หลักการถอดบทเรียนตามแนวมานุษยวิทยาที่ผู้เขียนนำเสนอในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการถอดบทเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมแต่ละโครงการ ประกอบกับเมื่อผู้เขียนมีประสบการณ์จากการเขียนงานวิจัยภาคสนามเชิงมานุษยวิทยา จึงทำให้เข้าใจว่าการถอดบทเรียนอาจถือว่าเป็นอีกขั้นหนึ่งถัดจากการบันทึกสนาม ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการรวบรวม ประมวลผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ให้เป็นผลงานวิจัยต่อไปได้ ในขณะเดียวกันการถอดบทเรียนก็อาจจะเป็นผลงานการเขียนที่เก็บตกระหว่างการวิจัยภาคสนามเพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความรู้ของ KI (Key Informant) หรือกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลที่มีประเด็นร่วมกัน มุมมอง ความรู้ ความเข้าใจต่อการถอดบทเรียนอาจจะมีหลากหลาย ในการนำเสนอครั้งนี้ ผู้เขียนขอตีกรอบว่าเป็นการแลกเปลี่ยนในเรื่องการถอดบทเรียนประสบการณ์ของ KI จากการที่เคยทำวิจัยภาคสนามและเขียนงานในเชิงมานุษยวิทยา โดยเห็นว่าสามารถนำแนวทางมาปรับใช้ร่วมกันได้ เนื่องจากประเด็นร่วม ซึ่งเป็นสิ่งที่ศึกษานั้น คือ "เรื่องราวของมนุษย์" เช่นกัน การนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต กิจกรรม และบริบทที่เกี่ยวข้อง ล้วนแล้วแต่จะต้องนำมา "เล่าเรื่อง" ให้ได้ครอบคลุมหลายมิติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแบบแผนการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่อาจจะแตกต่างกันไม่มากนัก แต่ประสบการณ์ของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนในแต่ละพื้นที่/ท้องถิ่น อาจจะมีความโดดเด่นเฉพาะไม่เหมือนกัน เทคนิคการเล่าเรื่องประสบการณ์เหล่านั้น ไม่เพียงแต่จะต้องสะท้อนอัตลักษณ์ ความเป็นชุมชนของท้องถิ่นนั้น ๆ ออกมาให้ได้ ยังมีการสะท้อนกลับตัวตนของผู้เล่าเรื่องเอง นั่นหมายความว่าการถอดบทเรียนจะมีสองมิติที่ซ้อนกันอย่างใกล้ชิดแนบแน่นอยู่เสมอ คือประสบการณ์และการตีความความหมายชีวิตของ KI หรือ "คนใน" ที่อยู่ในพื้นที่ที่เราเลือกมาศึกษา กับผู้ถอดบทเรียนหรือผู้เล่าเรื่องนั่นเอง การถอดบทเรียนในภาคสนามแตกต่างจากการถอดบทเรียนในเวทีที่จัดขึ้น ตามความเข้าใจของคนทั่วไปก็คือ "บริบท" ผู้ถอดบทเรียนจะเห็นบริบทที่แวดล้อมชุมชน ผู้คนหรือ KI ที่เราศึกษา ทำให้เราทราบโดยนัยเกี่ยวกับกระบวนการสังคมกรณ์ (socialization) และองค์ประกอบที่หล่อเลี้ยงความเป็นตัวตนและทำให้เขามีวิถีชีวิตและวิธีการมองโลกเช่นนั้น ในขณะที่การถอดบทเรียนในเวทีที่จัดขึ้น เราจะมองเห็นบริบทผ่านประสบการณ์ผู้เข้าร่วมกระบวนการ ("participant") นอกจากนี้ ความแตกต่างที่สำคัญก็คือฐานะของผุ้ถอดบทเรียนภาคสนามจะเสมือนกับเป็น "คนใน" แม้ว่าจะเป็น "คนนอก" ก็ตาม แต่การถอดบทเรียนในเวที เราคือ "คนนอก" โดยแท้ ที่กล่าวเช่นนี้ก็คือการที่เราจะถอดบทเรียนประสบการณ์ของ KI ได้อย่างลึกซึ้งนั้น เราควรที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชนด้วย ที่เรียกกันว่า "การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม (participant observation)" หมายถึงการสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนหรือสังคมแห่งหนึ่งโดยผู้ถอดบทเรียนจะเข้าไปร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ทำการสังเกต สัมภาษณ์และบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ผู้เขียนนั่งเรือเข้าไปในศูนย์เรียนรู้ของสมาคมคนป่าทามที่ชุมชนราษีไศลกับหัวนาร่วมมือร่วมใจกันขอพื้นที่จากหน่วยงานราชการเพื่อจัดตั้งขึ้นเป็นศุูนย์เรียนรู้ถ่ายทอดวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ช่วงนั้น ประมาณปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นช่วงมหาอุทกภัยอย่างที่ไม่เคยประสบกันมาก่อนในรอบหลายสิบปีซึ่งเป็นข่าวมากมายโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยแต่ในพื้นที่ชายขอบ อย่างชุมชนราษีไศลและหัวนาก็มีสภาพ "น้ำท่วม" หนักไม่แตกต่างกัน สาเหตุส่วนหนึ่งก็ไม่น่าจะต่างกันคือมาจาก "น้ำมือมนุษย์ด้วยกัน" นอกจากฝนฟ้าตามธรรมชาติที่มีเป็นจำนวนมากเป็นพิเศษ คำพูดที่ผู้เขียนได้ยินแว่วมา ฟังแล้วก็ละอายใจก็คือ "ทีนี้ คนกรุงจะได้รู้ซึ้งว่าทำไมพวกเขาจึงไปประท้วงที่ทำเนียบ มันไม่ใช่แค่เรียกค่าชดเชย..." ชาวบ้านบอกผู้เขียนว่าน้ำท่วมครั้งนี้มีปริมาณมากที่สุดในรอบหลายสิบปี ปกติน้ำท่วมและไหลไปเร็ว แต่ระยะหลังน้ำท่วมนาน วันที่ผู้เขียนลงพื้นที่เป็นวันที่น้ำขึ้นสูงที่สุด รถเกือบเข้าไม่ได้ แต่ก็ผ่านพ้นวิกฤติมาได้หวุดหวิด กินอยู่ด้วยกัน ส้วมลอยน้ำ ณ ศูนย์เรียนรู้ที่ประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างหลายหลัง มีอยู่หลังหนึ่งที่ปลูกไว้สูงพอจนน้ำท่วมไม่ถึง สามารถพายเรือเข้าไปได้ และเป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องขอชื่นชมไว้ในที่นี้คืออาหารการกินในภาวะน้ำท่วมไม่มีขาดแคลน ผู้เขียนไปร่วมวงรับประทานอาหารหลายมื้อ อาหารก็สามารถหากินได้ง่าย เพราะที่นี่เลี้ยงเป็ดไว้หลายตัว ออกไข่หลายฟอง ผักที่ปลูกไว้บางประเภทอยู่กับน้ำได้ ส่วนกับข้าวบางอย่างก็สามารถหาซื้อในตลาดใกล้ ๆ ได้เช่นกัน ที่สำคัญที่นี่ถูกตัดไฟ เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าช๊อตผู้คนที่อาศัยในบริเวณนั้น ดังนั้น การหุงหาอาหารใช้เตาถ่าน ไม่ลำบากเหมือนการใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องพึ่งพา "ไฟฟ้า" สิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ชาวกรุงหรือคนเมืองตระหนักดีว่าถ้าเกิดภัยธรรมชาติขึ้นเมื่อไหร่ หายนะย่อมมาเยือน เพราะเราไม่สามารถใช้ชีวิตสามัญกับธรรมชาติที่แวดล้อมขึ้นได้เลย เนื่องจากธรรมชาติที่รอบตัวเรา เราล้วนสร้าง ประดิษฐ์และปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น การเรียนรู้ชีวิตที่แท้จริงคือการเข้าใจในชีวิตที่เปลือยเปล่าปราศจากสิ่งห่อหุ้มปรุงแต่ง จึงจะเห็นชัดเจนว่า "สิ่งจำเป็น" สำหรับชีวิตเหลือแค่กี่อย่าง ศูนย์เรียนรู้ที่นี่ "เลี้ยงกบ" "ปลูกผักบุ้ง" "ปลูกข้าว" "เพาะเห็ด" และมี "เรือนสำหรับประชุมสัมมนา" แม้ว่าเรือนบางหลังจะจมน้ำ แต่สิ่งจำเป็นก็ถูกเก็บไว้ในที่สูงแล้วเป็นส่วนใหญ่ ตามที่ผู้เขียนกล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นว่า "บริบท" ในการถอดบทเรียนภาคสนามเป็นเรื่องที่สำคัญ การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ การมุ่งกระโจนไปเจาะประเด็นที่จะสัมภาษณ์หรือเก็บข้อมูลอย่างเดียวทำให้ผู้ถอดบทเรียนขาดมิติในการทำความเข้าใจปัจจัยภายนอกที่แวดล้อม KI หรือชุมชนที่เราศึกษา ดังนั้น การนำความรู้ที่ได้มาถอดเป็นตัวหนังสือ เรื่องเล่านั้นต้องมี "ฉาก" (setting) ซึ่งเป็นการฉายภาพบริบทโลกภายนอกทางกายภาพที่แวดล้อม KI หรือชุมชนนั้น ก่อนที่จะเข้าสู่โลกภายในของ KI เราจำเป็นต้องเข้าใจโลกภายนอกของเขาก่อน ประกอบกับเมื่อต้องนำความรู้ที่ได้มาเขียนจำเป็นที่จะต้องให้บริบททางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม เมื่อเขียนในลักษณะนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่ากำลังอ่านนวนิยายเล่มหนึ่งอยู่ หากทว่าเป็นนวนิยายชีวิตจริง ซึ่งผลงานการเขียนของนักมานุษยวิทยาที่ดีจะมีลักษณะเป็น “true fiction”[1] โดยเป็นการนำเสนอชีวิตจริงในรูปแบบการร้อยเรียงด้วยถ้อยคำสละสลวยมีชีวิตชีวามีลีลาเสมือนการใช้ศิลปะในงานเขียนนวนิยายที่เรียกว่า การเขียนเชิงวรรณกรรม (literary approach) สะท้อนการเขียนที่ตัวผู้เขียนเป็นส่วนหนึ่งของผลงานการเขียน ซึ่งเป็นการสะท้อนกลับ (reflexivity) ตัวตนของเราออกมา จากการที่เราได้ไปใช้วิธีการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม (participant observation) และ “สะท้อนผลิตผลของการมีส่วนร่วม”[2]นั้นออกมาให้ปรากฎ กล่าวคือเราเป็นคนนอกที่เข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับคนในด้วยนั่นเอง อาจารย์สนั่น ชูสกุล ผู้ให้ความรู้ อธิบายบริบทชีวิตชุมชนให้ผู้เขียน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ สิ่งที่ผู้วิจัย/ในที่นี้ขอย่อส่วนรวมถึงผู้ถอดบทเรียนด้วย จะต้องตระหนักก็คือ KI ไม่ใช่ วัตถุที่ศึกษาแบบเฉื่อยชาไร้ชีวิตจิตใจ ในทางตรงข้าม KI เป็นผู้กระทำการที่มีบทบาทอย่างมาก โดยไม่ได้เป็นบุคคลที่รอให้เข้ามาศึกษา แต่เป็นผู้มาศึกษาตัวผู้ถอดบทเรียนด้วยเช่นกัน