“...การจะเป็นคนแบบ ‘ถึงแก่แต่ยังมีไฟอยู่’ หรือ Young at heart ต้องมีหัวใจแบบคนหนุ่ม การกล้ายอมรับความคิดของคนอายุน้อยกว่า เพราะถึงเป็นผู้ใหญ่ก็อาจผิดได้ ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือเพราะการกระทำในเชิงสร้างสรรค์ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่เพราะแก่กว่า คนฉลาดเลือกที่จะแก่อย่างสง่างาม มีความคิดอ่านสมกับวัยและประสบการณ์ หรือที่ฝรั่งว่า grow old gracefully….

...ฉะนั้นคนหน้าตาไม่ดีมาก ก็ยังมีความหวัง หากรู้จักใช้ความสุขใจเป็นครีมทาหน้า ใช้รอยยิ้มแทนลิปสติก ใช้ความเมตตาเป็นอายแชโดว์! …”

(จากเสี้ยวหนึ่งของบันทึก ...Grow old gracefully  ...คุณวินทร์ เลียววาริณ...31 ธันวาคม 2554)

 

เมื่อผมได้อ่านบันทึกข้างต้นแล้ว ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจในการเขียนบันทึกของผมเอง เป็นบันทึกหนึ่งสู่บันทึกหนึ่ง ที่ทำให้ผมได้ทบทวนว่า ชีวิตที่ผ่านทั้งความแก่และเติบโตของผมเองแล้ว ได้ทำอะไร หรือมีบทบาทในการอบรมสั่งสอนลูกชายอย่างไร...และวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?

เมื่อวานผมและครอบครัวได้กลับไปเยี่ยมและกราบสวัสดีปีใหม่บ้านคุณตา-คุณยายของทิมดาบ (ลูกชายผมเอง) เพราะโอกาสพิเศษเช่นนี้หาได้ยากมาก เพราะหนึ่งปี หรือ 365 วัน ค่อยเคลื่อนผ่านบรรจบสักครั้ง

ด้วยต้องมีภาระหน้าที่ในการอยู่เวรรักษาพยาบาลคนไข้ด้วย จึงทำให้ผมและภรรยาได้ค้างคืนเพียงสองคืนเท่านั้น แต่ก็เป็นวันและคืนที่พวกเรามีความสุข และมีบทเรียนที่ไม่ต้องสอนให้กับทิมดาบ

ปกติแล้วผมแทบไม่ค่อยได้อบรมสั่งสอนลูกชายอย่างเป็นทางการเลย มีเพียงดูการบ้านช่วยว่า เข้าใจและทำส่งคุณครูได้หรือไม่ ? …หรือเพียงเตือนเขาล่วงหน้าว่า...พรุ่งนี้ต้องเตรียมอะไรบ้าง ? เพราะพอตื่นเช้าต้องรีบเร่งแข่งขันเวลากับดวงตะวัน

ถ้านับเป็นบทบาทในการอบรมสั่งสอนลูก...สำหรับผมคิดว่า...สั่งสอนแบบไม่ต้องสอนจะดีกว่า...ประมาณว่า...สิ่งที่ครูเป็น...ครูทำ...สำคัญมากกว่าสิ่งที่ครูสอน

 

บทเรียนวันนี้ คือ  การพาลูกชายไปปลูกต้นไม้ ที่สวนคุณตาคุณยาย

ผมชอบปลูกต้นไม้มาก  ปลูกได้ทุกโอกาส และทุกสถานที่ ทั้งที่บ้าน...ที่ทำงาน...ที่ป่าสาธารณะ...และที่บ้านญาติสนิทมิตรสหาย...

ผมพูดกับกับลูกชายเสมอ ๆ ว่า เมื่อเติบโตขึ้น เราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ตามใจคิดและฝัน เหมือนวัยวันเด็ก ๆ ที่สามารถวาดรูปและระบายสีโลกให้งดงามและเป็นไปตามจินตนาการ แต่เราสามารถเป็นผู้ให้ และแบ่งปันให้กับโลก และผู้อื่นได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการปลูกต้นไม้

ผมได้ต้นกล้า “สะเดาหวาน” มาจากน้องที่เป็นนักวิจัยด้านพืช และจุลินทรีย์ ที่สามารถปลูกลงดิน และเติบโตได้เลย เป็นพันธุ์ที่แข็งแรงและอดทนไม่ต้องดูแลรักษามากนัก ผมเลยขอให้อนุญาตคุณตาคุณยายของลูกในการขอปลูก ซึ่งท่านดีใจมากและไม่ขัดข้อง

จากประสบการณ์ในการปลูกต้นไม้ ทำให้เรียนรู้ว่า เราควรตัดถึงพลาสติกออก แต่ตัดเฉพาะด้านล่างสุด โดยเหลือถุงรอบ ๆ ต้นไว้ เพราะจะทำให้รากต้นไม้เกาะดินเก่าเอาไว้...เพราะถ้าเอาถุงออกหมด...ทั้งดินและรากของต้นไม้จะแตกกระจายออกจากกัน  เมื่อนำไปปลูกลงดินใหม่แล้ว...กล้าไม้จะตายมากกว่ามีชีวิตรอด

สิ่งที่ผมคุยกับลูกเรื่อยเปื่อยในการปลูกต้นไม้วันนี้  คือ  การดำเนินชีวิตประจำวันของผมเอง ให้ลูกชายเรียนรู้กับผม กับชีวิตที่ลองถูกลองผิดของผม...การทำถูกต้องแล้วควรพัฒนาและหาโอกาสเพิ่มพูนมากขึ้น ส่วนเมื่อผิดแล้ว...พยายามอย่าให้ผิดซ้ำซาก...และสิ่งที่เราทำผิดไปเป็นครูสอนและเตือนใจเราเสมอ

 

ต้นไม้มีนัยยะแห่งความมีชีวิตชีวา เมื่อได้เห็นความเจริญเติบโต ทำให้เห็นว่า ชีวิตของเราควรจะเป็นดั่งต้นไม้...จากต้นกล้า...และแก่....เพื่อเติบโต...และให้ร่มเงาและเกิดประโยชน์กับสิ่งมีชีวิตและผู้คน

และทิมดาบจะได้ติดต่อและสื่อสารกลับมายังคุณตาคุณยายว่า ต้นสะเดาที่ปลูกไว้เป็นอย่างไรแล้ว ? ได้ไปรดน้ำให้หรือเปล่า ? ต้นไม้จะเป็นสื่อแห่งความห่วงใยและความคิดถึงกัน

ชีวิต คือ การลองถูกลองผิด และแก่เพื่อเติบโตนะลูก...