แม้โชคดีแห่งทางเลือกเพียงน้่อยนิดของผมในวันนั้น ยังต่อเติมชีวิตผมให้ก้าวมาได้ถึงเพียงนี้.. แล้วน้องๆ ทาเหนือวิทยาละครับ... จากภาพบุคลากร..ภาพความเจริญของโรงเรียน... ภาพกิจกรรมมากมาย... ภาพผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน และยังโควตาจากโรงเรียนดังที่พร้อมให้โอกาสน้องๆ ไ้ด้เข้าศึกษาต่อ น้องๆ จะทิ้งโอกาสเหล่านั้นเหรอ...
นานแล้วที่ผมไม่ได้ย้อนกลับไประลึกนึกถึงอดีต...เพราะทุกครั้งที่นึกย้อนไปก็ให้นึกตำหนิตัวเองเสมอว่า “ทำไมถึงเลือกเกิดมาได้แค่นี้” ทั้งที่รู้แก่ใจและเข้าใจในสัจธรรมดีว่าคนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้... แต่ใจเจ้ากรรมก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าเมื่อเกิดมาทั้งทีทำไมไม่เลือกเกิดในที่ และในตระกูลที่ดีกว่านี้...
            ครับ...ผมเกิดมาในครอบครัวใหญ่ สมบูรณ์(แต่ไม่มีสมบัติอะไร555) มีพ่อ แม่ มีพี่ๆ อีกหกคน กับบ้านเก่าๆ หลังคามุงด้วยหญ้าคาโทรมๆ คุ้มแดดแต่ไม่ค่อยจะคุ้มฝน เรียกว่ายากจนจนแทบไม่มีจะกิน ต้องอาศัยพืชผักจากไร่ไปหาแลกข้าวเขากิน บางคราวถึงขนาดต้องอดมื้อ.. อิ่มมื้อ.. มีข้าวกลางวันให้กินบ้างไม่มีกินบ้างตามอัตภาพ

            หลายครั้งที่แม่ต้องเอากลอยมาหุงแทนข้าวให้พวกเรากิน และหลายครั้งที่ผมและพี่ๆ ต้องเอาข้าวเหนียวมาละลายในน้ำเกลือ แล้วใส่มะขามลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ  และบ่อยครั้งที่เห็นภาพเจ้าหนี้มาตวงข้าวใส่กระสอบแล้วแบกไปจากนาเราที่มีเพียง 3 ไร่ 3 งาน เพราะพ่อต้องไปหยิบยืมเงินเขามาเลี้ยงลูกก่อน วนเวียนอยู่เช่นนี้เป็นวัฏจักรแทบทุกปี จำได้ว่าชีวิตไม่เคยได้สัมผัสกับขนมอร่อยๆ หรือได้กินกับข้าวดีๆ ไม่เคยได้กินข้าวต้มปลา ข้าวต้มกุ้ง  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ที่เขาเรียกว่าข้าวต้มนะเขาทำกันยังไง
            พออายุครบเกณฑ์เข้าศึกษาเล่าเรียนไม่เคยได้แต่งเสื้อผ้าสวยๆ ดั่งใครเขาชุดนักเรียนไม่มีจะใส่ เสื้อผ้าไม่ค่อยมีจะนุ่ง แม้แต่รองเท้าสักคู่ก็ช่างหายากเหลือเกินกับสมัยนั้น การเรียนเรียนก็เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น  ครูที่มาสอนก็มีอยู่สองคนสอนตั้งแต่ชั้น ป.1  – ป.6 บ้านครูหรือก็อยู่ไกลกว่าจะเดินทางมาถึงก็ปาเข้าไปตั้ง 10 โมงเช้า พอบ่ายสามนิดๆ ครูก็ต้องรีบกลับบ้าน (ไม่ได้ตำหนิครูหรอกครับเพราะครูก็คงเลือกเกิดและเลือกสอนไม่ได้) วนเวียนอยู่เช่นนี้แทบทุกวัน

            เวลาเรียนครูก็ต้องกางหนังสือเรียนที่มีอยู่เล่มเดียวบ้างสองเล่มบ้างสุดแต่โรงเรียนจะได้รับมอบมา พวกเรา (รุ่นผมมี 9 คน) ก็ล้อมวงกันเพื่อเรียนหนังสือเล่มเดียว โดยอาศัยมีคนนำอ่าน (อ่านกระท่อนกระแท่นตามประสาเด็กดอย) ให้เพื่อนๆ อ่านตามหนึ่งคน (ส่วนใหญ่จะเป็นผม) แต่เราก็เรียนกันได้ด้วยดี และมีความสุขตามประสาเด็กดอย.. 
            การเดินทางไปนอกบ้านไกลๆ หรือไปทัศนศึกษาก็อย่าหวังเลยครับว่าจะได้ไป  แค่ได้ไปแข่งกีฬาสีที่โรงเรียนวัดห้วยทราย (เป็นโรงเรียนคนพื้นราบที่ไม่ห่างจากโรงเรียนทาเหนือวิทยามากนัก) ก็นับว่าบุญแล้ว แต่ก็จำได้ว่าเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งชื่อ อาจารย์พรรณจิตร  ขาวผ่อง (ขออนุญาตเอ่ยนามครับ) พาผมและเพื่อนไปเที่ยวชมสวนสัตว์เชียงใหม่และนั่นคือครั้งแรกในชีวิตผมที่ได้ไปเที่ยวสถานที่ไกลๆ ด้วยความเมตตาจากครู หลายสิ่งอย่างนี้จึงเป็นสาเหตุของการที่ผมไม่ค่อยอยากนึกย้อนอดีตในวัยเด็กมากนัก...

