การฟื้นฟูความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง ประสบชัยชนะในสงครามปฏิวัติและยึดอำนาจรัฐบนแผ่นดินใหญ่จีนได้สำเร็จ เหมาเจ๋อตุงได้สถาปนาประเทศจีนขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 โดยประเทศมหาอำนาจที่ประกาศรับรองสถานะของจีนก็คือ สหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1950 เหมาเจ๋อตุง (Mao Zedong) และโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ได้ลงนามใน “สนธิสัญญามิตรภาพ พันธมิตร และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” เป็นเวลา 30 ปี สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นแนวนโยบายต่างประเทศของจีนในช่วงทศวรรษที่ 1950 ว่า มีลักษณะ “เอนไปพึ่งพิงฝ่ายหนึ่ง” ในที่นี้หมายถึง พึ่งพิงกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์อันมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ[1]

สนธิสัญญามิตรภาพระหว่างเหมาและสตาตินนั้น กลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เนื่องจากในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งจีนและสหภาพโซเวียตต้องประสบกับความตึงเครียดทั้งทางการเมืองและการทหาร จนต้องเป็นปรปักษ์ต่อกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เหมาเจ๋อตุงถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1976 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตก็กลับฟื้นคืนดีขึ้นอีกครั้ง โดยผู้นำจีนในระยะนั้นคือ เติ้งเสี่ยวผิง ได้ปรับแนวนโยบายสร้างชาติด้วยเศรษฐกิจเป็นหลัก และทุ่มเททรัพยากรและความสนใจทั้งหมดเพื่อการพัฒนาประเทศให้บังเกิดความก้าวหน้าและทันสมัย ทำให้จีนแสดงบทบาทเชิงซ้อนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น แต่ความเป็น “ขั้ว” หนึ่งของอำนาจบทเวทีการเมืองระหว่างประเทศก็ยังไม่ชัดเจนนัก[2] เป้าหมายดังกล่าวนี้เองที่ทำให้จีนต้องการมีความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตไปในแนวทางที่สร้างสรรค์ ส่วนสหภาพโซเวียตเองซึ่งมีปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศมากมายที่จะต้องรีบดำเนินการแก้ไข จึงตอบสนองความริเริ่มจากฝ่ายจีนไปด้วยดี[3]
หลังจากโบริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) และคณะสามารถโค่นล้มอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของกอร์บาชอฟได้สำเร็จในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1991 และเปลี่ยนชื่อประเทศจากสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเป็นสหพันธรัฐรัสเซียนั้น ทำให้จีนรู้สึกไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นในจีน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1992 ว่า รัฐบาลจีนมีความวิตกกังวลเป็นอย่างมากถึงผลกระทบของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียตที่มีต่อสถานการณ์ภายในของจีน มีการออกระเบียบฉุกเฉินโดยรัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่งเพื่อใช้กับเขตปกครองคนเองในซินเจียง (Xinjiang) ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับเอเชียกลางของสหภาพโซเวียต และประชากรส่วนใหญ่ประกอบด้วยบรรดาชนกลุ่มน้อยที่สืบเชื้อสายมาจากพวกคาซัค อุซเบก คีร์กิซ และอุยกูร์ โดย “ให้เพิ่มความระวังระไวยิ่งขึ้นต่อศัตรูทั้งภายในและภายนอกประเทศ” ทั้งนี้เพราะจีนวิตกว่า พลังทางชาตินิยมของชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในสหภาพโซเวียตจะดำเนินการปลุกระดมแพร่เข้ามาในซินเจียง[4]
อีกประการหนึ่งจีนเกรงว่า มาตรฐานความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีที่ได้ปูพื้นฐานไว้แล้วในตอนปลายของสมัยกอร์บาชอฟนั้นจะสูญสลายไป อย่างไรก็ตาม นโยบายของจีนอย่างเป็นทางการที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียตก็คือ เป็นเรื่องภายในของโซเวียตที่จีนจะไม่เข้าไปแทรกแซง จีนพยายามสานต่อนโยบายเดิมในการปรับปรุงสัมพันธภาพกับรัสเซียให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงมีพัฒนาการไปในทางสร้างสรรค์ไม่น้อย
