ความสุขไม่อาจเกิดได้จากการเดินทางไปถึง การเป็นเจ้าของ การหามา การสวมใส่ การเสพ ความสุขเป็นประสบการณ์ทางจิตด้วยการมีชีวิตทุกๆ นาทีกับความรัก ความสุภาพ และความซาบซึ้งจากการรู้คุณ ...(Denis Waitley_เดนิส เวทลีย์ นักเขียน นักพูด)

วันพุธที่ 4 มกราคม 2555

 

ผมและพี่ที่ทำงานทุกคน ได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยง เนื่องในโอกาสทำบุญให้กับผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งเป็นญาติของ อสม.ท่านหนึ่ง ที่พวกเราต่างสนิทคุ้นเคย

เจ้าภาพมาต้อนรับพวกเราตั้งแต่ประตูหน้าบ้าน  แขกเหรื่อกระจัดกระจายตามเต้นท์  ตามมุมบ้านข้างเคียง ส่วนพวกเรา เจ้าภาพต้อนรับพวกเราไว้ในบ้าน

อาหารการกินอุดมสมบูรณ์มากมายที่จัดเตรียมล่วงหน้าก่อนมาถึง...ไก่ทอด ส้มตำ ขนมจีนน้ำปลา แกงเนื้อใส่มะเขือ ต้มแซบอีสาน  ผักสดนานาชนิด และของหวาน คือ ลอดช่องน้ำกระทิ

ระหว่างรับประทานอาหาร ผมเห็นกลุ่มสุภาพสตรีกลุ่มหนึ่ง กำลังเด็ดก้านและดอกไม้สีขาวเล็ก ๆ หรือดอกทองพันชั่ง ช่างเป็นดอกไม้ที่บรรพบุรุษสรรหาและแต่งตั้งชื่อที่ไพเราะและเป็นมงคลยิ่งนัก

ผมจึงเอ่ยถามว่า ‘กำลังทำอะไรเหรอครับ?’  และเสียงตอบที่พร้อมเพรียงกันว่า ‘ทำคายอ้อ’

อาหารผ่านปากและกระเพาะอาหารของผมพออิ่ม จึงรี่ตรงเข้าไปถามว่าคายอ้อคืออะไร ทำทำไม ตามประสาคนอยากรู้ เพราะไม่รู้จริง ๆ จึงอยากรู้ แต่ก็เต็มไปด้วยความอาย ที่ผมเป็นคนอีสานเต็มตัว แต่หลายเรื่องหลายเหตุการณ์ไม่มีความรู้หรือรู้เพียงหยิบมือ

อาชีพหมออนามัยของผม เริ่มต้นจากเตี่ยกับแม่อยากให้รับราชการ เพื่อความมั่นคงของชีวิต และทางเลือกของชีวิตก็ไม่ได้ให้มีตัวเลือกมากมาย เรียนก็ปานกลางตามเกรดแถวบ้าน ผมสอบได้ และเรียนสองปี ก็ได้เป็นหมออนามัยแล้ว

และอดคิดไม่ได้ถ้าไม่ได้เรียนหมออนามัย ชีวิตของผมคงมีสองทางเดิน และเป็นสองทางเดินที่เตี่ยกับแม่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่อย่างไรต้องให้ผมไปแบบไม่มีทางเลือก  เพราะเตี่ยและแม่ มีลูกมากมายถึง 13 คน และการเรียนหมออนามัยมีทุนเรียนจนจบ

ทางเดินแรก คือ เดินทางมาเสี่ยงโชคที่ประเทศญี่ปุ่น ทำงานโรงกลึงเล็ก ๆ แถบตะวันตกของโตเกียว โดยผ่านนายหน้าจัดหาแรงงานที่เป็นเครือญาติกัน และญาติก็ไปล่วงหน้าหลายคนแล้ว แต่ต้องทำงานแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ รู้สึกเพียงว่า เงินเดือนมากมายแน่นอน แต่บั้นปลายไม่รู้ อารมณ์ตอนนั้นช่างมัน

ทางเดินที่สอง คือ ไปทำงานพัทยากับเพื่อน ๆ แถวบ้าน ทำงานร้านอาหาร โรงงาน หรือรีสอร์ท ปล่อยชีวิตล่องลอยไปกับคลื่นทะเลที่ชอบ และพยายามเก็บเงินส่งให้น้องสาวอีกสองคนเรียนให้สูงที่สุด เพราะไม่อยากให้เขาเร่ร่อนเหมือนกับผม

แล้วก็ได้มาทำงานเป็นหมออนามัย เริ่มต้นผมไม่เคยชอบเลย เพราะผมไม่รู้ว่า ต้องทำอะไรบ้าง ? ไม่มั่นใจในความรู้ที่ตนเองมี เพราะตอนเรียนหนังสือก็ไม่ตั้งใจเรียนเลย แต่ความวิตกกังวลก็ถูกทดแทนด้วยการที่ชาวบ้านไว้วางใจเรา ให้ความรักและให้เกียรติ และขอความช่วยเหลือจากผม ทำให้ผมเกิดประกายในการเรียนรู้ต่อตนเอง ผู้อื่น และโลก

อาจจะเป็นเหมือนคำกล่าวของ คุณพจนา จันทรสันติ ก็ได้ ‘...คุณต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับทุกสิ่งที่เข้ามาสู่ชีวิต โดยไม่มีข้อยกเว้น...’

จากเวลาที่ค่อย ๆ สะสม จนถึงวันนี้ ทำให้เสียงของหัวใจผมเปลี่ยน...ผมได้หลงรักการเป็นหมออนามัย ถึงจะเป็นอาชีพที่เล็ก ๆ แต่ก็สร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจให้ผมมากมาย

เมื่อเขียนจนถึงบรรทัดนี้ ผมอดซาบซึ้งจากการรู้คุณของการเป็นหมออนามัยไม่ได้  จนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่ได้เป็นหมออนามัย นอกจากจะมีเงินเดือนที่ประทังชีวิตและครอบครัว ผมคงเป็นคนที่ไม่รู้สมรู้สากับชีวิตตนเอง และชีวิตอื่น

และผมคงไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ซาบซึ้งจากการรู้คุณ’ ที่มาจากสิ่งที่มาจากภายในใจ ผ่านมิติและนัยยะของชาวบ้าน เฉกเช่นชาวบ้านที่กำลังทำคายอ้ออยู่นี้...

 

“...การแสดงหมอลำที่เป็นศิลปะการแสดงของคนอีสาน ก่อนที่จะทำการแสดงต้องมีการไหว้ครูก่อน หรือเรียกว่า คายอ้อ ซึ่งเป็นการลำระลึกถึงครูบาอาจารย์ผู้ได้สั่งสอนหมอลำฝ่ายหญิง-ฝ่ายชาย เหล่านี้มา และเพื่อเป็นการลำซ้อมให้หายประหม่าด้วย เนื้อหาก็จะเป็นการยกย่องครูบาอาจารย์ นับเป็นศิลปะที่งดงามของชาวอีสานอีกอย่างหนึ่งครับ…”