            เมื่อคืนนึ้ผมต้องหวนนึกถีงอดีตด้วยความบังเอิญอีกครั้งภายหลังจากอาจารย์ประพันธ์ กองธรรมชัย (ขออนุญาตเอ่ยนามครับ) รับแอดผมเป็นเพื่อน บังเอิญที่ได้เข้าเยี่ยมชม Faecbook ชื่อ “โรงเรียนทาเหนือวิทยา” เห็นภาพโรงเรียนที่ดูเจริญผิดหูผิดตา เห็นภาพน้องๆ ที่ดูสดใส อยู่ในชุดเครื่องแบบสะอาดสะอ้าน เห็นภาพผู้อำนวยการ และคณะครูอาจารย์ทีดูเปี่ยมด้วยคุณภาพ เห็นภาพกิจกรรม และผลงานด้านต่าง อีกทั้งภาพผู้หลักผู้ใหญ่ที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมโรงเรียนทาเหนือวิทยา..อยู่บ่อยครั้ง
            “ทาเหนือวิทยา” จากที่เคยเป็นแค่โรงเรียนบ้านนอกในวันนั้นของผม วันนี้ได้กลายเป็นโรงเรียนในฝันไปแล้ว ร่มรื่น น่าอยู่ น่าเรียน การคมนาคมสะดวกสบาย ทำให้ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง

            แม้ผมจะเรียนเก่งสู้เด็กในเมืองไม่ได้  แต่ผมก็มีคะแนนเป็นที่หนึ่งในกลุ่มเพื่อนเด็กดอยด้วยกันในสมัยนั้น ผมเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนทาเหนือวิทยา (ร.ร.บ้านห้วยบงสมัยนั้น) มาพร้อมกับทางเลือกให้เดินสองทาง คือ หนึ่งเลือกที่จะบวชเรียนในบวรพุทธศาสนา และสองเลือกที่จะไปอยู่กับอาจารย์ท่านหนึ่ง ทำสวนเลี้ยงหมู และเรียน กศน.
            ผมเลือกข้อแรกคือบวชเรียน เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียนสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (วัดศรีโสดา) แม้จะเป็นครั้งแรกของชีวิตที่ผมออกจากบ้าน และเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสามสี่ปีแต่ที่นั่นก็สอนให้ผมสู้ชีวิต และเรียนรู้อะไรมากมาย ที่เห็นได้ชัดคือผมเริ่มขีดเขียนได้ดีขึ้นจากวิชากระทู้ธรรม ผมมีธรรมะคอยยึดเหนี่ยวจิตใจในการใช้ชีวิตฆราวาส  ผมมีประสบการณ์ในการโต้วาที กล้าพูดในที่สาธารณชนด้วยการสมัครเป็นนักเทศน์น้อยในวันพระ และผมมีโอกาสได้พบปะเพื่อนฝูงมากมายจากสถาบันแห่งนี้

            เมื่อนึกมาถึงตอนนี้พลันความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตากับวันวานที่ผันผ่านก็มีอันมลายสิ้น  ทางตรงข้ามกลับมีความคิดดีๆ ผุดขึ้นในสมองว่า
            ....เพราะผมเกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อม  จึงทำให้ผมมีวันนี้ วันที่ผมเข้มแข็งในทุกสถานการณ์
            ....เพราะสถาบันเล็กๆ อย่างโรงเรียนทาเหนือวิทยา (ห้วยบงในอดีต) จึงทำให้ผมได้ก้าวไปสู่โลกกว้าง และก้าวมาได้ถึงทุกวันนี้
                .... เพราะโรงเรียนสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (วัดศรีโสดา) จึงทำให้ผมมีการมีงานทำ และใช้ความสามารถที่ได้สั่งสมมา..จวบจนต่อยอดให้ต่อเติมการศึกษาตัวเองให้ถึงฝั่งปริญญาตรี         
            ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ได้มาจากอดีตที่ผมไม่อยากจดจำ แต่วันนี้ผมขอเปลี่ยนความคิดนั้นเพราะผมจะขอจดจำ และขอบคุณมายังครูบาอาจารย์สถาบัน “ทาเหนือวิทยา” ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาให้ศิษย์คนนี้ได้เชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้จนทุกวันนี้ และอยากฝากบอกกับน้องๆ หรือหลายท่านที่ได้อ่านเจอครับว่า..คนเรานั้นอย่าน้อยใจในโชคชะตาชีวิตที่เกิดมา เพราะเราเลือกที่จะเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกเส้นทางที่จะดำเนินชีวิตที่ดีได้

          แม้โชคดีแห่งทางเลือกเพียงน้อยนิดของผมในวันนั้น ยังต่อเติมชีวิตผมให้ก้าวมาได้ถึงเพียงนี้.. แล้วน้องๆ ทาเหนือวิทยาละครับ...จากภาพบุคลากร.. ภาพความเจริญของโรงเรียน... ภาพกิจกรรมมากมาย... ภาพผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน... และยังโควตาของโรงเรียนดังที่พร้อมให้โอกาสน้องๆ ได้เขาศึกษาต่อ  น้องจะละทิ้งโอกาสเหล่านั้นเหรอ...ไขว่คว้ามันครับพี่เชื่อว่าจากโอกาสที่ดีกว่าน้องๆ จะไปได้ไกลกว่าพี่แน่นอน