมพิวเตอร์ธุรกิจหรือเทียบเท่า" ซึ่งในขณะที่ฟองสบู่กำลังแตกกระเจิงในประเทศไทยและมีข่าวการเรียกตัวนักเรียนทุนที่ไม่เข้าร่องเข้ารอยกลับบ้านเป็นระยะ ผมตัดสินใจเรียนให้จบเร็วๆ ดีกว่าหาเรื่องใส่ตัว
ผมเรียนจบมาได้อย่างสบายๆ มีความสุข พร้อมความรักในมุม Applied Mathematics ของ Computer Science อย่างมาก แต่ไม่ได้ทำวิจัยด้านนี้ กลับมาทำงานอะไรต่อมิอะไรอย่างที่เห็นกันอยู่นี่ละครับ
นี่ละครับ ประวัติชีวิตของคนที่ท่องสูตรคูณไม่ได้จนถูกตีจนเจ็บและจำฝังใจ
ลองคิดดูสิครับ ว่าถ้าผมเก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็กๆ จะเกิดอะไรขึ้น
ลองคิดดูสิครับ ว่าถ้าการคิดคำตอบเอาสดๆ ในการสอบเพื่อสู้กับเพื่อนที่ท่องสูตรคูณเป็นเรื่องที่เก่ง ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปมด้อย จะเกิดอะไรขึ้น
อืมม.....
ที่จริงแล้วสำหรับกรณีคนอื่นอาจจะเป็นความแตกต่างที่น่าคิด แต่สำหรับผมอาจจะไม่แตกต่างมากมายนักสำหรับคนที่ชอบอยู่เงียบๆ สงบๆ อย่างผม
เพราะผมก็คงเรียนจบมัธยม สอบติดคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาคณิตศาสตร์ ได้ทุนไปเรียนต่อ แล้วก็คงจบ ป.เอก ด้านคณิตศาสตร์ เป็นอาจารย์ มอ. เหมือนเดิม
แล้วมาเจอ อ.จัน ที่เป็นอาจารย์ วจก. แต่งงาน มีลูก ตั้งชื่อว่า "ต้นไม้" เหมือนเดิม
I guess it's a destiny.
น่ารักจังค่ะ..จากไม่เก่งท่องสูตรคูณ..พบรักกับนางเอก..จนมาเป็นคุณพ่อคนดีของหลานต้นไม้..และเป็นขวัญใจคนเก่งของชาว g2k..ขอบคุณสิ่งดีที่มอบแก่พวกเราเสมอมา..
ความรักบันดาลให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่น่าพิศมัยและทำอะไรก็สำเร็จด้วยดี อ่านแล้วมีความสุขจัง
ผมเคยพบชาวบ้านที่อ่านหนังสือแทบไม่ออกเล่นเกมบวกเม็ดมะขามที่แกใช้อุ้งมือทั้งสองครอบไว้ โจทย์ที่แกบอกต้องใช้สมการสองชั้นจากวิชาพีชคณิตแก้จึงตอบถูก(คนที่ตอบถูกซึ่งสอนวิชานี้ ถึงกับขอคารวะหนึ่งจอก) แกไม่รู้วิชาพีชคณิต แต่แกรู้วิธีคิดหาคำตอบ แกมีสูตรและมีภูมิแบบของแกเอง แกคือคนฉลาดที่ไม่ต้องมีใบรับรองคุณวุฒิ...สูตรคูณจึงไม่ใช่คำตอบเดียวของการเข้าถึงคณิตศาสตร์แน่นอน ท่านอาจารย์คือข้อพิสูจน์อยู่แล้ว
...นิยายรักเรื่องนี้เป็นและเห็น..ธรรมชาติและความเป็น..ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ..ดีใจที่ได้อ่านเรื่องนี้ของอาจารย์เจ้าค่ะ...ยายธีรู้สึกว่ามีเพื่อน..เพราะ..เดี๋ยวนี้..คิดคำนวนไม่เป็นเหมือนกัน..มีปัญหากับตัวเลขเอามาก..เพราะเคยถูกตีทุกวัน..เรียนด้วย..น้ำตาทุกวันหลังเลิกเรียน..ท่องสูตรคูณที่ไม่ธรรมดา..ให้ย้อน..