ช่วงสองสามเดือนนี้เป็นช่วงที่มะพร้าวอ่อนออกชุก ผมโชคดีที่ได้เจอ “ยายเนียน” เจ้าของสวนมะพร้าวผู้เอามะพร้าวอ่อนใส่รถพ่วงมาขายแรงงานพม่าตามไซต์ก่อสร้าง

ยายเนียนอายุห้าสิบกว่าๆ แต่ไม่ยอมให้ผมเรียกว่าพี่เนียน “เรียกยายเนียนดีกว่า ชาวบ้านแถวนี้เรียกยายเนียนทั้งนั้น”

ผมไม่กล้าเถียงว่าชาวบ้านที่แกพูดถึงหมายถึงเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้าน ไม่ใช่ “เด็กหนวด” อย่างผม

ยายเนียนบอกว่าพม่าชอบซื้อมะพร้าวกิน เพราะ “ได้แรง”

“ไม่เหมือนพวกนักศึกษาสาวๆ” ยายเนียนบอก “เอาไปขายหน้า มอ. ไม่ได้หรอก”

มิน่าสาวแรงงานก่อสร้างชาวพม่าถึงดู “sporty” กันนัก ส่วนสาวนักศึกษาดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้แรงกันเท่าไหร่

ชาเขียวขวดสวยๆ คงไม่ได้ให้กำลังงานเท่าไหร่นักกระมัง

ผมซื้อมะพร้าวอ่อนจากยายเนียนคราวละยี่สิบลูก หมดเงินไปสองร้อยบาท แต่ยายเนียนมักจะทอนมาเป็นมะพร้าวลูกที่ยี่สิบกว่าๆ เสมอ

มะพร้าวที่ผมซื้อจะไม่ปอก แต่ให้ติดมากับทะลายเลย ถ้าอยู่อย่างนี้จะเก็บไว้ได้นาน

เดี๋ยวนี้ตื่นเช้าทุกเช้าสิ่งที่ผมทำแรกสุดคือการปอกมะพร้าวอ่อนกิน รสชาตหวานละมุนละไมของน้ำมะพร้าว ตามด้วยรสนุ่มๆ ของเนื้อมะพร้าวจุดพลังของชีวิตวันใหม่ได้ดีนัก

ไหนจะแสงอ่อนๆ ยาวเช้าที่ส่องมาพบกับความรู้สึกตื่นตัวของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกแรงปอกมะพร้าวอีก เป็นการออกกำลังกายเบาๆ ยามเช้าเพื่อรับพลังของพระอาทิตย์ในวันใหม่พร้อมรับรสชาตของหนึ่งในผลไม้ที่ดีที่สุดของธรรมชาติ

เป็นส่วนผสมที่กลมกลืนกันอย่างลงตัวที่สุด

ความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติในต่างจังหวัดเช่นนี้วัดมูลค่าไม่ได้

สุภาษิตของไทยเราบอกว่า “อย่าใกล้เกลือกินด่าง”

“อย่าใกล้มะพร้าวอ่อนแล้วกินชาเขียว” ก็น่าจะได้ความหมายที่ไม่ต่างกัน