หลังจากนำเสนอบันทึก "หนูเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างเยอะเลยคะอาจารย์" ... (คำตอบหนึ่งที่ผมถามตอกย้ำจากข้อสอบกลางภาค) ซึ่งเป็นตัวอย่างความคิดเห็นของนักศึกษาคนหนึ่งที่เล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงของตัวเองให้ฟัง

มีกัลยาณมิตรมากมายได้เข้ามาเยี่ยมเยียน ก็รู้สึกดีใจที่เห็นหลายท่านให้ความสนใจ

 

ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปหลายปีก่อน กว่าจะได้กระบวนการแบบนี้ก็ใช้เวลาลองผิดลองถูกมาหลายปี อยากย้อนเวลากลับไปสอนแบบนี้กับนักศึกษาที่ไม่ได้เรื่องได้ราวหลาย ๆ คนที่เห็น

แต่กระบวนการก็ยังไม่ชัดเจนนักในความรู้สึก หากคำตอบที่หลายท่านต้องการ คือ คำตอบที่ต้องมีการอ้างอิงหลักการและทฤษฎีที่มักจะนิยมเวลาเราเขียนผลงานวิชาการ ทำวิจัย ผมคิดว่า ตัวเองมีไม่มากพอ

 

เพื่อนสนิทผมอยู่เอกวัดผลการศึกษา ในบางเรื่องที่เราแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ผมยังเห็นเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจการวิจัยในเชิงคุณค่าทางจิตใจ การเปลี่ยนเลย ทุกอย่างเป็นตัวเลขที่พยายามวัด และจะวัดให้ได้ สิ่งใดก็ตามที่วัดไม่ได้ มักจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือทางวิชาการ

หลัง ๆ นี้เท่าที่เห็นและพอจะทำได้คือ Content Analysis คือ การนำสิ่งที่เราค้นหามาได้มาไล่ความถี่ ทำให้อาจจะพอเห็นเลา ๆ ได้ว่า สิ่งที่เราได้กระทำลงไป อาจจะปรากฎบ้าง

 

การออกข้อสอบอัตนัย ที่ตั้งคำถามให้นักศึกษาได้ทบทวนตัวเองอีกรอบนั้น เป็นการย้ำความคิดอ่านของเขาอีกรอบ เพื่อป้องกันการหลงลืมในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ไปจากสื่อการสอนและจากครูผู้สอนเอง

แน่นอนคำว่า คำตอบที่ต้องการเป็นปลายเปิด และเป็นปลายเปิดที่มีวัตถุประสงค์ลึก ๆ คือ "การเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น" โดยให้เขาเป็นคนวิเคราะห์ตัวเอง และเราเองก็ต้องเชื่อใจเด็กว่า เขาพูดความจริง ถึงแม้บางคนอาจจะเพียงแค่คิด นั่นก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

การเปลี่ยนแปลงที่ให้คะแนนในใจ คือ

๑. การเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในทุกด้าน

๒. การเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองที่มีคุณพ่อคุณแม่

๓. การเปลี่ยนความคิดและการตั้งเป้าหมายในอนาคตของตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป

 

สิ่งเหล่านี้ สามารถตีค่าเป็นคะแนนได้โดยอาศัยประสบการณ์จากครูผู้สอน ความเปลี่ยนแปลง ความเข้มข้นของการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

แต่ไม่มี Rating วางคะแนนเอาไว้ว่า ถึงตรงนี้ ได้เท่านี้ ... ไม่มี

หัวใจที่มีคุณค่า ... วัดไม่ได้ แต่มองเห็นแนวโน้มที่ดีได้

 

เขียนมายาว เพราะเห็นควรว่า ตัวเองต้องพยายามอธิบายแนวคิดให้ฟังก่อน

การนำเสนอตัวอย่างเพียงคน สองคน ไม่ได้ทำให้กัลยาณมิตรเข้าใจในวิธีการได้

 

ผมตรวจงานมาเป็นพัน ๆ ชิ้นแล้ว ผมจึงเข้าใจลิมิตของตนเอง แต่หากท่านอ่านเพียงชิ้นเดียว อาจจะยังไม่เห็นครับ

แต่ผมยืนยันว่า ผมจะทำให้มันเป็นงานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือออกมาให้ได้

 

มนุษย์มีสิ่งเหนือความคาดหมายมากกว่าที่ตาเราเห็น

 

ดังนั้น บันทึกขอยกตัวอย่างความคิดเห็นของเด็กอีกสักคนนะครับ ;)...

เรียนรู้ร่วมกันนะครับ

 

 

 

ตัวเล็ก ... ผมอ่านให้ฟังครับ ;)...

