วันที่สองก็เจอดี บุญช่วย มีจิต
|
วั |
นแรกผ่านไปด้วยรายได้ที่ไม่ถึงกับติดลบ เหลือบ้างนิดหน่อยก็เอาละ มือใหม่อย่างเราจะเอาอะไรนักหนา ทำให้มั่นใจมากขึ้น วันที่สองเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 07.00 น. ก็พอมีคนโดยสารอยู่บ้าง เพราะยังอยู่ในช่วงปีใหม่ ถนนหนทางยังว่างโล่ง แท็กซี่ก็ไม่ค่อยมีเท่าไร
หลังจากไปส่งผู้โดยสารขี้บ่น จอมดุ ที่วัดพระแก้วแล้ว ก็ตะลอน ๆ กลับถิ่นเก่า เข้าเพชรบุรีมุ่งสู่ประตูน้ำ จะออกคลองตัน
ตรงป้ายรถเมล์เยื้องโรงหนังเพชรรามาเดิม มีคนโบกมือให้จอด เป็นแม่ค้าบอกว่าให้ไปส่งคนป่วยที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ท่าทางเป็นคนบ้านนอกและมีอุปกรณ์ก่อสร้างด้วย บอกว่าคนผู้ชายคาดว่าจะเป็นพ่อ หรือสามีของผู้หญิง เป็นโรคหัวใจแน่นหน้าอกมาก
ผมก็มุ่งหน้าพาไปโรงพยาบาลเพชรเวชที่อยู่ใกล้ที่สุด ระหว่างทางคนป่วยก็บ่นว่าจะตายหรือไม่ตาย ร้องคลางฮือ ๆ ไปตลอดทาง ท่างกลางคำปลอบใจของเพื่อน ผมตกใจมาก กลัวว่าจะเป็นอะไรในรถคงยุ่งน่าดู วิ่งไปสักพักบอกว่า ค่อยยังชั่วแล้ว คราวนี้คุยใหม่ เปลี่ยนใจแล้ว ไม่ไปเพชรเวช แต่จะให้ไปส่งที่แม่กลอง
“ ถ้าจะเหมาไปแม่กลองจะไปไหม ? ” ผู้เป็นภรรยาเอ่ยขึ้น
หัวใจผมพองโตมองเห็นเงินก้อน เอ !!! ถ้าจะฟลุคละคราวนี้ แต่เนื่องจากความไม่ประสีประสา ไม่รู้จะคิดอย่างไร ก็เลยถามว่า
“ จะให้เท่าไร? ”
“จะเอาเท่าไรละ ? ” เขาถามเชิงหยั่งเสียงดู
ผมไม่รู้ว่าแม่กลองไกลกี่กิโลก็เลยไม่รู้จะเรียกเท่าไร ก็เลยถามประโยคเชย ๆ ว่า “ มันไกลเท่าไร ประมาณกี่กิโล ?” พวกเขาบอกว่า
“ ถ้ารถไม่ติดก็ประมาณสามชั่วโมงไปกลับ”
“ งั้นขอค่าน้ำมันและค่าทางด่วน 1,000 ก็แล้วกัน “ ผมบอก
“ โอ๊ย แพงไป 700 ไปไหม? เห็นแก่คนป่วยบ้างเถิด ” “ 800 ก็แล้วกัน ผมพูดตัดบท “ เขาก็ตอบตกลง เพราะเห็นแก่คนป่วยและด้วยวิญญาณของผู้ให้บริการ ไปไหนไปกัน ผมคิดในใจ