จีนได้ขยายผลด้านความมั่นคงในความสัมพันธ์กับรัสเซียภายใต้การนำของเยลต์ซินให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ในการเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีเยลต์ซิน เมื่อวันที่ 17-19 ธันวาคม ค.ศ. 1992 จีนและรัสเซียได้ออก “แถลงการณ์ร่วม” (Joint Statement) ว่าด้วยหลักความสัมพันธ์จีน-รัสเซียในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง มีสาระสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน (1) จะไม่ใช้กำลังแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง (2) จะไม่ใช้อำนาจครอบงำชาติอื่นในภูมิภาค (ลัทธิครองความเป็นเจ้า) (3) จะร่วมมือกันส่งเสริมไม่ให้มีการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (4) จะไม่เป็นชาติแรกที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ (5) จะลดกำลังทหารและฐานปฏิบัติการทางทหารตามชายแดนให้เหลือน้อยที่สุด (6) จะส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนด้านการทหาร และ (7) จะร่วมมือกันต่อต้านกิจกรรมก่อการร้าย การลักลอบขนส่งของข้ามแดน และกิจกรรมของพวกมิจฉาชีพ[5]
ระหว่างการไปเยือนจีนในครั้งแรกของเยลต์ซิน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น เยลต์ซินได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองว่า “มีความสนิทสนมเสมือนหนึ่งเป็นพันธมิตรต่อกันก็ว่าได้ มีความแตกต่างห่างไกลจากการที่ประเทศทั้งสองเคยเป็นปรปักษ์ต่อกันอย่างรุนแรงในทศวรรษที่ 1960 และ 1970” [6] ท่านได้เสนอให้จีนและรัสเซียเป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” (Good Neighbourly Relationship) เมื่อเจียงเจ๋อหมิน ไปเยือนรัสเซียในปี ค.ศ. 1994 ได้เสนอให้จีนกับรัสเซียเป็น “หุ้นส่วนทางสร้างสรรค์” (Constructive Partnership) อย่างไรก็ตาม เจียงเจ๋อหมินก็ได้ประกาศเมื่อปี ค.ศ. 1995 ว่า จีนจะไม่สถาปนาความเป็นพันธมิตรกับประเทศใดๆ ทั้งสิ้น จากจุดยืนนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังมีทัศนะแบบดั้งเดิมที่ไม่ต้องการมีพันธมิตรอย่างเป็นทางการ และไม่ต้องการให้ประเทศต่างๆ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการร่วมมือกับจีน[7]
เมื่อเยลต์ซินไปเยือนจีนเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 24-25 เมษายน ค.ศ. 1996 พร้อมกับผู้ติดตามจำนวนหนึ่งซึ่งมีเยฟเกนนี พรีมาคอฟ (Yevgeny Primakov) รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่รวมอยู่ด้วย ในการเยือนจีนครั้งนี้ เยลต์ซิลได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียว่า “ไม่สามารถนึกหรือกล่าวได้ว่าประเทศทั้งสองมีมุมมองในปัญหาใดบ้างที่แตกต่างกันออกไป” และได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียว่า “มีรูปแบบของการเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน” เยลต์ซิลจึงเสนอให้จีนและรัสเซียเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”* (Strategic Partnership) บนพื้นฐานของความเสมอภาคเพื่อก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ในแถลงการณ์ร่วมของทั้งสองประเทศมีความสำคัญว่า จีนและรัสเซียคัดค้าน “โลกขั้วเดี่ยว” โดยมองว่า ความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นรูปสงครามเย็น และให้หยุดยั้งการปฏิบัติของประเทศใหญ่ที่ใช้มาตรฐานของประเทศตนครอบงำประเทศเล็ก ที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย คือ เฉียนฉีเชิน และเยฟเกนนี พรีมาคอฟ ได้ประกาศร่วมกันว่า จีนและรัสเซียจะผนึกกำลังกันต่อต้านประเทศใดก็ตามที่คิดแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ[8]
นอกจากการเดินทางมาเยือนจีนเป็นครั้งที่สอง เยลต์ซินยังมีแผนการที่จะเดินทางไปยังเซี่ยงไฮ้เพื่อพบกับผู้นำของรัฐเอกราชที่เกิดใหม่ ซึ่งได้แก่ คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน และทาจิกิสถาน โดยผู้นำของรัฐเอกราชที่เกิดใหม่ทั้งสามพร้อมด้วยผู้แทนจีนและเยลต์ซิน จะลงนามในสนธิสัญญารับรองแนวพรมแดนใหม่ที่ใช้ร่วมกัน รวมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่อนุญาตให้ประเทศที่สามหรือขบวนการติดอาวุธใดๆ ใช้ดินแดนของตนทำการข่มขู่แก่ประเทศคู่สัญญา[9] ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จของการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียกลาง
