เรือหมู เรือสำปั้น เรือลดน้ำ เรือมาด

 


วันที่ 13 มกราคม คุณแม่โทรหาหนู

 

ได้แต่ตกใจเพราะแม่ไม่เคยโทรหาหนู

 

แต่วันดีคืนดีแม่โทรหาหนู

 

เกิดความกังวลกลัวเกิดอะไรขึ้นที่บ้านของหนู

 

จึงรีบรับเร็วไวให้ทันใจหนู

 

ท่านรีบแจ้งงานแจ้งข่าวกับหนู

 

ตอบรับจ้า จ้าสองคำตามสไตล์หนู

 

แม่รีบวางทันใดยังไม่ทันฟังหนู

 

นั่งทวนอีกทีว่ามันเกี่ยวอะไรกับหนู

 

อ๋อ! เริ่มเข้าใจต้องกลับไปดูแลสมบัติของแม่หนู…

เอาดอกผักตบแสนสวยมาฝากผู้อ่านทุกท่านค่ะ น้องชายหนูเก็บมาให้แม่เห็นแม่ยิ้มปลื้มใจ จึงคิดว่าถ้าเก็บภาพมาฝากผู้อ่านบ้างน่าจะดีไม่น้อย ถึงถ่ายภาพไม่สวยแต่ก็ให้ด้วยใจนะคะ(ข้ออ้าง555)

หลังน้ำลดในทุกๆปี (แต่ตอนนี้ที่บ้านยังไม่แห้งเลย ใต้ถุนบ้านน้ำยังท่วมอยู่ประมาณห้าสิบเซนติเมตร)ที่บ้านจะต้องล้างเรือไม้เก็บเพราะน้ำเริ่มน้อยแล้วเดี๋ยวพายแล้วเรือไปชนตอไม้ และเป็นเรือใช้มาตั้งแต่รุ่นยาย(ตอนสาวๆ) แม่บอกว่าถ้าไม่ล้างเก็บไว้บนแห้ง เรือไม้จะผุฟังไปตามน้ำ เตี่ยหนูพายไปเก็บผักบุ้งที่หน้าบ้าน เผลอไปชนตอไม้เข้านิดเดียว ทะลุเลยค่ะ พายถึงบ้านน้ำเรือเกือบครึ่งลำ (แม่เรียกว่าเป็นโรคท้องบาง หมายถึงท้องเรือ)  คุณแม่ หนูและน้องชายช่วยกันขัดเรือให้เกลี้ยงจากโคลน และน้ำมันยาง แล้วตากเรือให้แห้งเพื่อรอทาน้ำมันยางใหม่ เพื่อช่วยรักษาเนื้อไม้ เพราะตอนนี้น้ำมันยางเก่าเสื่อมคุณภาพไปกับน้ำหมดแล้ว  

ต้องใช้ตุ่มวางเรือ เพราะน้ำยังไม่ยอมแห้ง แต่ขัดเรือช่วงนี้มีข้อดีคือมีน้ำใช้ขัดเต็มที่ไม่ต้องกล้วเสียดายน้ำเลย

 

 

ขัดไปขัดมาแม่ก็พูดให้ฟังว่า แต่ก่อนตอนไม่เคยต้องใช้ให้ลูกมาทำ แต่ตอนนี้ขัดลำเดียวก็แย่แล้ว (โถ่แม่จ๋าเพิ่มรู้ว่าตัวเองแก่หรือจ๊ะ) ท่านยังบอกอีกว่าอีกหน่อยแค่จะลงเรือพายไปรับลูกที่วัดก็คงไม่ไหวดีไม่ดีอาจตกน้ำตายเพราะว่าแก่แล้ว (ถ้าน้ำท่วมที่บ้านจะเดินทางทางเรือ เนื่องจากถนนน้ำท่วมหมดแล้ว โดยพายไปรับพี่สาวที่กลับมาเยี่ยมแม่ที่วัด เพราะมีท่าเรือทำให้ลงเรือได้สะดวก แต่ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าน้ำ เจ้ก็ขับรถไปบ้านเองได้ ) อีกอย่างที่สำคัญก็คือ ถนนทางเข้าบ้านใช้ร่วมกันหลายครัวเรือนบวกกับน้ำท่วมด้วย ทำให้ถนนเป็นหลุมง่าย แม่บอกว่าถ้าหมดรุ่นพ่อแม่ไปแล้วจะมีแต่คนใช้ไม่มีคนซ่อม เพราะเป็นเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักคำว่าดินพัง ไม่เคยอยู่กับดินก็จะไม่เข้าใจ (แม่จ๋าหนูก็เด็กรุ่นใหม่นะ) แม่จึงมีความคิดว่าจะต้องขายที่ติดแม่น้ำตรงนี้ (ความจริงแม่รักที่ดินผืนนี้มากแต่ความแก่ชราทำให้แม่ต้องเริ่มกลับมาคิดใหม่)  หาที่อยู่ใหม่ที่บ้านไม่ท่วม มีถนนเข้าออกสะดวกให้เจ้มาเยี่ยมเยียนง่ายๆ ที่สำคัญคือที่ปลูกผัก เจ้เคยชวนแม่ไปอยู่ในตัวเมืองนครปฐม แต่แม่ไม่ไปเพราะไม่ชอบที่สำเร็จรูป ท่านบอกว่ารักงานเกษตรเพราะทำมาตั้งแต่ยังเด็กๆ