เอาละซีวันที่สองก็เจอดีต้องขับออกต่างจังหวัดที่ไม่เคยไป ก็ต้องลองเสี่ยงดู ขณะนั้นเพิ่งจะเที่ยงกว่า ๆ นิดหน่อย มีอะไรคคงแก้ไขได้น่า ยังโชคดีที่รถไม่ติดมาก ขับไปชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดสมุทรสงครามยังไงนี่แหละ ที่ผมไปส่งก็ด้วยเข้าใจผิด คิดว่าเป็นสมุทรสาครแค่มหาชัย นี่ข้ามไปอีกจังหวัดหนึ่งเลยทีเดียว ได้รับเงินมา 800 บาท ออกมาเติมน้ำมันหมดไป 300 กว่าบาท พักรับประทานอาหารกลางวัน (บ่าย 2 โมง) ซื้อของฝากให้ที่บ้าน เพื่อจะให้เซอร์ไพรส์อีกร้อยกว่าบาท
- 2 –
ก็มุ่งเข้ากรุงเทพวิ่งมาถึงมหาชัยก็มีคนโบกอีก บอกจะมาลงแถวบางขุนเทียน บ๊ะ อย่างนี้เขาเรียกว่า ฟลุ้ค ไม่ต้องวิ่งตีรถเปล่าวิ่งฟรีกลับมา คนโดยสารจะมาในเส้นทางที่เราต้องผ่านอยู่แล้ว
จะว่าเป็นโชคหรือซวยก็ไม่แน่ใจ เพราะคนโดยสารท่าทางเป็นคนจีนวัยกลางคน กับลูกชายวัยรุ่น แกช่างบ่นเหลือเกิน
“ มิเตอร์โกงหรือเปล่า ทำไมขึ้นไวจังเลย “ เจ๊แกพูด
“ คุณแต่งมิเตอร์หรือเปล่า ? ” แกพูดไม่หยุดปาก
พอถึงที่ลง มิเตอร์ขึ้น 120 บาท แกไม่ยอมจ่าย โวยวายมาตลอดว่า ผมโกงค่าโดยสาร
“ ทุกครั้งฉันขึ้นมาเพียง 80 บาทเท่านั้น นี่ทำไมมันจึงแพงจัง คุณต้องแต่งมิเตอร์แน่ ๆ “ แกพูดซ้ำ
“ โธ่ !! ผมก็ไม้รู้ซี แต่ผมไม่ได้แต่ง มันก็ปกติ ผมก็รับคนมาไม่รู้เท่าไรแล้ว ” ผมตอบตามซื่อ
“ ไม่รู้ละ ฉันจะจ่ายแค่ 80 บาทเท่าทุกครั้ง ” แกยืนยัน พร้อมยัดเงินแบ๊งก์ยี่สิบ สี่ใบใส่มือผม
เอ้า ยอมก็ยอม ดีกว่าไม่ได้เลย โธ่!! อยากจะบอกให้เจ๊แกรู้ว่า ผมจะมีปัญญาไปแต่งมิเตอร์ได้อย่างไร เพิ่งขับเป็นวันที่สองเท่านั้นเอง อย่าว่าแต่จะแต่งมิเตอร์เลย แม้แต่กลไกภายในรถ ยังรู้ไม่หมดเลย กดปรับกระจกอย่างไร กดเปิดกระจกหน้าหลัง ปุ่มไหน แต่ก็ไม่กล้ายืนยันกับเจ๊เขา ถึงผมไม่ทำคนอื่นอาจจะทำก็ได้ เจ๊อาจจะเคยโดนมาหลายครั้งแล้วก็ได้ แต่ในใจก็เถียงว่าเป็นไปไม่ได้
ข้ามสะพานแขวนมาตั้งใจจะออกบางนาเข้าถนนศรีนครินทร์ที่พอรู้จัก แต่เข้าเลนผิดเลยกลายเป็นออกสุขุมวิท เอาเถอะยังไม่เสียหลาย เลี้ยวเข้าสุขุมวิท 103 วัดตะกล่ำ ก็ออกได้เช่นกัน
วันที่ 2 ยังไม่หมดแค่นี้ ค่อย ๆ ตามมา เรื่องราวจะเป็นอย่างไร