สองสามวันที่ผ่านมา ผมทบทวนเรื่อง “ของขวัญ” ที่ผมมอบให้กับใครๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งกลายเป็นปีแรกที่ผมแทบจะไม่มีวัตถุธรรมใดๆ กำนัลให้กับกัลยาณมิตรเลยก็ว่าได้
โดยปกติหากจะมอบของขวัญใดๆ ให้กับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใดก็ตาม คนทุกคนจะเดาออกเสมอว่าต้องเป็น “หนังสือ” อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นคือ “อัตลักษณ์” ของผมโดยแท้
ก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจดาวน์โหลดหนังสือ “เบาหวาน” จากโครงการ Blog to Book ที่ Gotoknow.org ได้จัดทำขึ้น โดยรวบรวมความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ตามบล็อกต่างๆ มาจัดกระทำเป็นหมวดหมู่ แล้วแปลงสภาพจาก "ความรู้สู่คลังความรู้" ในรูปของ “หนังสือออนไลน์” ที่ใครๆ ก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้อย่างไม่ขัดเขิน
หนังสือเล่มดังกล่าว ผมได้รับเชิญจากคุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูรให้มาร่วมเขียน หรือร่วมเรียบเรียงด้วยกัน เบื้องต้นยอมรับว่าไม่ค่อยจะสันทัดเรื่องแนวนี้สักเท่าใดนัก กอปรกับระยะเวลาอันจำกัด ก็หวั่นหวาดว่าจะทำได้ไม่ดีพอ แต่กระนั้นก็ยังตกปากรับคำที่จะร่วมเขียน หรือร่วมเรียบเรียงให้ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว...
สาเหตุหลักที่ผมตอบรับที่จะทำงานชิ้นนั้น
ผมชัดเจนในหลายประเด็น เช่น หลงรัก gotoknow.org
นี่คือโอกาสที่จะได้ทำงานให้กับ gotoknow.org
นอกจากนั้นยังรวมถึงรักและเคารพในมิตรภาพที่มีต่อเพื่อน
จึงเทใจที่จะแบกรับภารกิจนี้ร่วมกัน
ซึ่งนั่นยังรวมถึงการท้าทายกับตัวเองในการที่จะพัฒนาตนเองผ่านการเขียนในเรื่อง
ดังกล่าว
และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ ผมอยากเขียนหนังสือเล่มนี้ ด้วยหมายใจจะอุทิศให้กับบิดาของเพื่อนคู่ชีวิตที่เสียชีวิตไปด้วยโรคเบาหวานเมื่อหลายปีที่แล้ว...
ครับ-ผมใช้เวลาอันจำกัดอย่างหนักหน่วง ผ่อนคลายและบีบเร่งตัวเองไปตามจังหวะที่พอจะประคองได้ เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ออกมาให้ทัน และให้ดี ซึ่งที่สุดแล้ว ก็ล่าช้าไปไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่เชื่อมั๊ย - ภายหลังการเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้เสร็จสิ้นได้ไม่นาน ผมกลับได้รับข่าวใหม่จากดินแดนอันแสนไกลว่า “พี่สาวคนเดียวของผม กำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน” ...
ผมรับรู้หลากเรื่องราวในสภาวะที่พี่สาวกำลังเผชิญหน้า หนึ่งในภาวะนั้นก็คือ “เครียดและทำใจยังไม่ได้”
ผมสื่อสารกลับมายังน้อง“มะปราง” ในทำนองว่าอยากได้หนังสือเล่มนี้ซักเล่ม เพื่อนำไปมอบให้กับพี่สาว ซึ่งน้องมะปรางบอกเล่าด้วยมิตรภาพว่าไม่ได้จัดทำเป็นรูปเล่ม แต่สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บ Gotoknow.org
ผมไม่ลังเลกับกระบวนการที่จะต้องดาวน์โหลด รวมถึงการเดินเข้าร้านหนังสือเพื่อจัดซื้อหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเบาหวาน เพื่อจัดส่งไปให้พี่สาวได้อ่าน...
