เรียน อาจารย์หมอ เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี ;)...
การแลกเปลี่ยนแต่ละประเด็น ทำให้ผมเปิดห้องสมุดส่วนตัวกันจ้าละหวั่นทีเดียวครับ อิ อิ
คำถามแรก : เป็นการสอบแบบ formative หรือ summative ?
ขอตอบว่า : ข้อสอบข้อนี้ น่าจะไม่เข้าข่าย ทั้ง formative (สอบย่อย) หรือ summative (วัดผลเมื่อสิ้นสุด) เลยครับ
หากจะใกล้เคียงก็อาจจะเป็น formative ... ใกล้เคียงเพราะเป็นเหมือนส่วนเกินที่เกาะอยู่กับการสอบเนื้อหาอื่น ๆ ตามวัตถุประสงค์เท่านั้นครับ
กระบวนการสอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เตือนสตินักศึกษาให้มีโอกาสทบทวนชีวิตของตนเอง ดังนั้น ผมยอมใช้คะแนนส่วนหนึ่งของเนื้อหามาวางเป็นเงื่อนไขให้เขา (เป็น formative ในคาบเรียน ซึ่งเขาต้องเขียนบรรยายไปแล้ว ๑ รอบ หลังจากชมวีดิทัศน์จบ)
แต่การนำคำถามมาแทรกไว้ในข้อสอบกลางภาค ก็เป็นการยอมเสียคะแนนจากเนื้อหาอีกครั้ง (๑๐ ใน ๑๐๐ คะแนน)
ทำเพื่อติดตามความก้าวหน้า ความคงทนในความจำ ความตั้งใจระดับขั้นของการคิดเปลี่ยนแปลงตนเอง
ดังนั้น ภายในคาบผมก็ให้เขา ๑๐ คะแนน สอบกลางภาคแบบนี้ ผมก็ยังให้เท่ากันเหมือนเดิม
การตรวจข้อสอบเพื่อให้คะแนนข้อนี้ จึงมีข้อมูลเบื้องต้นไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้จะเป็นถามครั้งที่สอง เพื่อตรวจสอบดังที่กล่าวมาครับ โดยตัวเขาเองจะวิเคราะห์ตัวเองได้อย่างแน่นอนว่า ตัวเองเปลี่ยน หรือ ไม่เปลี่ยน มาก หรือ น้อย และอย่างไรครับ
ถึงผมอาจจะสอนเด็กเป็นจำนวนมากกว่าของอาจารย์หมอ แต่ผมอาศัยการสังเกตของตัวเองในพฤติกรรมส่วนตัว และชิ้นงานที่ได้ลงมือทำ
โดยเฉพาะชิ้นงาน มันมีกรอบการให้คะแนนบางอย่างที่จะทำให้เด็กเขาเข้าใจจากผมว่า หากเขาต้องการคะแนนจากผมในทุก ๆ ด้าน เขาควรจะต้องทำอย่างไร
แน่นอนว่า ผมเน้นความซื่อสัตย์ การเปิดใจ หิริ-โอตัปปะ
ผมจึงชิ้นงานย่อยมากกว่าคนอื่น เพราะงานชิ้นย่อยจะค่อย ๆ กล่อมเกลาให้เขา เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการให้เขา "เปิดใจ" ออกมา
คะแนนที่ออกจึงสรุปทุกครั้งว่า ทำไมครูให้คะแนนแบบนี้ เพราะเหตุผลที่กล่าวมาครับ โดยเฉพาะใครเปิดหัวใจมา ครูจะให้คะแนนเยอะ
กล่อมเกลาด้วยงานไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงข้อสอบกลางภาคข้อนี้ครับ
ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ยิ่งประสบการณ์แนวทางการสอนแบบนี้หลาย ๆ ปี ช่วยได้ง่ายมากครับ
สมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ เด็กอย่างไรก็คือ ผ้าขาว ผ้าเทา แต่ไม่ถึงผ้าดำ แน่นอนครับ
คำถามที่สอง : เรื่องการตรวจข้อสอบอัตนัย
ขอตอบว่า : ผมถูกสอนจากนักวัดผลมือฉมังว่า การตรวจสอบอัตนัยนั้น ให้ตรวจทีละข้อ ทีละข้อให้ครบทุกคน รวดเดียว
เมื่อเสร็จข้อแรก ก็ให้ตรวจข้อต่อไปอีกรวดเดียว
พักได้ แต่ห้ามไปทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อ เพราะโอกาสของคะแนนจะขึ้น ๆ ลง ๆ จะไม่เท่ากัน เพราะสภาวะอารมณ์และมาตรฐานที่ของมนุษย์มันไม่แน่นอน
เป็นเหมือนกันทุกคนแหละครับ
ดังนั้น ผมจะหาเวลาที่ไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ ตรวจทีละข้อให้จบ แล้วพัก เมื่อมีเวลาว่างอีก ก็จะตรวจอีกข้อให้ครบคน
รักษา BIAS จากตัวเองไงครับ ;)...
ครูต้องรักษาความยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบน่ะครับ
คำถามที่สาม : เรื่องความไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่นักศึกษาเขียนมานั้น
ขอตอบว่า : ผมเองก็ไม่รู้จะตอบอาจารย์หมออย่างไรดี
เอาความคิดเห็นส่วนตัวแล้วกันนะครับ ...
ดั่งที่ผมกล่าวไว้ในคำตอบข้อแรก ... กว่าจะมาถึงข้อสอบข้อนี้ได้ เขาต้องเรียนรู้ความเป็นเรา ความเป็นเขา รูปแบบ คำสอนที่เขาให้เขาไว้ โดยมีคะแนนเป็นเงื่อนไขเล็ก ๆ จากกิจกรรมหรือชิ้นงานที่เรามอบให้เขาไว้
แต่ละชิ้นงานมีวัตถุประสงค์แฝงในเรื่องจิตพิสัยเสมอ ไม่สอนแต่พุทธิพิสัยอย่างเดียว ให้คะแนนแต่เนื้อหาแล้วเลิก แบบนี้คะแนนจะเป็นใหญ่กว่าสิ่งที่เราให้เขาเป็น
เขาจะโกหก หลอกลวง ไม่ซื่อสัตย์ เห็นแก่ตัว เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะเท่านั้น
อีกเรื่อง คือ การวางคะแนนครับ
ผมตั้งคะแนนการสอบไว้น้อยมาก เมื่อเทียบกับชิ้นงานที่เขาต้องทำ สอบกลางภาคและปลายภาค อย่างละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จิตพิสัย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือ งานเท่านั้น
หากจิตพิสัยมีปัญหา ผมจะหักข้ามกองมายังงานอีก ไม่มีการล็อกกองคะแนน
ดังนั้น คำตอบในข้อนี้ คือ กว่าจะมีถึงข้อสอบข้อนี้ มันต้องวางกระบวนการนำร่องมาก่อนครับอาจารย์
ความเชื่อมั่นในคำตอบนั้น จึงจะเกิดได้
ขอบคุณอาจารย์หมอเต็มมากครับ ที่ชวนผมคิดได้ยาวขนาดนี้
ทำเป็นบันทึกเสียเลยดีไหมครับเนี่ย 555