จุดเริ่มต้นของเซี่ยงไฮ้ห้า (ค.ศ. 1996 – 2001)
จากการที่ผู้นำของทั้งห้าประเทศเริ่มมีความคิดที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากแนวพรมแดน โดยการจัดการประชุมที่รู้จักกันในชื่อของ “เซี่ยงไฮ้ห้า” (Shanghai Five) ซึ่งเป็นเวทีที่หารือกันในเรื่องของ “มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ” (Confidence Building Measures หรือ CBMs) และการเจรจาการปักปันเขตแดนระหว่างจีนกับรัสเซีย โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนที่มิได้ปักปันกันให้ชัดเจนนั้น ถือเป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุด เรื่องนี้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีดินแดนที่พิพาทกันมากกว่า 35,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่เกิดจากสนธิสัญญาอันไม่เท่าเทียมกันที่รัสเซียสมัยพระเจ้าซาร์ทำกับจีนในสมัยราชวงศ์ชิงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยเขตแดนระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตที่มีดินแดนติดต่อกันก่อนการล่มสลายสหภาพโซเวียต ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เขตแดน “ส่วนตะวันออก” ระยะทาง 4,300 กิโลเมตร ที่เริ่มจากด้านตะวันออกของมองโกเลียจนถึงแม่น้ำถูเหมิน (Tumen River) ของเกาหลีเหนือ และเขตแดน “ส่วนตะวันตก” ระยะทาง 3,200 กิโลเมตร จากด้านตะวันตกของมองโกเลียถึงรอยต่อเขตแดนทาจิกิสถาน-อัฟกานิสถาน[10]
แต่เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1991 เป็นเหตุให้เกิดรัฐอิสระใหม่ (Newly Independent States หรือ NIS) ที่มีดินแดนติดกับจีนถึง 4 ประเทศ คือ รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน และทาจิกิสถาน ทำให้เส้นเขตแดนเดิมระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเส้นเขตแดน “ส่วนตะวันตก” ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ เขตแดนจีน-รัสเซีย ระยะทาง 50 กิโลเมตร เขตแดนจีน-คาซัคสถาน ระยะทาง 1,700 กิโลเมตร เขตแดนจีน-คีร์กิซสถาน ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร และเขตแดนจีน-ทาจิกิซสถาน ระยะทาง 430 กิโลเมตร ในขณะที่เขตแดน “ส่วนตะวันออก” เป็นของจีนกับรัสเซียทั้งหมด ในขณะนั้น รัฐอิสระใหม่ในเอเชียกลางเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาเขตแดน หลังจากที่ได้สังเกตการตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างจีนกับรัสเซีย และตกลงที่จะร่วมเจรจาระหว่างกันในรูปแบบ “4+1” (4 หมายถึง รัสเซียกับประเทศในเอเชียกลางอีกสามประเทศ และ 1 หมายถึง จีน) โดยหลังจากปี ค.ศ. 1993 รูปแบบของการเจรจานี้ มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด คือ คณะกรรมการเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและลดอาวุธ และคณะกรรมการเพื่อการปักปันเขตแดนร่วมกัน[11]
ผลงานของคณะกรรมการเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและลดอาวุธ คือ การร่วมลงนามใน “ข้อตกลงการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันในด้านการทหารตามบริเวณชายแดน” (Agreement on Confidence-building in the Military Field in the Border Area) ระหว่างการประชุมสุดยอดแบบพหุภาคีโดยเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1996 โดยประธานาธิบดีของทั้งห้าประเทศ ซึ่งประชุมกันเป็นครั้งแรกที่นครเซี่ยงไฮ้ ได้ตกลงกันที่จะสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นกับพื้นที่ชายแดน โดยการสร้างเขตปลอดทหาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางทหารระหว่างกัน[12] ถึงแม้ยังมีความคลุมเครือในการปฏิบัติ แต่ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ดีสำหรับสันติภาพที่จะเกิดขึ้นตามแนวชายแดนจีนกับอดีตสหภาพโซเวียต
หลังจากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 ประธานาธิบดีของทั้งห้าประเทศก็ถือโอกาสจัดการประชุมสุดยอดกันเป็นครั้งที่ 2 ที่กรุงมอสโคว์ และได้ร่วมลงนามใน “ข้อตกลงลดกำลังทหารตลอดแนวชายแดน” (Agreement on Reducing Each Other’s Military Forces along the Border Regions) ทำให้ระดับของเสถียรภาพและความเชื่อใจระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น โดยตกลงกันว่าจะลดจำนวนทหารและอาวุธในบริเวณห่างจากแนวชายแดนข้างละ 100 กิโลเมตร เป็นผลให้กำลังทางทหารที่ประจำการตามแนวชายแดนถูกลดลง 260,800 นาย อนึ่ง ปัญหาชายแดนดังกล่าวเคยเป็นสาเหตุทำให้เกิดการปะทะทางการทหารระหว่างจีนกับอดีตสหภาพโซเวียตมาแล้วมื่อปี ค.ศ. 1969[13] และการประชุมครั้งที่ 2 นี้เองทำให้ชื่อของ “เซี่ยงไฮ้ห้า” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
หลังจากนั้น เซี่ยงไฮ้ห้าก็เริ่มมีการประชุมเป็นประจำทุกปี โดยการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1998 ที่กรุงอัลมาตี (Almaty) เมืองหลวงของคาซัคสถาน ประเด็นหลักของการประชุมก็คือ การเจรจาเขตแดนที่มีปัญหาระหว่างกันในส่วนที่เหลือ โดยเฉพาะจีนนั้นให้ความสำคัญกับปัญหาการมีเขตแดนที่แน่นอนกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นอันดับต้นๆ โดยกุศโลบายที่จีนใช้ในการแก้ปัญหาเขตแดนพอสรุปได้ ดังนี้ (1) ส่วนไหนที่ตกลงกันได้แบบทวิภาคีก็ดำเนินการทันที (2) ส่วนใดที่ตกลงกันแบบพหุภาคีได้ก็ดำเนินการ (3) หลักการในการเจรจาตกลงเรื่องดินแดนกับประเทศเหล่านี้ ก็เหมือนที่ใช้กับรัสเซียในดินแดน “ส่วนตะวันออก” คือ ส่วนใดที่ตกลงกันได้ก็ดำเนินการ ส่วนที่ยังมีข้อแตกต่างก็พักเอาไว้ก่อน และพยายามอย่าให้มีผลกระทบถึงความสัมพันธ์กับด้านอื่นๆ และ (4) ควบคู่กันไป จีนพยายามส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง[14]
นอกจากนี้ การที่จีนให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับคาซัคสถาน คีร์กิซสถาน และทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นรัฐอิสระใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น มีเหตุผลที่สำคัญด้วยกัน 2 ประการ คือ ด้านการเมืองและปัญหาเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน ทั้งสามประเทศผูกพันกับเสถียรภาพและความสงบของเขตปกครองตนเองแห่งชนชาติอุยกูร์-ซินเจียง ซึ่งเป็นดินแดนที่ใหญ่ที่สุดของจีน ประชากรพื้นเมืองของซินเจียงไม่ใช่ชาวจีน แต่เป็นคนเชื้อสายเตอร์กที่เรียกตัวเองว่าชาว “อุยกูร์” (Uighur) คนเหล่านี้เป็นมุสลิมที่มีความขัดแย้งกับทางการจีนมาอย่างยาวนาน โดยคู่ปรับที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลจีนก็คือ กลุ่ม “องค์การปลดปล่อยเตอร์กิสถานตะวันออก” (East Turkistan Liberation Organization: ETLO) และกลุ่ม “ขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออก” (East Turkistan Islamic Movement: ETIM) ซึ่งต่างมีเป้าหมายที่ต้องการจะแบ่งแยกดินแดนซินเจียงออกเป็นประเทศอิสระที่ปกครองแบบรัฐมุสลิมในชื่อว่า “เตอร์กิสถานตะวันออก”[15]
นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต มีชาวอุยกูร์กว่าร้อยคนเข้าไปทำการฝึกการก่อการร้ายกับกลุ่มทาลิบันในอัฟกานิสถาน ทำให้จีนหวาดระแวงว่าชาวมุสลิมเหล่านี้จะได้รับการสนันสนุนจากภายนอก จีนจึงให้ความสำคัญเป็นอันดับสูงในการส่งเสริมมิตรภาพกับเพื่อนบ้านทั้งสาม และปรารถนาจะเห็นประเทศทั้งสามมีเสถียรภาพ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้กลุ่มอิสลามหัวรุนแรง หรือรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนในซินเจียง ซึ่งอาจส่งผลให้จีนต้องเสียบูรณภาพแห่งดินแดนจากความพยายามแตกตัวเป็นเอกราชของชาวอุยกูร์ในซินเจียงด้วย[16] ในประเด็นนี้จีนมีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกับรัสเซีย ซึ่งกำลังประสบกับปัญหากบฏแบ่งแยกดินแดนชาวเชเชน (Chechen) ในเชชเนีย (Chechnya) เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ จีนและรัสเซียจึงแสดงบทบาทความเป็นผู้นำกลุ่ม และผลักดันให้เซี่ยงไฮ้ห้าตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งภายในของแต่ละประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งในอัฟกานิสถาน การเติบโตของกลุ่มค้ายาเสพติด การเกิดขึ้นของลัทธินิยมสุดขั้วทางศาสนา ลัทธิแบ่งแยกดินแดน การรุกรานจากลัทธิชาตินิยม และการข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งทุกปัญหาล้วนเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคทั้งสิ้น ดังนั้น ทั้งห้าประเทศจึงตกลงที่จะร่วมกันให้คำมั่นสัญญาว่า จะทำการต่อสู้กับกลุ่มผิดกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในภูมิภาค
การประชุมสุดยอดครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-26 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ที่เมืองบิชเคก (Bishkek) ของคีร์กิซสถาน การประชุมนี้ถูกจัดขึ้นอย่างกระทันหัน หลังจากมีการเคลื่อนไหวที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่มอิสลามในภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ของคีร์กิซสถาน อุซเบกิสถาน และรัสเซีย เพราะฉะนั้น การประชุมนี้จึงเน้นหนักไปที่การบรรลุข้อตกลงในเรื่องมาตรการร่วมกันในการต่อต้านการก่อการร้าย การค้าอาวุธ และการค้ายาเสพติด โดยสรุปแล้ว ที่ประชุมมีความต้องการที่จะจัดตั้ง “ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย” ขึ้นที่กรุงบิชเคก[17] จึงทำให้เซี่ยงไฮ้ห้ามีแนวโน้มที่จะรวมตัวกันเป็นองค์การมากขึ้น
ดังนั้น ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 5 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 ที่กรุงดูชานเบ (Dushanbe) เมืองหลวงของทาจิกิสถาน กลุ่มเซี่ยงไฮ้ห้าจึงตัดสินใจที่จะก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศขึ้นมาเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือของภูมิภาค และในการประชุมครั้งนี้ ประธานาธิบดีอิสลาม คาริมอฟ (Islam Karimov) แห่งอุซเบกิสถานได้เข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งแรกในฐานะผู้สังเกตการณ์ ซึ่งอุซเบกิสถานได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากกลุ่มเซี่ยงไฮ้ห้าให้เป็นสมาชิกใหม่ขององค์การที่กำลังจะได้รับการก่อตั้งขึ้น[18] ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซียได้เสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่มจาก “เซี่ยงไฮ้ห้า” เป็น “เวทีเซี่ยงไฮ้” (Shanghai Forum) เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่สามารถเข้าร่วมกับกลุ่มได้ และได้ริเริ่มแนวความคิดใหม่ที่เรียกว่า “จิตใจเซี่ยงไฮ้” (Shanghai Spirit) ซึ่งเน้นถึงหลักการต่างๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ ผลประโยชน์ร่วมกัน ความเสมอภาค การปรึกษาหารือ การเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการพัฒนาร่วมกัน ด้วยแนวความคิดรูปแบบใหม่ เพื่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือนี้เอง ทำให้ “จิตใจเซี่ยงไฮ้” กลายเป็นผลรวมแห่งความสำเร็จที่เซี่ยงไฮ้ห้าดำเนินงานมาตลอดตั้งแต่รวมตัวกัน[19]
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังยอมรับฐานะความเป็นมหาอำนาจของจีนและรัสเซียใน “โลกหลายขั้ว” และคัดค้านแผนการสร้าง “ระบบป้องกันขีปนาวุธระดับประเทศ” (National Missile Defence หรือ NMD) และการวาง “ระบบป้องกันขีปนาวุธระดับยุทธบริเวณ” (Theatre Missile Defence หรือ TMD) ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งกลุ่มเซี่ยงไฮ้ห้าได้สนับสนุนจีนในการต่อต้านไม่ให้ไต้หวันเข้าร่วมในระบบ TMD นี้ รวมทั้ง ยังอนุมัติหลักการของประธานาธบดีคามิรอฟแห่งอุซเบกิสถานที่จะสร้าง “เขตปลอดนิวเคลียร์” (Nuclear Free Zone: NFZ) อีกด้วย[20] และหลังจากการประชุมครั้งนี้ผ่านไปแล้ว ประธานาธิบดีปูตินได้เดินทางไปจีนในเดือนเดียวกันนี้ เพื่อเจรจากับจีนเป็นการเฉพาะอีกด้วย ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่า ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงบทบาทของ “การครองความเป็นเจ้า” ต่อไป การพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงร่วมกันระหว่างจีนกับรัสเซียก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น[21]
การก่อตั้งองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้
![]()
องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization หรือ SCO) ได้รับอุซเบกิสถานเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัว และทำการก่อตั้งอย่างเป็นทางการหลังจากประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศร่วมลงนามใน “คำประกาศสถาปนาองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้” (Declaration on the Establishment of the Shanghai Cooperation Organization) เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 2001 โดยมีผู้นำทั้งหก อันได้แก่ ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินของจีน ประธานาธบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ประธานาธบดีนูร์ซุลต่าน นาซาร์บาเยฟ (Nursultan Nazarbayev) ของคาซัคสถาน ประธานาธบดี อัสการ์ อาคาเยฟ (Askar Akayev) ของคีร์กิซสถาน ประธานาธิบดีเอโมมาลี ราห์โมนอฟ (Emomali Rakhmonov) ของทาจิกิสถาน และประธานาธบดีอิสลาม คาริมอฟของอุซเบกิสถาน นอกจากนี้ ยังได้ลงนามร่วมกันใน “อนุสัญญาเซี่ยงไฮ้ว่าด้วยการต่อสู้กับลัทธิการก่อการร้าย ลัทธิแบ่งแยกดินแดน และลัทธินิยมสุดขั้ว” (Shanghai Convention on Fighting Terrorism, Separatism and Extremism) ซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์หลักขององค์การ ทั้งนี้ SCO ได้ประกาศว่า องค์การไม่ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อการต่อต้านรัฐหรือภูมิภาคใดๆ นอกจากนี้ เซอร์ไก อีวานอฟ (Sergei Ivanov) รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมกับ SCO ในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วย[22]
หลังจากการก่อตั้ง SCO อย่างเป็นทางการเพียงไม่นาน สหรัฐฯ ได้ดำเนินการทดลองยิงขีปนาวุธสกัดกั้นในมหาสมุทธแปซิฟิกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2001 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการ NMD ของสหรัฐฯ ทำให้จีนและรัสเซียต่อต้านโครงการ NMD ในทันที แต่สหรัฐฯ กล่าวว่า “โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อป้องกันสหรัฐฯ จากขีปนาวุธของพวก ‘รัฐอันธพาล’ เท่านั้น”[23] ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน และประธานาธบดีปูตินจึงได้ร่วมกันลงนามใน “สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” (The Good Neighbourly Treaty of Friendship and Cooperation) ในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2001 ซึ่งสนธิสัญญาฉบับใหม่นี้มีอายุ 20 ปี และเป็นฉบับที่นำมาทดแทนฉบับเก่าสมัยที่เหมาเคยทำกับสตาลินใน ค.ศ. 1950 อีกทั้งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่มีต่อกันตั้งแต่ ค.ศ. 1996 สนธิสัญญาฉบับใหม่จำนวน 25 มาตรานี้ แสดงถึงความเป็นห่วงในเรื่องของ “ระเบียบโลกใหม่” ที่ครอบงำโดยสหรัฐฯ ซึ่งมีใจความสำคัญที่สรุปได้ดังนี้[24]
- ทั้งสองประเทศจะมีจุดยืนร่วมกันในการคัดค้านแผนการป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ
- ปฏิเสธแนวความคิดแบบตะวันตกในเรื่อง “การแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม” ซึ่ง NATO ใช้กับโคโซโว เมื่อปี ค.ศ. 1999
- ทั้งสองประเทศคัดค้านแผนการของสหรัฐฯ ในการ “สร้างความเข้มแข็งและขยายกลุ่มทางทหาร อันเป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพ และเป็นอันตรายต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ”
- รัสเซียจะสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” และความมีอธิปไตยเหนือเกาะไต้หวันของจีน และ
- การสร้างความเข้มแข็งให้กับความร่วมมือทางการทหารของทั้งสองฝ่าย
ด้วยสนธิสัญญานี้ ความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย จึงมีพัฒนาการของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมาก แต่ความสำคัญของจีนต่อรัสเซียนั้นขึ้นอยู่กับสถานภาพความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ เป็นหลัก เมื่อรัสเซียมีปัญหากับสหรัฐฯ อย่างเช่นในกรณีการขยายตัวของ NATO ในยุโรปตะวันออก การทิ้งระเบิดโจมตีพวกเซอร์เบียนในวิกฤติโคโซโว และการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากสนธิสัญญา ABM ความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนจึงถูกพัฒนาความเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่ทวีความร่วมมือทั้งทางด้านการทหาร อาวุธยุทธโธปกรณ์ และวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันนั้น รัสเซียและจีนได้ประกาศร่วมกันสนับสนุนแนวความคิด “โลกหลายขั้ว” ที่จะไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจใดๆ และประณามการกระทำของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปฎิบัติตามอำเภอใจ (Unilateralist Action) โดยไม่ฟังเสียงวิจารณ์รอบข้าง หรือแม้แต่จากสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ของทางการจีนและรัสเซียต่างได้เน้นว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เพ่งเล็งสหรัฐฯ เป็นศัตรูแต่อย่างไร[25]
