หลายท่านคงจะทราบดีว่าในปี 2549 นี้ สคส. ได้มีนโยบายที่จะไม่รับบรรยายเรื่อง KM ทั้งนี้เนื่องจากเห็นพ้องต้องกันว่า คนในสังคมไทยมักสนใจแต่การ lor: red">"เสพ" ความรู้ KM แต่ไม่ยอมลงมือ "ทำ"  วัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนส่วนใหญ่ อาศัยการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของ "ผู้อื่น" ไม่ยอม "ลงทุนลงแรง" เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของ "ตนเอง"
        เวลาที่ผมรับเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง KM นั้น รู้ตัวเหมือนกันครับว่ายังคงมีอคติกับผู้ฟังอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ฟังที่เป็นครูอาจารย์ เพราะมักจะรู้สึกเสมอว่า ที่ท่านเหล่านี้เข้ามาฟังเรื่อง KM นั้น เป็นเพราะต้องการจะรู้ไว้เพื่อเอาไปใช้สอนต่อ ผมว่ามีน้อยมากที่คิดว่ามาเรียนรู้เพื่อจะนำเรื่องนี้กลับไปทำในหน่วยงานของตน หลายคนมองไม่เห็นด้วยซ้ำไปว่าตนเองเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่อง KM นี้ คิดไปว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการ KM (ที่ในหน่วยงานตั้งขึ้นมา) มองไม่เห็นว่าตนเองจะทำอะไรในเรื่องนี้ได้ บางท่านยิ่งได้ฟังการบรรยายมามากมายหลายตำราก็ยิ่งทำให้สับสนกลายเป็นคนที่ต่อต้านเรื่องนี้ไปโดยไม่รู้ตัว
        การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของผู้อื่นนั้น นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริง ด้วยหนทางแห่งการปฏิบัติเท่านั้นแหละครับ ที่จะทำให้การเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ชัดขึ้นมาเรื่อยๆ การที่เราได้มีโอกาสทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดความเข้าใจ นั่นแหละครับคือการเรียนรู้ที่แท้จริง การเรียนรู้ที่แท้จริงจะไม่หยุดนิ่งอยู่กับ "คำตอบสุดท้าย" เพราะในชีวิตจริงนั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "คำตอบสุดท้าย" หรอกครับ ....ถึงเราจะสามารถ "เรียนลัด" ได้จากการอ่านหรือการฟังก็ตาม แต่การเรียนรู้ที่สวยงามและคมชัดที่สุดนั้นต้องมาจากประสบการณ์ตรงครับ
        โจทย ์ใหญ่ที่อยู่ในใจผมเรื่อยมา ก็คือคำถามที่ผมถามดัวเองอยู่เสมอว่า .. นอกจากทางเลือกที่ว่าจะไม่บรรยายแล้ว มีทางเลือกอื่นไหม? ...เพราะการที่ได้รู้ว่าจริตของคนส่วนใหญ่นั้นต้องการที่จะเสพ ...เรามีเทคนิคอะไรไหมที่จะทำให้การเสพครั้งนี้ นำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจ ถือโอกาสใช้การบรรยายจุด "ไฟในใจ" ของผู้ฟัง...ทำอย่างไรให้พวกเขารู้สึกดีกับ KM ต้องการจะกลับไปทดลองทำ ครั้นเมื่อได้ทำ ก็ได้เรียนรู้ ยิ่งทำก็ยิ่งได้เห็นพลังของ KM ยิ่งทำก็ยิ่งมีความหวัง เกิดพลังคิดจะสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในหน่วยงาน เรียกได้ว่าเกิดศรัทธาเกิดแรงบันดาลใจที่ทำให้ได้พัฒนางาน เกิดการเรียนรู้ เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรไปโดยไม่รู้ตัว .....ถึงตอนนั้นใครจะมาบอกเราว่าเราว่าเป็น LO แล้ว หรือไม่? ...ก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร!!