ช่วงวันที่ ๒๖ - ๒๘ ม.ค. ๕๕ เป็นเวลา ๓ วัน ที่ผมมีโอกาสวิ่งออกกำลังบนทางเท้าริมถนนแถวย่านสยามพารากอน   เพราะผมไปนอนค้างที่โรงแรม เซนทาราแกรนด์ ที่ราชประสงค์ โดยได้ห้องพักเลขที่ ๔๘๐๒ อันสุขสบาย   ผมดีใจที่ได้มีโอกาสให้บริการ “สาวน้อย” ไปนอนเปลี่ยนบรรยากาศที่นั่น   ระหว่างที่ผมทำงานหนักเพื่อหาทางปรับปรุง PMA Conference ให้มีคุณภาพ และผลดีต่อสังคมยิ่งขึ้น     

          ที่จริงผมทำงานไม่หนักหรอกครับ คนทำงานหนักคือคณะผู้จัดงานฝ่ายต่างๆ    ผมทำหน้าที่ “กองเชียร์” เท่านั้น   แต่ก็ต้องคอย “จับภาพ” สิ่งที่เกิดขึ้น   สำหรับเอาไว้เชียร์ด้วยความชื่นชม และช่วยแนะลู่ทางปรับปรุง

          ไปพักย่านไหน ไม่ว่าเมืองใด ประเทศใด ผมใช้เป็นที่เรียนรู้ของชีวิตผู้คนหมด   ด้วยสำนึกในข้อจำกัด ของตนเองที่เป็นคนแคบ ไม่ค่อยได้รับรู้ข่าวสารแบบสัพเพเหระ   จึงเข้าไม่ค่อยใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ส่วนใหญ่ของสังคม   พูดง่ายๆ คือ ชีวิตของผมมีความเสี่ยงที่จะมีความคิดแปลกแยกจากคนส่วนใหญ่ เพราะไม่เข้าใจเขา    ผมต้องหาทางสัมผัสชีวิตของชาวบ้านให้มาก

          ที่จริงที่โรงแรมเขามีห้องออกกำลังกายอย่างดี แต่ผมไม่นิยม ผมชอบออกไปวิ่ง (ที่จริงคือเดิน) เพื่อสัมผัสชีวิตคนจนหรือชาวบ้านมากกว่า  

          ปีที่แล้วผมก็ได้มาวิ่งออกกำลังบริเวณเดียวกันนี้ อ่านได้ที่นี่  ที่จริงต้นปี ๒๕๕๓ ก็ได้มาวิ่งและบันทึกไว้ใน Gotoknow นี่แหละแต่ค้นไม่พบ 

          เช้าวันที่ ๒๖ ม.ค.๕๕ ผมรอจน ๖.๓๐ น. ฟ้าก็ยังไม่สาง แต่ก็ต้องออกไปวิ่ง   ผมออกจากโรงแรมวิ่งบนทางเท้าตรงไปทางทิศตะวันตก ไปทางด้านหลังสยามพารากอน   ไปจนถึงสามแยกที่ถนนด้านหนึ่งติดกับรั้ววังสระปทุม   ก็เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบสยามพารากอน    โดยที่ตอนนั้นยังมืดอยู่    ไปจนออกถนนพระราม ๑   ก็เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าสยามพารากอน   ไปจนผ่านรั้ววัดปทุมวนาราม ก็เลี้ยวเข้าไปวิ่งในวัด

          ใครว่าคนจนขี้เกียจ   แม่ค้าพ่อค้าขายอาหารบนทางเท้าตรงข้ามโรงเรียนวัดปทุมวนาราม ที่ผมเห็นก่อนไปถึงด้านหลังสยามพารากอนเป็นหลักฐานที่ดีว่าคนจนเหล่านี้ขยัน    เพราะเขาต้องเตรียมอาหารมาขายตั้งแต่เช้ามืด   และเมื่อถึงรั้ววัดปทุมวนารามบนถนนพระราม ๑ ก็มีผู้ค้าแผงลอยบนทางเท้าเป็นแถวยาว ส่วนใหญ่เป็นอาหารหลากชนิด