การดาวน์โหลดในครั้งนั้น ผมร้องขอให้น้องๆ ที่สนิทชิดเชื้อได้จัดวางรูปเล่มเล็กๆ น้อยๆ พร้อมๆ กับการปริ้นด้วยกระดาษถนอมสายตา เข้าเล่มด้วยระบบของโรงพิมพ์ร่วมสิบกว่าเล่ม ใช้งบประมาณดำเนินการกว่า ๑ พันบาท
กรณีดังกล่าวนี้
ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า หากพี่สาวได้อ่านหนังสือที่เกิดจากการเรียบเรียงของผมเอง
พี่สาวคงมี “พลังใจที่เข้มแข็ง..เข้าใจ..และพร้อมที่จะเรียนรู้
หรือหยัดสู้กับเบาหวานอย่างมีสติ...”
ซึ่งนั่นก็เป็นจริงตามนั้น เพราะหนังสือเล่มดังกล่าว
ได้เสริมพลังให้พี่สาวแกร่งขึ้นและพร้อมที่จะ “รับมือกับเจ้าเบาหวาน” หรือ “โรคเงียบ”
อย่างมหัศจรรย์
ไม่แต่เฉพาะเท่านั้นหรอกนะครับ ในบรรดาเล่มที่เหลือ ผมยังคงเก็บไว้กับตัวเองเงียบๆ เพียงเพื่อรอวันที่จะส่งมอบให้กับใครๆ ในโอกาสอันอำนวย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มอบให้ซักที
กระทั่งในห้วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
(๒๕๕๔-๒๕๕๕) หนังสือ “เบาหวาน”
ที่เหลือจึงมีโอกาสได้ส่งมอบให้กับกัลยาณมิตรอีกหลายคน
- เป็นการส่งมอบแบบไม่ได้นัดหมาย
-
เป็นการส่งมอบแบบไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน
-
แต่ละคนก็บอกเล่าอย่างซื่อใสว่าจะนำกลับไปให้ "แม่.. ให้ป้า... และใครๆ ในครอบครัว"
ที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคเบาหวาน...
ครับ- ผมรับรู้อารมณ์ความรู้สึกนั้นได้อย่างแจ่มชัด มันเหมือนเมื่อครั้งที่ผมมอบหนังสือนี้ให้กับพี่สาวคนเดียวของผม ผมเชื่อว่ามันจะมีพลังนำพาให้คนรับ “เข้าใจ...และเรียนรู้กระบวนการของการดูแลตัวเองในภาวะนั้นได้เป็นอย่างดี”
นี่คือเรื่องราวเล็กๆ ที่อยากจะสะท้อนและยืนยันได้ว่า
“คลังความรู้”
ที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งความรักที่มีชื่อว่า “Gotoknow”
นี้ยิ่งใหญ่และมีพลังพอต่อการเปลี่ยนแปลง “ชีวิตและสังคม”
ได้ไม่แพ้องค์กรใดๆ
รวมถึงการยืนยันได้ว่า ผลพวงของการจัดการความรู้ (KM) นั้น
เมื่อเกิดชุดความรู้ขึ้นมา สิ่งสำคัญก็คือการ “นำไปใช้”
นั่นเอง...
สำหรับผมแล้ว ผมได้นำไปใช้บ้างแล้ว และคนอื่นที่มิได้อยู่ในแวดวงของ “Gotoknow” ก็ได้รับอานิสงส์นั้นด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็ในบริบท “คนใกล้ตัว” ของผมเอง
ครับ-คนเหล่านี้ที่ได้รับหนังสือ "เบาหวาน" ไปอ่าน ล้วนเป็นคนที่ไม่รู้จัก “Gotoknow” เลยซักคน หลายชั่วปีแล้วที่พวกเขาไม่เคยได้เข้าร้านหนังสือ ไม่มีโอกาสได้ซื้อและอ่านหนังสือ... ไม่มีโอกาสมากพอกับการได้รับการดูแลและรับคำแนะนำในระบบการแพทย์ เพราะภารกิจชีวิตในบางประการได้พรากพวกเขาออกห่างไปจากระบบ...