ถนนเข้าบ้านเคยร่มรื่นไปด้วยกล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุข ตอนนี้ต้องปลูกใหม่ทั้งหมด(ที่จริงก็ต้องปลูกใหม่แบบนี้เกือบทุกปีอยู่แล้ว) ปลูกได้เฉพาะกล้วยเท่านั้นเพราะเป็นไม้ที่โตง่ายให้ร่มเงาเร็วและต้นทุนไม่สูงมากนัก ถ้าปลูกอย่างอื่นก็โตไม่ทันน้ำท่วม ปีนี้เป็นปีแรกที่เตี่ยต้องซื้อกล้วยน้ำว้ากิน เคยเอาไปขายเครือละสิบบาท(เครือนึงมีหลายหวี) แต่ไปซื้อเขาหวีละยี่สิบบาท สงสัยจะเป็นผลพลวงจากน้ำท่วมค่ะ (เอหรือจะเป็นแม่ค้าคิดค่าขายแพงไปหน่อยก็ไม่อาจรู้ได้) ตอนนี้เตี่ยปลูกต้นมะเฟือง ใหม่หนึ่งต้นแทนเจ้าชมพู่มะเหมียวที่ตายไปแล้ว (ต้นมะเฟืองซื้อมาจากงานเกษตรกำแพงแสน) เตี่ยยกโคนต้นหนีน้ำขึ้นมาสูงถึงเอว มะเฟืองเป็นผลไม้ที่เตี่ยหนูชอบทาน หนุ่มๆที่มาชอบพี่สาวหนู มักจะซื้อมะเฟืองมาฝากเตี่ย ท่านจึงได้ทานบ่อยๆโดยไม่ต้องซื้อ  เตี่ยบอกว่าแต่ก่อนยังได้กินของวันเพ็ญบ้าง แต่หนูนี่ซิเตี่ยบอกเฮ้อ… (ต้องปลูกกินเอง)

หลังจากขัดเจ้าเรือลำเล็กๆจบ แม่ก็ให้มาขัดเรือมาดต่อ(จุคนได้ประมาณยี่สิบคน) ท่านบอกว่าคงต้องขายให้คนอื่นแล้ว เพราะต่อไปก็จะไม่มีใครดูแลรักษา จอดไว้แบบนี้ก็จะผุพังไปเปล่าๆ ใจหนูก็ยังเสียดายเรือมาดลำนี้อยู่แต่ยังคิดไม่ออกว่าเก็บเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง  เรือเป็นลำใหญ่ถ้าขัดคนเดียวต้องหน้ามืดแน่ๆ หนูต้องถ่ายถึงสองครั้งแยกท้ายเรือ และหัวเรือค่ะ (น้องขัดท้ายเรือ แม่ขัดหัวเรือ กล้วยไข่ถ่ายแต่รูป)

เรือมาดลำนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของคุณแม่แล้วที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ก่อนมีลำใหญ่กว่านี้อีกถึงสองลำแต่ขายไปหมดแล้ว เพราะไม่ได้ใช้และดูแลรักษาไม่ไหว ถ้าไม่ขายไปป่านนี้อาจผุพังไปกับน้ำหมดแล้ว แม่อยากฝึกให้หนูและน้องชายดูแลเรือ เผื่อจะรักเขาเหมือนที่แม่หนูรักบ้าง (หนูรู้ทันนะจ๊ะแม่จ๋า)

ขอจบบันทึกด้วยคำพูดเดิมที่ว่า

ขอบคุณมากค่ะ