ในระหว่างงานหนังสือแห่งปี ณ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมได้ซื้อหนังสือลดราคามาเล่มหนึ่ง ชื่อ "โกมลฅนหนุ่ม" ของสำนักพิมพ์โกมล คีมทอง ซึ่งผมเคยเขียนบันทึกจากหนังสือเล่มหนึ่ง คือ รำลึกถึง "ครูโกมล คีมทอง และ ครูรัตนา สกุลไทย" ... ครูเล็ก ๆ ของแผ่นดิน เมื่อหลายปีที่แล้ว

(http://www.bookmartonline.com/book_cover/K002-00101.jpg)
แต่วันนี้ ผมได้มีโอกาสสอนรายวิชา "การศึกษาและการมีส่วนร่วมสถานศึกษา" ทำให้ผมเพียรพยายามหากิจกรรมที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเป็นครูของนักศึกษาครูที่หลงใหลกับสังคมวัตถุนิยม กิเลส ตัณหา คิดถึงแต่ตัวเองมากกว่าคนอื่นในสังคม
หนังสือ "โกมลฅนหนุ่ม" ปลุกเร้าให้ผมอยากถ่ายทอดสิ่งที่คุณครู "โกมล คีมทอง" เป็นและมี ไปสู่นักศึกษาครูเหล่านี้
วันนี้ (๙ ม.ค.๕๕) ผมจึงเริ่มค้นหาอัตชีวประวัติของคุณครู "โกมล คีมทอง" ซึ่งได้รับข้อมูลจากมูลนิธิโกมล คีมทอง ในหน้า http://www.komol.com/autopage/show_page.php?t=34&s_id=4&d_id=4 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นต่อไปอีก ๒ หน้า
ผมจึงขอคัดลอกเพื่อนำมาเผยแพร่ในบล็อกส่วนตัวของผมนี้ โดยพยายามจัดเอกสารใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น โดยมิหวังผลกำไรใด ๆ แต่หวังผลแรงบันดาลใจสำคัญไปยังนักศึกษาครูที่เป็นลูกศิษย์ของผม ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างยาวมาก ผมจะขอแบ่งออกเป็นตอน ๆ ไป ตามที่กำลังผมจะมี
โกมล คีมทอง ครูของแผ่นดิน
ตอนที่ ๑ ... ภูมิหลัง
เมื่อเอ่ยถึงชื่อ "โกมล คีมทอง" คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในปัจจุบันน้อยคนนักที่จะทราบว่าเขาเป็นใคร และยิ่งมีคนน้อยกว่านี้มากนักที่จะรู้ว่าเขาเคยทำ เคยสร้างอะไรมาบ้าง
หากเป็นคนที่อายุ ๔๐ กว่าขึ้นไป อาจเคยได้ยินได้ฟัง หรือจำได้ว่า เมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว มีข่าวใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวหนึ่งที่โด่งดังมาก เกี่ยวกับบัณฑิตหนุ่มสาวจากจุฬาฯ ๒ คน ถูกยิงเสียชีวิตขณะอุทิศตนเป็นครูเข้าไปตั้งโรงเรียนสอนหนังสือแก่เด็กในท้องถิ่นทุรกันดารที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คนหนึ่งนั้นคือ โกมล คีมทอง อีกคนเป็นเพื่อนของเขาที่ชื่อ รัตนา สกุลไทย
ความน่าสนใจของชายหนุ่มคนนี้อยู่ตรงที่ว่า เขาเป็นคนหนุ่มที่ไม่เคยลังเลใจในการประกาศปณิธานแห่งชีวิตของตนว่า "จะขอเป็นครูตราบชั่วชีวิต" ตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยและยังศึกษาอยู่ ทั้งที่ด้วยโอกาสของเขาหลังจากจบการศึกษาแล้ว สามารถไต่บันไดทางการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือเสาะหาอาชีพที่ทำให้สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของเขาดีขึ้นได้โดยไม่ลำบากนัก ตามอย่างเพื่อนนิสิตนักศึกษาทั่วไปในสมัยนั้น
ใครคือ "โกมล คีมทอง"

(http://www.sarakadee.com/feature/2003/02/images/komol_21.jpg)