หากแต่ครั้งนี้ พวกเขาเหล่านั้นกลับได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมเชื่อว่าอ่านแล้ว เข้าใจง่าย อ่านแล้วปฏิบัติได้เลย เพราะนั่นคือ "คลังความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง" ที่เหล่าบรรดา "บล็อกเกอร์" ได้พานพบ ทดลองและปฏิบัติจนเป็นที่ประจักษ์แล้วนั่นเอง
หมายเหตุ :
ขอบคุณ “Gotoknow” ที่ก่อให้เกิด “คลังความรู้”
และการหนุนนำให้เกิดโครงการ blog to book
จนผมได้ส่งมอบเป็น “ของขัวญ” ให้กับ “คนของความรัก”
ขอบคุณเจ้าของบันทึกทุกบันทึก
ที่เป็นเสมือน “ต้นน้ำของคลังความรู้”
ขอบคุณ เอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกู
กัลยาณมิตรผู้นำพาสู่การร่วมเขียน ร่วมเรียบเรียง
...ฯลฯ
เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าน่าอ่านมาก เป็นภัยเงียบเลยเบาหวานเนี่ย สบายดีไหมครับ เจ้าตัวเล็กสองคนปิดเทอมหรือยังครับ
ขอบคุณอาจารย์ขจิต ฝอยทอง มากครับ..
จริงๆ ต้องขอบคุณบล็อกเกอร์ต่างๆ ให้มากครับ เพราะผมและคุณเอกก็เรียบเรียงจากตรงนั้น
ผมดีใจที่นำไปใช้กับคนรอบกายของตัวเองโดยตรง
มันเหมือนเราดูแลคนในครอบครัวในอีกมิติหนึ่ง..
ส่วนเจ้าตัวเล็กสองคนนั้น พรุ่งนี้จะกลับไป "เรียนพิเศษที่บ้านนอก" แล้วครับ..
..อยากมีไว้อ่านบ้าง..มีขายหรือเปล่าคะ...เพราะยายธีเป็นแบบ สอง..อยากรู้..อ่านมาแยะแต่ยังจับความจริงไม่ได้...สนใจอยู่ค่ะ...ยายธี
สวัสดีครับ ยายธี
หนังสือไม่ได้มีจำหน่ายหรอกนะครับ ใช้วิธีดาวน์โหลดไปอ่าน ผมเองก็โหลดมาจัดไฟล์ใหม่เล็กๆ น้อยๆ และนำไปเย็บเล่ม แต่ถ้าสนใจ เดี๋ยวผมจัดส่งไปให้ได้นะครับ ช่วยส่งที่อยู่ไว้ในเมล์ก็ได้
หรือถ้าจะเข้าไปดูไปชมตามลิงก์นี้ก่อนก็ได้http://portal.in.th/blogtobook/news/1705/
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ..เป็นวิทยาทานที่ได้อานิสงค์สูงมาก
งดงามค่ะ พี่พนัส ^__^
ขอส่งกำลังใจนะครับ คุณ แผ่นดิน ;)...
สวัสดีครับ พี่นงนาท สนธิสุวรรณ
ขอบพระคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ
ผมเองก็ยังคิดว่าจะเย็บเล่มเพิ่มไว้อีกจำนวนหนึ่ง
เอาไปฝากญาติผู้สูงอายุแถวๆ บ้าน
จะได้อ่านและดูแลกันและกันไปในตัว
ครับพี่ศิลา Sila Phu-Chaya
การเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ เป็นกลไกหนึ่งที่ก่อให้เกิด "พลวัต" ในทางปัญญาและความรู้ อันหมายถึงถูกนำไปปะติดปะต่อ-ประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละคน เพราะหากไม่คำนึงถึงหลักทุนในตัวเอง ก็คงยากไม่ใช่น้อยกับการต้องขับเคลื่อนให้เกิดพลวัตไปสู่สิ่งอันดีงาม หรือสิ่งที่ดีกว่า
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ มะปรางฯ
........ความงดงามทั้งปวง ต้องยกให้ต้นน้ำ อันหมายถึงเจ้าของบันทึกในแต่ละบันทึก รวมถึง gotoknow ที่รังสรรค์ให้มีโปรเจค blog to book นั่นเอง......