          ผมเห็นสังคม “สองโลก” ผ่านการวิ่งชมชีวิตผู้คนยามเช้าในบริเวณนี้   ผมเชื่อมาตลอดว่าคนจนในเมืองเหล่านี้ เป็นผู้ทำงานให้บริการแก่สังคมส่วนที่กินอยู่แบบหรูหรา    คนจนเหล่านี้กินอยู่แบบง่ายๆ    แผงลอยขายอาหารเหล่านี้บริการคนจนที่ทำงานหลากหลายแบบในเมือง    ช่วยให้ชีวิตผู้คนในเมืองดำเนินไปได้    ผมเห็นสัจธรรมข้อนี้ตั้งแต่ราวๆ ปี ๒๕๓๘ ตอนที่ผมไปอยู่ที่คอนโดมิเนียม พญาไทพลาซ่า   และรู้สึกขอบคุณที่คนเหล่านี้ทำให้ผมมีอาหารราคาถูกกิน และมีของใช้คุณภาพปานกลางราคาย่อมเยาใช้    ผมชอบไปซื้ออาหารและผลไม้อุดหนุนคนจนเหล่านี้   รู้สึกสบายใจที่ได้เอื้อเฟื้อต่อคนเหล่านี้   เพราะผมคิดว่าเขาให้แก่ผมและต่อสังคมมากมายโดยที่เรามักไม่รู้ตัว  

          จากวัดปทุมวนารามผมวิ่งกลับโรงแรม 

          วันรุ่งขึ้น ๒๗ ม.ค. ๕๕ ผมตั้งใจออกไปวิ่งสาย คือ ๗.๐๐ น. เพื่อให้พอมีแสงสว่างให้ถ่ายรูปได้    โดยวิ่งเส้นทางเดิมเพื่อดูความแตกต่างว่าตอนเช้ามืดกับตอนสายหน่อยสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนต่างกันอย่างไร  แต่โชคไม่ดีท้องฟ้ามืดฝน   และเมื่อวิ่งเข้าไปในวัดปทุมวนารามฝนก็ตกลงมา    แต่ผมก็พอจะถ่ายรูปได้   และได้สังเกตว่าเด็กนักเรียนเริ่มมาโรงเรียนแล้ว    และร้านอาหารริมทางเท้าก็คึกคักขึ้น   คนที่มาเดินบนทางเท้าก็เริ่มมี   และบนถนนก็มีรถมากขึ้น

          เช้าวันที่ ๒๘ ม.ค. ผมรอให้สว่างยิ่งขึ้นอีก แต่รอจน ๗ น. ก็ยังมืด คือมืดฝนตามเคย   คิดจะวิ่งไปทางประตูน้ำ แต่มองจากห้องพักที่ชั้น ๔๘ ไปที่ถนนเพชรบุรีเห็นรถเต็มถนนแล้ว   ผมไม่อยากวิ่งสูดควันท่อไอเสีย   จึงตัดสินใจงดวิ่งและชวนสาวน้อยไปกินอาหารเช้า    กินเสร็จกลับมาที่ห้องพัก ๗.๓๐ น. เปิดคอมพิวเตอร์ MacBook Air ตัวที่กำลังใช้พิมพ์อยู่นี้ มันบอกทันทีว่าผมมีนัดประชุม ๗.๓๐ น.   แสดงว่าผมลืมการนัดสนิท   และหากผมไปวิ่งก็จะผิดนัด

 

วิจารณ์ พานิช

๒๙ ม.ค. ๕๕

 

 

 หกโมงครึ่งคนจนออกมาขายอาหารบนทางเท้ากันแล้ว


 

 ปาล์มขวดทรงงามในวัดปทุมวนาราม


 

 สายหน่อยถ่ายรูปแม่ค้าอาหารริมถนนได้ชัดขึ้น


 

 วิ่งผ่านด้านข้างสยามพารากอน


 

 แผงลอยขายอาหารริมรั้ววัดปทุมวนาราม ถนนพระราม ๑


 

ที่เดียวกันกับรูปที่ ๕ แต่ถ่ายหันหน้าไปทางตรงกันข้าม