โกมล คือ ชื่อของคนหนุ่มแห่งลุ่มน้ำลพบุรี ตามทะเบียนนิสิตของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มีหลักฐานเป็นลายมือของโกมลเองว่า เขาเกิดเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๘๙ ที่จังหวัดสุโขทัย เป็นบุตรของนายชวน คีมทอง กับนางทองคำ คีมทอง ซึ่งปัจจุบัน (ปี ๒๕๓๙) เสียชีวิตแล้ว
โกมลมีพี่น้องท้องเดียวกันทั้งหมด ๕ คน เป็นชายทั้งสิ้น คนโตชื่อโอภาส สิ้นชีวิตเมื่อมีอายุได้ ๓ เดือน คนที่สองคือโกมล คนที่สามชื่อด้วง สิ้นชีวิตเมื่ออายุได้ ๑ ขวบ คนที่สี่สิ้นชีวิตเสียแต่เมื่อยังไม่ได้ตั้งชื่อ คนที่ห้าชื่อนิพนธ์ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ และบวชเป็นพระ (ปี ๒๕๔๐) สมัยเด็กอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ต่อมาลุงกับป้าขอตัวไปเลี้ยงเพราะไม่มีลูก
เด็กชายโกมลใช้ชีวิตวัยเด็กและได้รับการศึกษาขั้นต้นจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนบ้านกล้วย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และมาต่อที่โรงเรียนบ้านหมี่วิทยาจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ สอบไล่ได้ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นได้มาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยอาศัยอยู่กับบ้านญาติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สาว ในเขตบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี จนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ แผนกศิลปะ เมื่อปี ๒๕๐๙ สอบไล่ได้ ๗๒.๗๐ เปอร์เซ็นต์ และในสมัยนุ่งกางเกงขาสั้นนั้น เขาเคยทำกิจกรรมด้านหนังสือมาบ้าง เนื่องจากเรียนมาทางสายศิลปะ และมีแววทางด้านการขีดเขียน ส่วนกิจกรรมด้านอื่น ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานให้เห็น
จากรั้วชมพู-ฟ้า มายังรั้วชมพู-เพลิง
โกมลสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สองแห่ง คือที่ คณะนิติศาสตร์ (บางคนว่า คณะรัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยที่ค่านิยมในสมัยนั้น เวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักศึกษาที่เรียนทางด้านสายศิลปะหรืออักษรศาสตร์ จะเลือกคณะอักษรศาสตร์เป็นอันดับหนึ่ง ส่วนคณะครุศาสตร์เป็นอันดับถัดมา
ชมพู คือ สีของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
เพลิง คือ สีของคณะครุศาสตร์ (ซึ่งเปรียบดั่งเพลิงเผาผลาญความไม่รู้ และส่องปัญญาให้แก่เยาวชน)
แต่โกมลเลือกที่จะเป็นครูมากกว่าเป็นหมอความ
ยุคสมัยที่โกมลเข้ามาเป็นนิสิตโก้เก๋ที่จุฬา ฯ นั้น ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหาร กิจกรรมของเหล่าปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยจึงมีแต่เรื่องการเชียร์ การแข่งขันกีฬา (ซึ่งมักแถมการยกพวกตีกัน) การจัดงานเต้นรำ การดูภาพยนตร์ ส่วนกิจกรรมประเทืองปัญญาก็เพิ่งเริ่มได้ไม่นานนัก การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทเริ่มเป็นที่นิยม โดยบางคนมองว่าเป็นเรื่องแฟชั่น แหล่งเที่ยวของวัยรุ่นคือตามโรงภาพยนตร์ ขณะที่สยามสแควร์ยังไม่แจ้งเกิด หนุ่มสาวอาศัยงานบอลล์เป็นที่พบปะ นักร้องที่ชื่นชอบก็เป็นพวกฝรั่งตะวันตก
