น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช เมื่อคืนหลังจากครูเขียวเข้ามาพูดคุยไม่นานก็ได้ติดตามการให้สัมภาษณ์ของท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ ซึ่งท่านบ้านเดิมของท่านอยู่ไม่ไกลจากบ้านของครูเขียว สักประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งท่าน ครูเขียว และพี่น้องตำบลกำแพงเซา จะประสบกับชตากรรมเดียวกันในวันนั้น แล้วก็รู้สึกดีใจที่ท่านให้ความสนใจในเรื่องนี้ด้วย คงเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมหาศาล
เมื่อเมษา 54 มหาวาตภัยกลางฤดูร้อนเกิดที่ภาคใต้ ตอนนั้นครูเขียวคุยอย่างชะล่าใจว่าเพราะหมู่บ้านของเรามีการบริหารจัดการพื้นที่ดี แต่ก็พูดเชิงตลกกับพี่ครูที่โรงเรียนว่า กำแพงเซา เรา เหมือนอยู่ระหว่างขา ถ้าขาขวาคือ คลองกลาย/คลองบ้านตาล ขาซ้ายคือคลองท่าดี และคลองท้าวราษฎร์ กำแพงเซาเราอยูตรงกลางจึงปลอดภัย แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดเมื่อยล้า ขาขวาและขาซ้ายมาใขว่ห้างกัน ซึ่งหมายถึงว่าน้ำทั้งคลองด้านซ้ายและด้านขวามาไหลรวมกันที่ตรงกลางเราจะหมด แล้วเราก็โดนจริงๆ
เช้าวันที่ 4 ได้ฟังข่าวน้ำท่วมผิดที่ผิดทางในเขตเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช มีคำพูดให้ขบคิดว่าเพราะการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จึงเปลี่ยนขั้วการบริหารจัดการน้ำ เรื่องนี้ครูเขียวจึงอยากจะให้ข้อคิดจากหัวข้อ อย่าเป็นคนลืมง่าย เราจะต้องช่วยกันจำว่าเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาภัยครั้งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพมหาศาลไม่ว่าจะทางน้ำ แหล่งน้ำ ทั้งบนภูเขา และบนพื้นราบการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นหากเป็นรอยแผลก็ยังไม่หมดรอยช้ำ ฉะนั้นในครั้งนี้ธรรมชาติของน้ำจึงได้มีการเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งชาวบ้านในชุมชนบ้านครูเขียวเขาเข้าใจ ดังนั้นก่อนจะสรุปว่าในเขตเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช ทำไมพื้นที่ท่วมของน้ำเปลี่ยนแปลงไป จะต้องสืบถามไปให้ถึงต้นน้ำก่อน ต้นน้ำเปลี่ยนปลายน้ำจึงเปลี่ยน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมกำกับได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตอาจจะมีบางเรื่องราวเป็นสีสันแต่ไม่ควรจะละเลยเพิกเฉย ควรนำมาเป็นบทเรียนประกอบเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาในปัจจุบันและอนาคต
*มาให้กำลังใจค่ะ..ติดตามข่าวด้วยความห่วงใย..
สวัสดีปีใหม่ใจสดใส
หมดทุกข์โศกโรคภัยไม่หม่นหมอง
ปรารถนาสุขสิ่งใดให้สมปอง
พรสนองทุกทิวาราตรีกาล