ในการประชุมสุดยอดปี ค.ศ. 2002 ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St. Petersburg) สมาชิกทั้งหกประเทศของ SCO ได้แสดงถึงความเข้มแข็งขององค์การที่มากขึ้น ด้วยการร่วมลงนามใน “กฎบัตรแห่งองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้” (Charter of Shanghai Cooperation Organization) จำนวน 26 มาตรา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2002 กฎบัตรนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของ SCO อันมีหลักการต่างๆ อันได้แก่ การสนับสนุนวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ การเคารพในเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน การไม่แทรกแซงในกิจการภายในของกันและกัน การไม่ใช้หรือคุกคามด้วยกำลังซึ่งกันและกัน การมีความเสมอภาคระหว่างรัฐสมาชิกทั้งหลาย การยุติทุกปัญหาด้วยการประชุมหารือ การไม่วางแนวทางหรือไม่มุ่งที่จะต่อต้านประเทศหรือองค์การใดๆ การเปิดสู่โลกภายนอกและยินดีที่จะปฏิบัติตามทุกรูปแบบของการเจรจา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนและให้ความร่วมมือกับประเทศอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับองค์การระหว่างประเทศหรือองค์การส่วนภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งกฎบัตรฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2003[26]
นอกจากการยอมรับในกฎบัตรซึ่งถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่สมาชิกทั้งหลายต้องปฏิบัติตามแล้ว ผู้นำทั้งหกประเทศยังแสดงถึงเจตนารมย์ที่จะสร้าง SCO ให้เป็นองค์การที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งโดยหลักการแล้วองค์การระหว่างประเทศจะต้องมีองค์กรถาวรอย่างน้อย 1 องค์กร[27] ดังนั้น ในการประชุมสุดยอดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2003 ที่กรุงมอสโคว์ ผู้นำทั้งหกจึงเสนอแนะให้มีการจัดตั้งองค์กรถาวรขึ้นมาเพื่อสนับสนุนงานของ SCO จำนวน 2 องค์กร คือ “สำนักงานเลขาธิการ” ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง โดยมีจางเต๋อกวง (Zhang Deguang) เอกอัครราชทูตจีนประจำรัสเซีย เป็นเลขาธิการคนแรก โดยจะมีวาระอยู่ในตำแหน่งคนละ 3 ปี อีกองค์กรหนึ่ง คือ “องค์การต่อต้านการก่อการร้ายส่วนภูมิภาค” (Regional Anti-terrorist Organization หรือ RATO) ซึ่งย้ายที่ตั้งจากกรุงบิชเคกของคีร์กิซสถาน มาอยู่ที่กรุงทัชเคนท์ของอุซเบกิสถาน จากนั้น ในการประชุมระดับนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2003 ได้มีข้อพิจารณาว่า หน่วยงานทั้งสองซึ่งเป็นโครงสร้างหลักขององค์การ จะต้องพร้อมดำเนินงานได้อย่างเต็มรูปแบบภายในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2004[28]
จากการประชุมสุดยอดที่กรุงทัชเคนต์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 2004 ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ (1) ในด้านการเมือง จะยืนหยัดในแนวทางของอำนาจหลายขั้ว และความเป็นประชาธิปไตยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (2) ในด้านความมั่นคง ต้องเชิดชู “แนวคิดความมั่นคงใหม่” (New Security Concept) เน้นความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน เสมอภาคเท่าเทียมกัน และร่วมแรงร่วมใจกัน ให้ความเชื่อถือซึ่งกันและกันเป็นหลักประกันความมั่นคงร่วมกัน (3) ในด้านเศรษฐกิจ แสวงประโยชน์ร่วมกัน ร่วมมือกันอย่างทั่วด้าน ลดช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน และ (4) ทางด้านวัฒนธรรม ธำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของวัฒนธรรมแต่ละชาติและภาษา ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน[29]
[1] จุลชีพ ชินวรรโณ, “สาธารณรัฐประชาชนจีนกับการเมืองโลก,” ใน เอกสารการสอนชุดวิชามหาอำนาจกับการเมืองโลก หน่วยที่ 9-15,หน้า 512.
