osteosarcoma
ในช่วงสัปดาห์ก่อนปีใหม่จนกระทั่งหลังปีใหม่
เราดูแลผู้ป่วยวัยรุ่นชายไทย วัย 15 ปี บ้านอยู่จังหวัดสุรินทร์ ได้รับการวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็งกระดูก osteosarcoma หลังจากเตะฟุตบอลแล้วโดนกระแทกมา 2 เดือน มีก้อนขึ้นที่ขาซ้าย บริเวณหัวเข่า ก้อนโตเร็วมาก ได้รับยาเคมีบำบัดมา 2 course โรคไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์ที่ให้ยาเคมีบำบัด จึงได้ขอคำปรึกษาแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อมาประเมินผู้ป่วย แพทย์ประจำบ้านมา 2 รอบ เพื่อแจ้งข่าวว่า ...จะต้องตัดขา
ครั้งที่ 1
หลังได้รับข่าวร้าย ผู้ป่วยนอนร้องไห้ คร่ำครวญว่า ยังไงก็ไม่ตัดขาเพราะ ผม..ไม่อยากเป็นคนพิการ เกิดมาครบ 32 แล้วจะมาเป็นคนพิการ ผมก็รับไม่ได้ แบบนี้ตายยังดีกว่าที่จะต้อง..เป็นคนพิการ
พยาบาลนั่งฟังและจับมือผู้ป่วยไว้ และถามว่า ถ้าน้องลี่ตายแม่จะอยู่กับใคร ผู้ป่วยบอกว่า แม่มีลูก 2 คน อยู่กับอีกคนก็ได้ แม่บอกว่า ไม่ได้หรอก อยากอยู่กับลูกด้วย ลูกจะเป็นยังไงแม่ก็รักเหมือนเดิม พยาบาลนั่งอยู่กับผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้พูดและระบายออก  หลังจากได้ระบายแล้ว จนผู้ป่วยหยุดร้องไห้  นอนพักสักครู่
เราได้เชิญ APN เกศนี มาคุยให้กำลังใจ และให้ข้อมูลตามที่ผู้ป่วยต้องการว่า ป้าเกดดูแลเด็กที่เป็นแบบน้องลี่หลายคน ตอนแรกทุกคนก็รู้สึกเหมือนน้องลี่นี่แหละ  แต่เราต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน โดยทำตามที่แพทย์แนะนำ พอรักษาหายแล้ว ใส่ขาเทียม เราก็ไปโรงเรียนได้ เรียนหนังสือได้ เหมือนเดิม
ครั้งที่ 2
มีแพทย์มาแจ้งข่าวอีกหลังได้รับยาเคมีบำบัดชุดนี้ ก้อนไม่ยุบเลย จะต้องผ่าแน่นอน คนไข้ยังนอนร้องไห้ แต่เสียงร้องเบาๆ บอกว่าทำใจไม่ได้ แม่ของเด็กก็บอกว่ายังอยากรอดูว่า ถ้าให้ยาชุดนี้ อาจจะยุบลงก็ได้ เราก็ให้กำลังใจแม่และผู้ป่วยว่า เรามารอดูผลด้วยกัน
ครั้งที่ 3
อาจารย์แพทย์มาตรวจร่างกาย พร้อมนักศึกษาแพทย์หลายคน อาจารย์แพทย์พูดคุยและประเมินแล้ว ว่าจะต้องผ่าตัดขาออก แล้วใส่ขาเทียม เราจะเดินได้และไปโรงเรียนได้เหมือนเดิม
แม่ถามว่า ถ้าตัดแล้ว จะหายไหม
หมอตอบว่า ส่วนที่เป็นก้อนจะหายและต้องให้ยาเคมีล้างออกไปอีก
แม่ถามว่า ถ้าไม่ตัดจะเป็นยังไง จะมีวิธีไหนทำได้ไหม
หมอตอบว่า ต้องเลาะก้อนและเนื้อออก แต่ไม่รู้จะหาเนื้อที่ไหนมาโป๊ะใส่ และก็ไม่รู้ว่าตัวเนื้อร้ายจะหมดไปไหม และโรคนี้ก็เหมือนปลวก ถ้าไม่รีบรักษา มันก็จะกัดกินไปเรื่อยๆ จนเราหมดตัว
หมอคุยกับแพทย์ว่า นัดมาคุยกันอีกที อีก 1 เดือน
แม่บอกว่า  ทำไมนัดนานจังเลย
หมอบอกว่า อยากให้เวลาไปตัดสินใจ
แม่บอกว่า ขอเร็วกว่านั้นได้ไหม หมอจึงนัดเร็วขึ้น นัด 2 สัปดาห์มาพบแพทย์ที่โอพีดี วันที่ 20 มกราคม 2555
จากการได้รับข้อมูลจากอาจารย์แพทย์ และพยาบาลคอยดูแลเอาใจใส่ ให้เวลาแม่และลูกปรับตัว กับข่าวร้ายและได้รับข้อมูลเพื่อตัดสินใจ ทำให้เด็กบอกว่า ทำใจได้แต่ขอรอดูก้อนที่ขาว่าจะยุบไหม ก่อนกลับบ้าน พยาบาลแนะนำว่า ถ้ามีปัญหาใดๆ ให้โทรมาขอคำปรึกษาตามเบอร์โทรฯของตึกที่ให้ไว้ได้ทุกเวลา
แก้ว