ท้ายสุด โกมลจบชั้นอุดมศึกษาจากคณะครุศาสตร์ สาขามัธยมศึกษา เอกวิชาสังคมศึกษา โทภาษาฝรั่งเศส ในปีการศึกษา ๒๕๑๒
คุณแม่ของโกมลเล่าว่า ชีวิตในวัยเด็กของเขาก็เหมือนกับเด็กผู้ชายไทยธรรมดาที่เรียบร้อย ว่าง่าย เชื่อฟังพ่อแม่ แต่ที่จะมีลักษณะพิเศษอยู่บ้างก็ตรงเป็นเด็กช่างคิดช่างฝัน ค่อนข้างเงียบขรึม และความเป็นคนช่างคิดนี้ก็เริ่มปรากฏและเป็นที่ชัดแจ้งแก่ทุกคนเมื่อมาใช้ชีวิตในคณะครุศาสตร์
โกมลเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มร่างสันทัด ใบหน้าคมสัน ผิวค่อนข้างคล้ำ มีบุคลิกภาพเป็นผู้นำ เชื่อมั่นในตนเอง พร้อม ๆ กับมีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างจริงใจ ยึดมั่นในหลักการ และมีความเป็นตัวของตัวเอง จึงมีผู้ใหญ่หลายท่านให้ความเอ็นดูต่อเขา
บุคลิกของโกมลที่เพื่อนบางคนสะท้อนให้เห็น คือ ใบหน้าของเขาจะระบายด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ชอบใส่เสื้อแขนยาว เดินเร็ว ชอบหอบแฟ้มสีน้ำตาลหม่นเล่มโต ๆ เดินไปไหนต่อไหน ชอบเข้าไปนั่งในห้องสมุดอยู่เสมอ ชอบจดคำบรรยายในกระดาษพิมพ์ดีด ให้ความเป็นกันเองกับเพื่อน มีจิตใจโอบอ้อมอารี ชอบซักถาม ไม่พูดเรื่องของตนเอง แต่ชอบคุยเรื่องมีสาระ ชอบถกเถียง ชอบคุยกับผู้ใหญ่ ชอบเอาข่าวกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจมาบอก เป็นคนอ่อนโยน เฉียบ แต่ดื้อดันและซน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และพยายามนำความคิดนั้นมาทดลองปฏิบัติ รวมถึงมีความมุ่งมั่นศรัทธาในวิชาชีพครูอย่างแท้จริง
พจน์ กริชไกรวรรณ ... ผู้เรียบเรียง
ตีพิมพ์ ณ นิตยสารสารคดี ฉบับกุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
.....................................................................................................................................................
ช่องไฟส่วนตัว ...
กระบวนการหล่อหลอมครูในยุคปัจจุบันมีปัญหาจากสภาวะสังคม วัฒนธรรม หนักหน่วงกว่าสมัยก่อนมาก เราไม่ได้คนที่อยากเป็นครูจริง ๆ มากกว่าเรื่องปากท้อง
หน้าที่ขององค์กรผลิตครูซึ่งเป็นปลายเหตุจากปัจจัยที่เกิดขึ้น ทำให้องค์กรผลิตครูยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป
ดั่งเช่น ที่ครูบางคน (เช่นผม) พยายามปลูกฝังความเป็นครู ความเป็นต้นแบบให้พวกเขา
คุณครู "โกมล คีมทอง" เป็นครูที่ผมสามารถจับต้องวิธีคิดของครูเขาได้
แรงบันดาลใจของการเป็นครูที่ดีจึงเกิดขึ้น
ด้วยจิตคารวะ
บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...
......................................................................................................................................................
แหล่งข้อมูล
พจน์ กริชไกรวรรณ. ประวัติครูโกมล. http://www.komol.com/autopage/show_page.php?t=34&s_id=4&d_id=4 (๙ มกราคม ๒๕๕๕).
......................................................................................................................................................