เช่น ในบางครั้ง ผู้ถอดบทเรียนอาจจะต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ KI เพื่อสะท้อนกลับสิ่งที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งการถูกซักประวัติ ความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะ/ข้อสังเกต ผู้ถอดบทเรียนจึงอาจถูกถอดบทเรียนด้วย จึงต้องทำการบ้านเกี่ยวกับพื้นที่ที่ศึกษา และมีความรู้ความเข้าใจในชุมชนนั้น ๆ พอสมควร ตลอดจนความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จะไปขอความรู้ประสบการณ์จาก KI ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น "ครู" ในพื้นที่และเวลานั้นๆ และแบบอย่างที่ได้จาก KI ก็จะเป็น "ครู" ให้กับผู้อ่านทั่วไป ดังนั้น บทบาทของผู้ถอดบทเรียนและ KI จึงมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและมีส่วนร่วมกันในการประกอบสร้างความหมายของ ”ตัวตน” "องค์ความรู้" ในงานเขียนนั้น ๆ ให้ปรากฎสู่สาธารณะ ลักษณะโดดเด่นของงานเขียนแนวมานุษยวิทยาที่ไม่เหมือนกับงานเขียนในสาขาวิชาอื่นคือการทำให้เสียงหลากหลายปรากฎตัวตนขึ้นมาจากเดิมที่ไม่เคยมีการเหลียวแล โดยอาจจะถูกมองข้ามหรือถูกกดทับเอาไว้ แต่ละเสียงของผู้คนในสนามวิจัยจึงมีคุณค่าและความหมายเพราะเป็นเสียงที่พวกเขาสะท้อนออกมาจากตัวตนของพวกเขาเอง ผู้ถอดบทเรียน/ผู้วิจัยเพียงแต่ทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อม “ตัวตน” ที่ไม่เคยมีใครมองเห็นในสนามวิจัยเล็ก ๆ แห่งหนึ่งให้ปรากฎออกมาสู่สนามวิชาการหรือพื้นที่สาธารณะ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่จะนำเสนอปิดท้ายก็คือกลวิธีการเขียนแนวมานุษยวิทยาตามที่คลิฟฟอร์ด เกียรตซ์เสนอไว้ว่าอย่างน้อยมี ๖ วิธีการ[4] ได้แก่ ๑.บริบททางสังคม (Contextuality) ๒.สำนวนภาษาที่ทำให้เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณี (rhetorically) ๓.ยกระดับข้อมูลเป็นการต่อต้านโครงสร้างเดิม (institutionally) รื้อสร้างระบบความเชื่อที่เคยมีมา ๔.การให้ข้อสรุปเป็นการทั่วไป (generically) ๕. มีนัยยะทางการเมือง (politically) ๖. การให้บริบททางประวัติศาสตร์ (historically) จึงกล่าวได้ว่าหากการถอดบทเรียนนำการเขียนแนวมานุษยวิทยามาปรับใช้จะทำให้ผลงานการเขียนมีความลุ่มลึก มีหลายมิติ มีบริบท มีการสะท้อนกลับระหว่างผู้ที่ถอดบทเรียนและประสบการณ์ความรู้ของ KI โดยผู้เขียนเห็นว่าหัวใจของการถอดบทเรียนคือ "การผลิตความรู้ (production of knowledge)" ขึ้นใหม่จากประการณ์ความรู้ที่ได้จาก KI โดยการยกระดับ พัฒนา ข้อมูลประสบการณ์ความรู้ที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราห์ ภายใต้กรอบความรู้ทางวิชาการที่ก่อเกิดขึ้นมาจากผลงานวิจัยภาคสนามมากมายที่กระทำ "ซ้ำ ๆ " จนตกผลึกเป็น "วิธีวิทยา" "แนวคิด" "ทฤษฎี" และเมื่อเราทบทวนนำมาปรับใช้ เราได้สร้างความแตกต่างต่อยอดขึ้นได้อย่างไรในเนื้อหาและกระบวนการ อันจะนำไปใช้ได้ในเชิงประยุกต์เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสังคมโดยรวม หรือสังคมต่างพื้นที่ และหรือเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมให้สอดคล้องกับยุคสมัยนั้น ๆ ได้ ความงดงามของการถอดบทเรียนแนวมานุษยวิทยาสรุปก็คือการเขียนเชิงบูรณาการให้ได้มาซึ่ง "ศาสตร์" คือการผลิตสร้าง "องค์ความรู้ใหม่" และ "ศิลป์" คือลีลาในการเขียนเชิง "true fiction" ได้อย่างลงตัว [1]Clifford, “Partial Truths” in Writing Culture : The Poetics and Politics of Ethnography, p. 6 [2]Hammersley and Atkinson, Ethnography Principles in practice, p. 15. [3]พัฒนา กิติอาษา, ““สนาม” ในความทรงจำของนักเรียนมานุษยวิทยา” ใน คนใน, หน้า 114. [4]Clifford, “Partial Truths” in Writing Culture : The Poetics and Politics of Ethnography, p. 6. ผู้ต่อสู้ชีวิตเพื่อขอใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
พี่กิ่งครับ
อยากขอให้ช่วยติด tag คำว่า ถอดบทเรียน เเละ facilitator ด้วยครับ เพื่อการเผยเเพร่ในวงกว้างมากยิ่งขึ้นไปสำหรับบันทึกที่ดีๆครับ
ขอบคุณครับ
...
เรามาถอดบทเรียนตามอาจารย์
ให้เบิกบานหัวใจใสสะอาด
ชีวิตคนดั่งฟ้าให้มาวาด
จักให้บาดลงไปในใจตน
เกิดเป็นคนทำตนเป็นมนุษย์
ให้พิสุทธิ์หลุดขอบกรอบทุกหน
เพียงคิดดีทำดีอยู่ที่ตน
เกิดเป็นคนแบบนี้จึงดีงาม
...
(แวะมา ๑ รอบ แต่ไม่รู้จะตอบอะไรครับ อาจารย์นพลักษณ์ ๙)
ฝากสิ่งดีงามไว้กับบันทึกนี้นะครับคุณsila
"อ่านกวีที่เฉียบคม ชมภาษา
แก่วิชา โคลง กลอน และกาพย์ ฉันท์
ทั้งความหมายซ่อนอยู่ รู้ใจกัน
ร่วมแบ่งปันทั้งความรู้และความงาม"
ดอกไม้ก็งาม คนให้ก็งดงามอยู่เสมอค่ะ ขอบคุณค่ะ
เห็นทั้งวิธีการสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่และหลักการถ่ายทอดบทเรียนค่ะ
ว้าว พี่หญิงศิลา ลุย ซะหมือนกันนะคะ
ชอบๆ บรรยากาศ เชิงรุก ถึงผู้คนแบบนี้ ส่งกำลังใจ ขอบคุณค่ะ
ชัดเจน แจ่มแจ้ง เป็นประโยชน์มาก ๆ ต่อการงานที่คลุกคลี (วงใน) ปัจจุบัน
จะพยายามเขียนถอดออกมาให้เป็นงานที่น่าอ่าน
ขอบคุณมากนะคะอาจารย์ Sila Phu-Chaya
อ่านบันทึกเรื่องนี้ เสมือนการอ่านงานวิจัยเล่มหนึ่งชัดๆ เลยก็ว่าได้
คำถามจากคนภายนอก มักหมายถึงการรวบรัดตอบคำถามเองไปในตัว
โดยไม่ให้เวลากับคนภายในได้ตอบคำถามนั้นด้วยตนเอง..
การลงพื้นที่สู้การเรียนรู้แบบฝังตัว
ทำให้เราเห็นคำตอบที่มีอยู่ในบริบทตรงนั้นอย่างแท้จริง
ถึงแม้บางคำตอบอาจยังต้องอาศัยบริบทภายนอกเป็นกลไกหนุนเสริม หรือแม้แต่นำพา
นั่นแหละครับ ทำไม ผู้คนเหล่านี้จึงพาตัวเองไปปักหลักประท้วงในเมืองกรุงฯ
อ่านบันทึกนี้แล้ว มีความสุขมากครับ.
