เช้าวันรุ่งขึ้น...หลังจากคืนงานแต่งงานของน้องสาวและน้องเขยที่เสร็จสิ้น

หลานชายวัยมัธยมปลายคนหนึ่ง...ของย่า หรือแม่ของผม

มาหาแม่ที่บนเตียง เนื่องจากแม่ผมเดินไม่ได้มาหลายปีแล้ว

และเอ่ยกับแม่ว่า...

"โผ่ (ย่า) ครับ น้องขอตังค์ไปซื้อคอมพิวเตอร์ได้ไหมครับ เพราะที่บ้านมีเครื่องเดียว ใช้ตั้งสี่ห้าคน พอตอนทำรายงานก็ทำพร้อมกันครับ..."

หลานชายหมายความว่า แม่ของผมมีเงินจากการที่น้องเขยนำสินสอดมาสู่ขอน้องสาว จำนวนห้าแสนบาท

แม่ของผมเลยหัวเราะ แล้วบอกว่า ให้ไปถามเตี่ย (พี่ชายผม) นะว่า เงินสินสอดไปไหน แต่แม่ของผม ไม่มีเงินสินสอดแล้ว แต่ก็รับปากหลานชายว่า จะซื้อคอมพิวเตอร์ให้หลานชาย

ลูกทุกคนของแม่ รู้กันดีว่า ลูกสาวทั้งหกคน รวมทั้งน้องสาวคนสุดท้ายที่แต่งงาน แม่ไม่ได้เอาเงินสินสอดไว้เป็นสมบัติของแม่และเตี่ยเลย แม่และเตี่ยยกเงินสินสอดให้ลูกสาวและลูกเขยคืนหมด ไว้เป็นทุนในการเป็นครอบครัวใหม่ รวมถึงเงินจากการที่ญาติพี่น้อง ยกน้ำชา แม่ไม่ได้เก็บไว้สักบาทเลย

ผมเห็นแม่มีความสุขเมื่อลูกทุกคนได้เป็นฝั่งเป็นฝา ในวันงานแต่งงานของน้องสาวคนนี้ แม่นั่งและเดินในเวลานานไม่ได้ แต่แม่ก็สามารถนั่งได้นานมาก

แม่บอกลูกสาวและลูกเขยว่า ให้จุดธูปบอกเตี่ยด้วยนะ ถ้าเตี่ยอยู่ คงมีความสุขมาก

ผมเห็นลิ้นชักที่เก็บความงามของแม่ไว้อีกอย่างคือ...

แม่ไม่ได้ป่าวประกาศให้กับแขกเหรื่อ และญาติทางน้องเขยเลยว่า แม่ขอยกสินสอดคืนให้ แต่เมื่อแต่งงานเสร็จสิ้น

น้องสาวและน้องเขย มากราบขอบพระคุณแม่ตามลำพัง และแม่ก็ให้ศีลและพรอันศิริมงคล รวมถึงยกเงินสินสอดคืน

ในความรู้สึกของผม...เป็นภาพที่มีความสุขและความงามที่สุดสำหรับชีวิต...ความรัก...ความทรงจำ ของแม่ที่มีต่อลูก

และลูกทุกคนคงจะมีลิ้นชักที่เก็บความงามของตนเองไว้เหมือนแม่และเตี่ยที่เป็นแบบอย่างให้ลูก ๆ ทุก ๆ คน