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๑) : ภูมิหลัง
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๒) : ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ปณิธานความเป็นครู
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๓) : เมื่อเป็นครูฝึกสอนและบัณฑิตแท้
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๔) : ไปเป็นอิฐก้อนแรก
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๕) : ครูเล็ก ๆ ของแผ่นดิน
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๖) : เสียงสะท้อนจากลูกศิษย์
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๗) : ความสนใจในศิลปวัฒนธรรม นำไปสู่การรู้จักคุณครู "รัตนา สกุลไทย" เพื่อนร่วมอุดมการณ์
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๘) : ช่วงท้ายของชีวิต
- "โกมล คีมทอง" ครูของแผ่นดิน (๙) : อาทิตย์ดับที่บ้านเหนือคลอง (คนดีไม่มีวันตาย)
ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ค่านิยมและอุดมการณ์มันเป็นเส้นขนาน
อย่างน้อยก็ยังดีค่ะอาจารย์ ที่ยังมีคนที่มีอุดมการณ์สร้างคนให้เป็นครู
เป็นครูที่ดีให้กับลูกศิษย์...อย่างน้อยหวังว่าประวัติของครูโกมล คีมทอง
จะเป็นแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กับน้อง ๆ นักศึกษาค่ะ
"อย่างน้อย" ... ก็มีครูที่ให้นักศึกษาครูของเราจับต้องได้บ้าง
ให้สังคมเป็นสังคมอุดมการณ์และปัญญาตามคุณค่าของความเป็นจริง
ขอบใจมากจ้า ดอกหญ้าน้ำ ;)...
ถ้าเมืองไทยเรามี คนที่มีปณิธานอย่างแรงกล้าในสาขาใดสาขาหนึ่ง และอุทิศให้กับวิชาชีพนั้นตราบชั่วอายุขัย ประเทศชาติคงจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีคนที่ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน ... (ถ้าต่อจะกลายเป็นเพลง ความฝันอันสูงสุดเลย อิ :)
ยิ่งเป็นอาชีพสำคัญๆ ที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติส่วนรวม เช่น นักการเมือง แพทย์ นักกฏหมาย ครู ก็คงมีอุดมการณ์ดีๆ ไม่แปรผัน ไปตามสภาวะแวดล้อม จนท้อแท้หรือเสียศูนย์ไป
ยังเชื่อมโยงไปอีกประเด็นที่ว่า นักการเมืองไทย สามารถจะเป็นใครก็ได้หรือ ที่อาศัยเพียงรับตน. ตามมรดกตกทอด หรืออำนาจเงิน โดยมิได้ตั้งใจหรือมีอุดมการณ์ด้านนี้มาก่อนเลย
ขออภัยนะคะอ. เสือ ข้ามไปนอกการครู อีกแล้ว ... ขอบคุณค่ะ
กินอุดมการณ์แทนข้าว....เหมือนกันเลย
ใช่ครับ เป็น "ความฝันอันสูงสุด" สำหรับวิชาชีพอันประเสริฐนี้
นักการเมืองเลว...เข้าไปก่อกวนและทำลายสังคมที่เคยดีไม่เหลือซาก นักการเมืองเลว...จึงมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
มีการนำเงินและโฆษณาชวนเชื่อจากร่องรอยของระบอบคอมมิวนิสต์เดิมมาปรับใช้ในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนรากหญ้าเริ่มเขว และเข้าทางพวกผู้นำเลว ๆ
อ่ะ เกี่ยวหรือไม่ ไม่ทราบ แต่สัมพันธ์กันครับ
ขอบคุณมากครับ คุณ Poo ;)...
นมัสการพระคุณเจ้า Phra Anuwat ;)...
ขอบพระคุณครับท่าน ;)...
คุ้นๆ นะคะบันทึกนี้ เมื่อนานหลายปีมาแล้ว :)
ตากำลังจะปิดเลยเชียวค่ะอ. เสือ แต่นึกเรื่องนี้แล้วก็ ...
