ผมมาเชียงใหม่ครั้งแรกตอนประมาณ ๕ ขวบ มาเที่ยวสงกรานต์กับแม่ ได้มานอนบ้านพักแถวถนนช้างคลาน ยังจำชื่อได้แม่น เพราะชื่อน่ารักแปลกดี และจำได้ว่าคนเชียงใหม่พูดเพราะ เสียงเย็นๆ แล้วก็ใจดี

ผมมาเชียงใหม่อีกหลายครั้ง แต่ครั้งที่อยู่นานที่สุด คือ ๑ เดือน ตอนจะจบแพทย์เฉพาะทาง ผมเลือกมาเรียนกับอาจารย์ที่เชียงใหม่ก่อนจะจบ ตอนนั้น ผมชอบตื่นแต่เช้าไปเที่ยววัดก่อนทัวร์ลง เพราะสงบดี เห็นวิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ถูกนักท่องเที่ยวปะปน ยังจำได้ว่า เดินเข้าไปในวิหารพระสิงห์โดยไม่รู้มาก่อน เพราะสมัยนั้นไม่มีป้ายท่องเที่ยวติด แล้วถึงกับตะลึงในความงดงามของทั้งสถานที่และองค์พระ ได้กราบพระและนั่งเงียบๆดูภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยังชัดเจนกว่าตอนนี้มาก มีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบและมีเมตตาสูงมาก

เป็นประสบการณ์ครั้งนั้น ที่ทำให้ผมชอบเที่ยววัดหรือโบราณสถาน

มาถึงวันนี้ เชียงใหม่โตขึ้นมาก ถนนช้างคลานวันนั้น ตอนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพลุกพล่าน จนไม่เหลือเค้าให้เห็น วัดพระสิงห์ได้รับการบูรณะจนงดงามไปอีกแบบ

ผมสังเกตว่า เชียงใหม่มีความเป็นนานาชาติขึ้นมาก ไม่ใช่เพราะนักท่องเที่ยว แต่เห็นชาวต่างชาติที่มาพักอาศัยอยู่นานๆเต็มไปหมด

รู้สึกเป็นห่วงว่าวัฒนธรรมคนเมืองจะเจือจางไปกับกระแสโลก

แต่พอมาเห็นอาคารโรงเรียนนักธรรม ที่วัดเกตการาม ที่ถ่ายรูปมาฝาก ก็โล่งใจขึ้น

ผมเห็นอาคารไม้งดงามหลังนี้ในร่มไม้แต่ไกล รู้สึกแปลกตา จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

วัดไทย จีนสร้าง ลายฝรั่ง อยากจะบอกอย่างนั้น

ได้เห็นตุ๊กตากามเทพฝรั่งในวัดไทยเป็นครั้งที่สอง หลังจากเพิ่งเห็นที่วัดพระแก้วดอนเต้าที่ลำปางมาหยกๆ คราวนี้้มาเห็นแบบลอยตัว อยู่กับลวดลายเครือเถาพรรณบุปผาประดับกรอบประตูแบบลายไทยสีทอง

ความกลมกลืนของศิลปะ ทั้งจีน ไทย ฝรั่งในวัดนี้ บ่งบอกถึงภูมิปัญญาของช่างศิลป์ในอดีต ที่คนยุคปัจจุบันอย่างเราคงต้องเรียนรู้

คิดถึงกลุ่มคำ หัวมงกุฎท้ายมังกร ฝรั่งสวมชฏา หัวฝรั่งตัวถังไทย (อันสุดท้ายนี่ ประโยคเด็ดของพี่บังวอญ่า)

เชียงใหม่เป็นนานาชาติมาตั้งนานแล้ว