[2] สันติ ตั้งรพีพากร, “จีนแสดงบทบาทเป็น “หนึ่งขั้ว” ชัดเจน,” ใน จีน...ผู้ไม่มีวันแพ้ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน, 2544), หน้า 183.
[3] ชาตรี ฤทธารมย์, “จีนกับรัสเซีย,” ใน จีนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง, หน้า 187-188.
[4] ชาตรี ฤทธารมย์, “จีนกับรัสเซีย,” ใน จีนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง, หน้า 193.
[5] เขียน ธีระวิทย์, นโยบายต่างประเทศจีน, หน้า 465.
[6] ชาตรี ฤทธารมย์, “จีนกับรัสเซีย,” ใน จีนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง, หน้า 207.
[7] Samuel P. Huntington, The Clash of Civilization and the Remaking of World Order (New York: Simon & Schuster, 2003), p. 240.
* ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ จะเป็นความสัมพันธ์ที่ประเทศภาคีจะร่วมมือกันทางยุทธศาสตร์ และทำให้ประเทศภาคีบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ ซึ่งหากมองในมิติด้านการทหาร จะหมายรวมถึงการใช้เครื่องมือด้านการทหารและความมั่นคง การฝึกร่วมทางทหาร การวิจัย การพัฒนา และการผลิตทางทหาร การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีชั้นสูงทางทหาร และการยอมรับข้อตกลงทางทหารร่วมกัน
[8] วรศักดิ์ มหัทธโนบล, “จีน,”ใน เอเชียรายปี 1997/2540 (กรุงเทพมหานคร: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540), หน้า 206.
[9] ชาตรี ฤทธารมย์, “จีนกับรัสเซีย,” ใน จีนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง, หน้า 215.
[10] Iwashita Akihiro, “The Shanghai Cooperation Organization and Its Implications for Eurasian Security: A New Dimension of ‘Partnership’ after the Post-Cold War Period,” Slavic Eurasia's Integration into the World Economy and Community 2 (2004), p. 262 [e-journal]. Available from: http://src-h.slav.hokudai.ac.jp/coe21/ publish/no2_ses/4-1_ Iwashita.pdf [2005, November 21]
[11] Ibid.
[12] Ren Dongfeng, The Central Asia policies of China, Russia and USA, and the Shanghai Cooperation Organization process: a view from China[Online]. 2003. Available from: http://editors.sipri.se/pubs/Central AsiaSCO.pdf [2005, November 21] p.2.
[13] วรศักดิ์ มหัทธโนบล, “จีน,”ใน เอเชียรายปี 1998/2541 (กรุงเทพมหานคร: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541), หน้า 220.
[14] เขียน ธีระวิทย์, นโยบายต่างประเทศจีน, หน้า 473-474.
[15] จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง,” มติชนรายวัน 28, 10043 (8 กันยายน 2548), หน้า 7.
[16] Lutz Kleveman, The New Great Game: Blood and Oil in Central Asia.(New York: Grove Press, 2003), p. 101.
[17] Len, “Anarchy and the Barriers to Community: Regional Cooperation in the Post-Cold War Era - The Shanghai Cooperation Organization,” pp. 33-34.
[18] Akihiro, “The Shanghai Cooperation Organization and Its Implications for Eurasian Security: A New Dimension of ‘Partnership’ after the Post-Cold War Period,”p. 265.
[19] Dongfeng, The Central Asia policies of China, Russia and USA, and the Shanghai Cooperation Organiz