บางครั้งเวลาติดตามเรื่องราวต่างแดนแล้ว จะพบนักวิทย์ แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ มุ่งค้นคว้าเรื่องนั้นซะจนปรุ สร้างสรรค์ผลงานแก่ส่วนรวม แต่พอมามองบ้านเรา คุณหมอ นักวิชาการ คนดัง นักธุรกิจ พอผันตัวเองเข้าสู่เวทีการเมืองแล้ว พังเกือบทุกราย แถมมีความรู้สึกว่า เสียดายความรู้ที่ร่ำเรียนมาจัง มันไม่มีรับประกันได้เลยว่า หากคนนอกวงการที่ไร้อุดมการณ์ หรือแม้คนมีอุดมการณ์ แต่พอเข้าไปในระบบ แล้วทำไมถูกกลืน ซะ ไม่เหลือ ... เฮ้อ สมัยก่อนพอคนไม่ค่อยเก่ง ไม่ค่อยมีทางเลือกก็มาลงครู เลยทำให้ภาพครู เสียหายไปด้วย มุมมอง ค่านิยม บ้าบอ ที่มองกันแค่เปลือก แล้วสร้างภาพ อะรูมิไร้ ทั้งๆ ที่คนเราควรเลือกมองเจาะจง แต่ละปัจเจก กันไปมากกว่า ยกเว้นว่า หากกระทบกับส่วนรวมมากเกิน ก็ยากจะหลบเลี่ยง :) ... สรุปปัญหารากเหง้า คืออะไรหนอเจ้า ความโลภ และไม่รู้จักพอ?
"ยังนึกภาพไม่ออกเลยค่ะ ว่าปัญหาโลกแตกนี้จะจบลง ?
"ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น" ไม่ช้าก็เร็ว
ไม่มีอะไรอยู่ยั้งยืนยงอย่างแน่นอน
เราจักเปลี่ยนที่ตนเองก่อน แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้
เราทำดี เขาทำชั่ว เราจักทำตามความชั่วนั้น คงไม่มี
ร่วมกันความดีกันครับ คุณ Poo ;)...
ฝันดีครับ
ขอบคุณค่ะ ขอคารวะแก่ท่านอาจารย์ โกมล คีมทอง
ปี 2011 ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ จีน อินเดีย บราซิล ได้รับการยกระดับจาก
"Developing country" เป็น "Newly industrial country"
ดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ถึงระดับ "Developed country"
หรืออีกนัยยะ คือ พัฒนาเฉพาะวัตถุ/เศรษฐกิจ
แต่ยังไม่พัฒนาทางจิตใจ/ความรับผิดชอบต่อสังคม
อาจเป็นโจทย์สำหรับครูอย่างเรานะคะ
...
มาแอบฟัง บทสนทนาระหว่าง อาจารย์เสีอกับคุณปู
แล้วเกิดแรงบันดาลใจพร้อมกับคำถามในใจ
เราจะทำอย่างไรให้..เริ่มต้นที่ตัวเอง
"มุ่งค้นคว้าเรื่องนั้นซะจนปรุ สร้างสรรค์ผลงานแก่ส่วนรวม"
โดยไม่ถูกกระแส..Noise พัดพาออกนอกทางเสียก่อน
เรียน คุณหมอบางเวลา ป. กุ้งเผา
เรียก "อาจารย์เสือ" เหมือนคุณปูเลยอ่ะ
ตายแล้ว ! ออสโมซิสมาก ๆ ...