ตั้งแต่สิบสองคูณสิบสองเป็นเท่าไร..ตอบไม่ได้เวลาถาม..ถูกให้ยื่นนิ้วมือมาให้ครูเคาะ...อ้ะๆๆ...เขียนภาษาไทยหรือภาษาใดๆในโลกไม่ได้..เพราะกลัวผิด..ไวยกรณ์..๕๕๕..(ยายธี..เอาดี..ตรงได้..เป็นครูสอนศิลปะใน..ต่างประเทศจน..เฒ่าชะแรแก่ชะรา..มาจนบัดนี้..เอาดีไม่ได้ในประเทศไทย..แม้กระทั่งยอม..เสียเงินเดือนที่สูงและมีหลักประกันสังคมอันถูกต้องตามประสาฝรั่ง..มาตาย.."น้ำตื้น"ในไทย..ระเห็ดกลับมาเดิน"ตีนเปล่า"กับ..ความหนาวเหน็บ..ต่อไป..อ้ะะๆๆ.ปัจจุบันก็ยัง..โชคดี..บารมีที่คงสะสมมาแต่ต้น..ชีวิต..คือชอบกินข้าว.".ซ้อนจาน"..เลยต้องมี..คนเป็น(ตา)..สองคน..เวลาเดียวกัน..อ้ะะๆๆ..(ตายไปแล้วคนหนึ่ง..เรียกว่า..คุณ ตา ตีตรา..อ้ะะ)...ชอบบล้อกและ..การทำงาน..ของอาจารย์ทั้งสองท่าน..โดยเฉพาะมีลูก..ชื่อ..ต้นไม้..."ยายธีไม่มีลูก...ขอเป็น..ยาย..บุญธรรม..ของต้นไม้ได้ไหมเจ้าคะ.."......อ้ะะะๆๆ..(จริงใจ..ไม่ใช่เรื่องเล่น..อิอิ)..ยายธี
ขอบคุณทุกท่านสำหรับความเห็นและดอกไม้ครับ
ขอบคุณยายธีมากครับ เจ้าต้นไม้ต้องดีใจที่ได้ยายบุญธรรมใจดีเพิ่มขึ้นอีกท่านหนึ่งแน่นอนครับ
เป็นบันทึกที่มีพลัง ให้กำลังใจให้แก่นิสิตนักศึกษาได้เลยครับ ขอให้มีความสุขกับการทำงานครับ...
...อ่านเรื่องราวไดอารีชีวิตจากท่านอาจารย์แล้วทำให้เห็นความรักความผูกพันของพ่อและแม่(อ.ธวัชชัย-อ.จันทวรรณ)นำมาสู่ความรักความอบอุ่นในครอบครัว(น้องต้นไม้) "เห็นแบบอย่างครอบครัวน่ารักและอบอุ่นค่ะ"
...ขอบคุณค่ะ...
ผมเป็นคนที่จำอะไรไม่เก่งเลย ใกล้ๆตัวก็เบอร์โทรศัพท์ เป็นไปได้ที่ไม่ค่อยใส่ใจ เพราะสามารถบันทึกไว้ในเครื่องได้ ครั้งหนึ่งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านจะโทรหาภรรยาก็จำไม่ได้ ต้องเดินไปถามจากเพื่อน
..ชอบเล่นวงจรอิเลคทรอนิกส์แต่ไม่ได้จบทางด้านนี้ เวลาที่อ่านค่าสีบน resistor ต้องเปิดโพยดูตลอดทั้งๆที่เรียนกันมาตั้งแต่มัธยมฯ บอกตรงๆครับว่าจำได้แค่ ดำ น้ำตาล แดง ส้ม นอกนั้นจะเริ่มมั่วไม่แน่ใจว่าแทนหมายเลขอะไร เวลาที่ไม่มีโพยก็เหมือนคนตาบอด..
..เราอาจจะไม่จำเป็นต้องจำอะไรเสียทุกเรื่อง แต่ถ้าจำได้บ้าง บางครั้งก็ดีเหมือนกันนะครับ !
..อ่านบันทึกของอาจารย์ที่เขียนถึงอาจารย์จันแล้วน่ารักดีครับ.
เป็นชีวิตที่หักมุมไปหักมุมมา แต่ลงท้ายได้อย่างน่ารัก และสุขใจจากการค้นพบตัวเอง (จริงๆ ต้องเรียกว่า สร้างตนเอง) นะค่ะ ได้แรงบันดาลใจมากๆ
เรื่องนี้คือ การท่องสูตรคุณ หรือ ความรัก ครับ ผมไม่มีปัญหาการท่องสูตรคุณ แต่ผมมีปัญหาการอ่านครับ ^ ^
ลองฟังวิดีโอพาท่องสูตรคูณของผมดูครับ แม่ 2-12
http://youtu.be/Bsnol6r0Qpk