ขอบคุณจริงๆ ครับ
ขอร่วมเสวนาด้วยครับ
"....... ลักษณะโดด เด่นของงานเขียนแนวมานุษยวิทยาที่ไม่เหมือนกับงานเขียนในสาขาวิชาอื่นคือการ ทำให้เสียงหลากหลายปรากฎตัวตนขึ้นมาจากเดิมที่ไม่เคยมีการเหลียวแล โดยอาจจะถูกมองข้ามหรือถูกกดทับเอาไว้ แต่ละเสียงของผู้คนในสนามวิจัยจึงมีคุณค่าและความหมายเพราะเป็นเสียงที่พวก เขาสะท้อนออกมาจากตัวตนของพวกเขาเอง ผู้ถอดบทเรียน/ผู้วิจัยเพียงแต่ทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อม “ตัวตน” ที่ไม่เคยมีใครมองเห็นในสนามวิจัยเล็ก ๆ แห่งหนึ่งให้ปรากฎออกมาสู่สนามวิชาการหรือพื้นที่สาธารณะ ...... " ดีจังเลยครับ
ตรงที่กล่าวถึงว่าคลิฟฟอร์ด เกียรตซ์ มีข้อเสนอ ๑ ในข้อว่างานวิจัยแนวนี้ จะต้องมีนัยยะทางการเมือง (politically) นั้น หากเห็นนัยสำคัญดังกล่าวนี้ต่อสังคมไทย ก็จะเป็นโอกาสทำวิจัยและทำงานเชิงสังคมไปด้วยกัน โดยทำกระบวนการที่จะต้องออกแบบให้มีความสะท้อนการเรียนรู้และทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์ต่อสังคมไปบนกระบวนการวิจัยอยู่เสมออย่างหนึ่งได้ก็คือ 'สังคมวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่สะท้อนอยู่ในกระบวนการสร้างและใช้ความรู้'
แง่มุมที่มีนัยทางการเมืองอย่างนี้ จะทำให้เรื่องอำนาจ ความขัดแย้งแตกต่าง และโครงสร้างเชิงอำนาจแบบเดิมๆที่มีขีดจำกัด มีการจัดการบนระเบียบวิธีการวิจัยมาช่วย ให้สังคมได้เกิดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเป็นโครงสร้างทางปัญญาและการสร้างพลังอำนาจที่มีโอกาสกลมกลืนสู่ชีวิตประจำวัน เพิ่มโอกาสและทางเลือกในการสร้างพัฒนาการทางสังคมไปบนการวิจัยเล็กๆ ที่ถือเอาแก้ปัญหาของประชาชนและชุมชนเป็นตัวตั้ง ไปด้วย
การสร้างความจริงและความรู้ความจริงของการวิจัยแบบนี้ จึงมีข้อดีที่ทำให้คนที่มีกำลังความรู้และกำลังทางวิชาการ มีวิธีเดินไปบวกกับชุมชนและสังคม ทำให้ทุนมนุษย์และทุนทางปัญญาเป็นปัจจัยการแก้ปัญหาและร่วมสร้างสรรค์สุขภาวะสังคมได้มากขึ้น
เป็นข้อสังเกตและร่วมสั่งสมบทเรียนไปด้วยน่ะครับ
ขอบคุณที่นำมาเรียนรู้การถอดบทเรียน
มาเชียงใหม่บ้างหรือเปล่าค่ะ หน้าฝนแล้วปลูกต้นไม้ใหม่บ้างหรือยัง
อย่าลืมปลูกฟักข้าวด้วยนะคะ มีประโยชน์มากมายค่ะ คิดถึงนะคะ
กลับมาอ่านและทบทวนอีกครั้ง มีความสุขคะ ได้เรียนรู้อีกมากมายในเรื่องที่ยังไม่เคยทำ
ชอบมากคะ เป็นการถอดบทเรียนที่ได้อ่านแล้วมองเห็นภาพได้เลยคะอาจารย์