มาเช็คคำผิดของตัวเอง ผิดเสียความหมายเลย
จาก "เราจักเปลี่ยนที่ตนเองก่อน แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้" เป็น "เราจักเปลี่ยนที่ตนเองก่อน แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้"
ผมคิดว่า "มุ่งค้นคว้า" เป็นภาระหลักการเป็นครูมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามีครูมหาวิทยาลัยหลายท่านไม่ได้ทำภาระเช่นนั้น หลายคนทำงานบริหารมากมายจนลืมเลือนหน้าที่นี้ไป แต่โดยหลักการ "มุ่งค้นคว้า หาองค์ความรู้" เพื่อนำทางสังคมเป็นหน้าที่โดยตรง
อีกประเด็นหนึ่ง คือ "กระแสวัตถุนิยม ทุนนิยม ระบบอุปถัมภ์" นั้น อยู่ที่จิตใจ อุดมการณ์ ของตัวเองล้วน ๆ ว่า เราเลือกที่ "หลง" ไปกับมันมากน้อยเพียงใด หากเราสลัดไม่หลุด เราก็จะกลายเป็นคนหนึ่งเช่นกันที่ทำทุกอย่างเพื่อกิเลส ตัณหา ความอยากที่เราเลือกเอง แล้วเราก็แอบหลงภูมิใจในที่เราคิดว่า เราประสบความสำเร็จ เรามี เราเป็น เหมือนคนอื่นแล้ว
ภาพชัดมากตอนนี้ เช่น เด็กผู้หญิงเลือก "แฟชั่น" เอามารวมกับ "ยูนิฟอร์ม" แล้วบอกว่า "ยูนิฟอร์ม" คือ "แฟชั่น" หลงไปเห็นดารานักร้องเขาแต่ง ก็อยากแต่งบ้าง ทั้ง ๆ ที่มารยาทหรือกาลเทศะใด ๆ ไม่ควรทำใน "ยูนิฟอร์ม"
หรือการหาช่องโหว่ทางกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อให้ตัวเองและพรรคพวกได้ผลประโยชน์ของนักการเมือง
อ่ะ ... ยาวแฮะ ... แว่บดีกว่า
สรุป ความหนักแน่นมั่นคงทางจิตใจของตัวเอง เป็นตัวชี้ว่า เราจะถูกพัดพาไปตามกระแสสังคมหลง ๆ ลืม ๆ นั้นหรือไม่
ฝากหินถ่วงไว้ก้อนหนึ่งแล้วกันนะครับ ;)...
ขอบคุณมากครับ คุณหมอบางเวลา ป. กุ้งเผา ;)...
ป.ล. ผมคิดว่า ตัวเองกำลังดูจริงจังเกินไปครับ ผิด Concept ไปดีกว่า ;)...
ขอร่วมชื่นชมครูโกมล คีมทองด้วยค่ะ..อยู่ในยุคเดียวกันในเหตุการณ์ที่กล่าว..นับเป็นบุคคลอมตะของวงการครู
เห็นด้วยเจ้า ความมั่นคง หนักแน่นทางใจ ที่มีจุดยืนชัดเจน จะเป็นเกราะให้เรา อิสระ ไร้พันธนาการ มิมีใครมาบังคับได้
ถึงไร้ตำแหน่ง หน้าที่ ไม่มีอำนาจ บารมี เงินทอง หากแต่ศักดิ์ศรี ความดีงาม ที่ไม่มีใครแย่งไปจากเราได้ กินไมได้แต่เท่ห์
...
ปล. เอ คอนเซ็ปอ. เสือ เปลี่ยนไป?คะ ๕ ๖ เห็นช่วงแรกๆ มีแต่ จริงจัง เข้มข้น ไม่งั้นใครๆ เค้าจะคิดว่า อ. วัยเกษียณแล้วรึ :)
ขอบคุณมากครับ พี่นงนาท ;)...
ก็ว่านะครับ คุณ Poo ... ด้วยประสบการณ์เทียบเท่าคนใกล้เกษียณใช่ไหมครับ อิ อิ
เลยทำให้คนเข้าใจผิดกันเยอะ หารู้ไม่ ผมเนี่ย หนุ่มโสด ไร้พันธะผูกพัน ฝันกลางวัน หลับกลางคืน ;)...
5 5 5 แน่ใจรึเจ้า น่าจะฝันกลางคืน หลับกลางวัน เห็นเป็นนกตาฮูกทุกคืนค่ำ :)
... เอา บันทึกครูดีในดวงใจ มาฝากอีกรายเจ้า
http://www.gotoknow.org/blog/lanandaman/305083?locale=th
เอ ส่งลิงก์จะได้ไหม ไม่แน่ใจนะคะ เพราะวันนี้ ระบบแปลกๆ ไม่เหมือนเดิม
เขากำลังปรับระบบ Gotoknow กันอยู่อ่ะ คุณ Poo ...
ลิงค์นั้น ได้เสียชีวิตลงไปแล้วอ่ะ ;)...
... หรืออีกนัยยะ คือ พัฒนาเฉพาะวัตถุ/เศรษฐกิจ
แต่ยังไม่พัฒนาทางจิตใจ/ความรับผิดชอบต่อสังคม
อาจเป็นโจทย์สำหรับครูอย่างเรานะคะ
...