 

 

หลังจากที่ได้ชมวีดิทัศน์ทั้งสองเรื่องแล้วนั้น มุมมองในชีวิตฉันก็เปลี่ยนไป สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนก็คือ นิสัยของตนเอง จากเมื่อก่อนเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากทำอะไรก็ต้องได้ทำ ถ้าไม่อยากทำ แล้วมีคนมาบังคับก็จะรู้สึกหงุดหงิด และเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรที่ยาก ชอบทำแต่สิ่งที่ได้มาง่าย ๆ

แต่พอได้ดูวีดิทัศน์ เกี่ยวกับเรื่อง "ตัวอย่างของคนที่มีคุณค่า" ก็รู้สึกว่า ในบางครั้งที่เรายอมแพ้ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เรารู้สึกว่ายาก แต่ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่พยายาม ตั้งใจทำให้ถึงที่สุด รู้สึกว่ามันเสียดายโอกาสตรงนั้น

 

ดิฉันมีความใฝ่ฝันอยากจะเรียน มช. อยากเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ดิฉันมีความฝันแบบนี้มาตลอด แต่ดิฉันไม่ได้ลงมือทำความฝันนั้นให้เป็นจริง ตอนที่เรียนอยู่มัธยม ดิฉันไม่ได้ตั้งใจอ่านหนังสือ เตรียมสอบเข้า มช. เพราะคิดว่า มันอีกไกล อ่านตอนใกล้ ๆ ก็ได้ ดิฉันปล่อยให้เวลาและโอกาสนั้นหายไป และมันก็กลับคืนมาไม่ได้

แต่ ณ ปัจจุบันนี้ ดิฉันก็ได้เรียนสายครู แม้ว่าจะไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ดิฉันใฝ่ฝันไว้ก็ตาม แต่ดิฉันก็จะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำโอกาสนี้ไม่ให้มันหลุดลอยไปไหน ดิฉันอยากจะเรียนได้เกียรตินิยม และดิฉันก็จะทำให้ได้

 

และหลังจากที่ดิฉันได้ชอม การสัมภาษณ์ พ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา ก็ทำให้ดิฉันคิดได้หลาย ๆ อย่าง

จากเมื่อก่อน เวลาที่แม่บอกให้ดิฉันทำอะไร แล้วดิฉันไม่อยากทำ ดิฉันก็จะอ้างนู้นอ้างนี่สารพัด จนแม่ต้องทำเอง แต่จากนี้เวลาที่แม่ให้ทำอะไร ดิฉันก็พร้อมที่จะทำให้แม่ทุกอย่าง และดิฉันจะพูดเพราะ ๆ กับท่าน เพราะเวลาที่ท่านถามอะไรดิฉัน แล้วดิฉันบอกไปแล้ว พอท่านถามอีก ดิฉันก็จะตะเบ็งเสียงใส่ท่าน สีหน้าของท่านนั้นสลดลง ดิฉันเองก็รู้สึกเสียใจและโกรธตัวเองเหมือนกันที่ได้กระทำสิ่งนั้นลงไป

 

สำหรับพ่อแล้ว พ่อเป็นคนที่ไม่ชอบพูด วันนั้นดิฉันไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วกลับบ้านค่ำ พ่อโทรศัพท์ไปหาดิฉัน แต่ดิฉันไม่ได้รับ พอกลับมาถึงบ้าน พ่อนั่งรออยู่หน้าบ้าน พอพ่อเห็นดิฉัน พ่อไม่ได้ดุด่า แต่แค่ถามว่าไปไหนมา กินข้าวมาหรือยังเท่านั้น

จากนี้ไปดิฉันก็จะทำตัวเป็นลูกที่ดีของท่าน จะดูแลท่าน ณ ปัจจุบันนี้และตลอดไป จะไม่รอให้ดิฉันเรียนจบหรือให้พ่อแม่แก่ชราก่อนแล้วค่อยดูแล (ตรงนี้เป็นคำที่ผมสอนเขาเอง)

 

..............................................................................................................

 

ชีวิต คือ การเรียนรู้

การที่เขาได้มองเห็นชีวิตของคนอื่น มันสะกิดความหลังที่เขาเคยทำความผิดพลาดเอาไว้

ยิ่งพ่อกับแม่ด้วยแล้ว ... ความรู้สึกผิดมันเกาะกินใจของเขามาตลอด แต่ไม่กล้า รู้สึกอาย ในสิ่งที่ควรทำ ซึ่งอาจจะเป็นด้วยวัยของเขา

หน้าที่ของเรา คือ เตือนโดยใช้สื่อ เราบอกตรง ๆ ไม่ได้ เขายังไม่เชื่อ จนกว่าจะได้เห็นของจริง

เมื่อวีดิทัศน์และครูผู้สอนอย่างผม สะกิดเขาเสร็จแล้ว

เขาจะรู้ด้วยตัวเองว่า ...

หากมันสายเกินไปล่ะ มันไม่ผิดตลอดชีวิตหรือ

ผลจึงเห็นดั่งตัวอย่างที่นำเสนอไว้ครับ ;)...

 

เชื่อไหมครับว่า เกือบทั้งห้องคิดออกมาในแนวทางแบบนี้

 

บุญรักษา ทุกท่านนะครับ ;)...

 

..............................................................................................................