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.วัส Wasawat Deemarn
ขอบคุณที่แวะมาเติมพลังชีวิตให้กับผมนะครับ ...
ขอบคุณมากคะ สำหรับหนังสือเล่มนี้ รู้สึกจะได้รับนานมากแล้วจากพี่นัส ซึ่งอ่านแล้วก็ต้องขอขอบคุณแทนคนที่เป็นโรคเบาหวานทุกคน รวมถึงตัวปิ๋มด้วย ชอบในลักษณะการเขียน อ่านเข้าใจง่าย และยังเป็นกำลังใจให้กับคนที่เป็นเบาหวานได้เป็นอย่างดี..อยากบอกอีกครั้งโรคเบาหวานหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นภัยเงียบก็จริง แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับโรคภัยอ่ื่นๆทั่วไป หากเรารักและรู้จักการดูแลสุขภาพ ทานอาหารตามหลักโภขนาการ ทานแป้งน้อยๆ ไขมันไม่มาก ออกกำลังกายเป็นประจำ และทานผัก ผลไม้เป็นอาจิณ ชีวิตก็ไม่มีอะไรน่ากลัว และอาจจะอยู่ได้นานกว่าใครอีกหลายคนที่ไม่โรคภัยใดๆด้วยซ้ำ ฉะนั้น เบาหวานจึงไม่ใช่โรคน่ากลัวอย่างที่ใครๆคิด
.....ขอบคุณอีกครั้งสำหรับหนังสือดีดีเล่มนี้นะคะ
มอบกำลังใจให้มากๆค่ะ กลับไปบ้านมาก็พบคุณอาทั้ง 2 กำลังอยู่กับโรคเบาหวานที่ทำให้ท่านทั้ง 2 อ่อนแรง เดินต้องมีคนพยุงตลอดเวลา มีภาวะโรคแทรกซ้อน โดยเฉพาะอาผู้ชาย ฟอกไตแล้ว พี่ดาไม่ทราบเรื่องหนังสือที่อาจารย์กล่าวมาก่อน ทุกวันนี้พี่ดาพบผู้ป่วยเบาหวานก็บอกเสมอให้กินผักที่ลดน้ำตาลในเลือดได้ สลับเปลี่ยนกันให้ได้ทุกมื้อทุกวัน ซึ่งบ้านเราหาได้ง่ายหลายอย่างค่ะ พี่ดาเคยเขียนบันทึกย่อสมุนไพร 150 ชนิดลดน้ำตาลในเลือดไว้ค่ะ เรื่องหนังสือดีๆเพื่อสุขภาพ พี่ดาฝาก 4 เล่มนี้ด้วยนะคะ
แวะมาให้กำลังใจยามดึกค่ะ..
พี่สาวอ.พนัสโชคดีมากค่ะ ที่มีน้องชายที่แสนดีเยี่ยงนี้
...
มีหนังสือดี ๆ อ่านง่าย ๆ ส่งมาเป็นวิทยาทานแก่ผู้ป่วยเบาหวานคนอื่น ๆ ด้วยนะคะ..ขอบคุณค่ะ..^_^
ฝากดอกไม้ที่ชอบมาเป็นกำลังใจค่ะ
ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆ ครับ
แนะนำ เวปไซท์ เบาหวาน สำหรับผู้อาจสนใจครับ
http://www.diabetes-2-cure.com/