มาแอบฟัง บทสนทนาระหว่าง อาจารย์เสีอกับคุณปู
แล้วเกิดแรงบันดาลใจพร้อมกับคำถามในใจ
เราจะทำอย่างไรให้..เริ่มต้นที่ตัวเอง
"มุ่งค้นคว้าเรื่องนั้นซะจนปรุ สร้างสรรค์ผลงานแก่ส่วนรวม"
โดยไม่ถูกกระแส..Noise พัดพาออกนอกทางเสียก่อน
...
...ผมคิดว่า "มุ่งค้นคว้า" เป็นภาระหลักการเป็นครูมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่ามีครูมหาวิทยาลัยหลายท่านไม่ได้ทำภาระเช่นนั้น
หลายคนทำงานบริหารมากมายจนลืมเลือนหน้าที่นี้ไป
แต่โดยหลักการ "มุ่งค้นคว้า หาองค์ความรู้" เพื่อนำทางสังคมเป็นหน้าที่โดยตรง
อีกประเด็นหนึ่ง คือ "กระแสวัตถุนิยม ทุนนิยม ระบบอุปถัมภ์" นั้น
อยู่ที่จิตใจ อุดมการณ์ ของตัวเองล้วน ๆ ว่า เราเลือกที่ "หลง" ไปกับมันมากน้อยเพียงใด
หากเราสลัดไม่หลุด เราก็จะกลายเป็นคนหนึ่งเช่นกันที่ทำทุกอย่างเพื่อกิเลส ตัณหา ความอยากที่เราเลือกเอง
แล้วเราก็แอบหลงภูมิใจในที่เราคิดว่า เราประสบความสำเร็จ เรามี เราเป็น เหมือนคนอื่นแล้ว
ภาพชัดมากตอนนี้ เช่น เด็กผู้หญิงเลือก "แฟชั่น" เอามารวมกับ "ยูนิฟอร์ม" แล้วบอกว่า "ยูนิฟอร์ม" คือ "แฟชั่น"
หลงไปเห็นดารานักร้องเขาแต่ง ก็อยากแต่งบ้าง ทั้ง ๆ ที่มารยาทหรือกาลเทศะใด ๆ ไม่ควรทำใน "ยูนิฟอร์ม"
หรือการหาช่องโหว่ทางกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อให้ตัวเองและพรรคพวกได้ผลประโยชน์ของนักการเมือง
อ่ะ ... ยาวแฮะ ... แว่บดีกว่า
สรุป ความหนักแน่นมั่นคงทางจิตใจของตัวเอง เป็นตัวชี้ว่า เราจะถูกพัดพาไปตามกระแสสังคมหลง ๆ ลืม ๆ นั้นหรือไม่
ฝากหินถ่วงไว้ก้อนหนึ่งแล้วกันนะครับ ;)...
ขอบคุณมากครับ คุณหมอบางเวลา ป. กุ้งเผา ;)...
ป.ล. ผมคิดว่า ตัวเองกำลังดูจริงจังเกินไปครับ ผิด Concept ไปดีกว่า ;)...
......................
ขอบคุณ ความเห็นที่ผิด Concept ชุดนี้ของครู :)
ที่เป็น "หินถ่วง" ความรู้สึกบางด้าน...ในสถานการณ์ปัจจุบันให้สมดุลได้อย่างมากเลยค่ะ
อ้ะ...แว่บตามอากู๋เข้ามาตาสว่างได้อย่างไรเนี่ย?
ตามข้อมูล เรื่องกสิกรรมแท้ๆ..."ปฏิว้ติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว" นำมาสู่..."ครูของแผ่นดิน"
เข้ามาถึง "คมความคิดอันลึกซึ้ง" ของ "คุณครู..ดาบคู่ของข้าพเจ้า"ได้อย่างซึ้งใจมากมาย... งึดหลายเน้อ
ขอขอบคุณอีกครั้งค่ะ สาธุ
ขอบคุณมากครับ คุณ Tawandin ;)...