“ไปน่าน?.... ไปทำไม มีอะไรที่นั่น????”

 

 

“ไปน่าน?.... ไปทำไม  มีอะไรที่นั่น????”

นี่เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าได้ยินตลอดเมื่อบอกเพื่อนๆ และคนรู้จักว่า ช่วงวันหยุดพักผ่อน จะเดินทางไปเที่ยวจังหวัดที่จังหวัดน่าน...
 
ข้าพเจ้าไม่เคยไปน่าน แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน่านจะมีอะไรเที่ยว พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าทำไมจึงอยากไปน่านนักหนา เรียกว่าเป็นจังหวัดอันดับต้นๆ ในประเทศที่อยากไป  ข้อมูลของเมืองน่านเท่าที่ข้าพเจ้าทราบมาก็คือ น่านเป็นเมืองที่สงบๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เป็นแหล่งของศิลปวัฒนธรรม มีวัดมากมายใกล้ๆ กันสามารถเดินไปเที่ยวได้ ลักษณะคล้ายๆ กับเมืองหลวงพระบาง จนบางคนให้ชื่อว่าเป็นเมืองคู่แผดหรือเมืองพี่เมืองน้องของหลวงพระบาง เอ...หรืออาจจะเป็นเพราะข้าพเจ้าชอบบรรยากาศสงบๆ  ต้องการที่จะหลีกหนีความวุ่นวายแห่งมหานคร ไปซึมซับความสงบเรียบง่าย สบายๆ ไม่ต้องร้อนรน....ไปพักกาย พักใจ ท่ามกลางวิถีชีวิตอีกแบบ แล้วก็อยากไปดูว่าที่ว่าเป็นเหมือนเมืองฝาแฝดของหลวงพระบางจริงแท้แค่ไหนล่ะมั้ง
 

 

ข้าพเจ้าเดินทางไปน่านด้วยรถโดยสารประจำทาง green bus หรือเมล์เขียวจากเชียงใหม่ ไปน่านใช้เวลานานประมาณ 6 ชั่วโมง

 

 

 

เส้นทางจากแพร่ไปยังน่าน....ใกล้น่านเข้ามาอีกนิด ^v^

 

 

กว่าจะไปถึงจังหวัดน่านก็สามทุ่มครึ่ง ข้าพเจ้าและเพื่อนซึ่งยังไม่ได้จองโรงแรมไว้ก็ต้องเดินแบกเป้ เที่ยวตามหาโรงแรมที่พัก...การที่ไม่ได้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้าเพราะตอนนั้นกะไม่ได้ว่าจะมาถึงน่านวันไหน จะโดนน้ำท่วมหรือเปล่า แล้วก็คาดว่าคงจะหาที่พักไม่ลำบากมากนัก กะว่าจะเดิน walk in เข้าไป check in กันเลยทีเดียว
 

 

เดินออกจาก บขส.เรื่อยๆ ตามถนนที่เปิดไฟสว่าง พบป้ายโรงแรมป้ายแรกชื่อว่า "น่านสะบายดี"  ด้วยความอ่อนล้าจากการเดินทาง ข้าพเจ้าและเพื่อนตัดสินใจเดินเข้าไปสอบถามห้องพักทันที  ตอนที่มาถึงโรงแรมก็เกือบๆ จะสี่ทุ่มแล้ว พวกเราขอเข้าไปดูห้องพักก่อน ซึ่งสภาพห้องสะอาดสะอ้านดี มีน้ำอุ่น ตู้เย็น ทีวี wifi และราคาห้องก็โอเค พวกเราจึงตัดสินใจที่จะพัก ณ น่านสะบายดีแห่งนี้ เจ้าของโรงแรมเป็นกันเองมาก เค้าและน้องชายช่วยแนะนำสถานที่เที่ยว ที่กิน และวิธีการเดินทางท่องเที่ยวที่น่าน ตอนแรกพวกเรากะว่าจะเช่ารถยนต์ขับ แต่ไปๆ มาๆ เค้าบอกว่ามอเตอร์ไซค์ก็ไปเที่ยวได้ ยืนคุยกันเกือบครึ่งชั่วโมง พวกเราจึงตกลงใจที่จะเช่ามอเตอร์ไซค์ในวันรุ่งขึ้น แต่คืนนี้คงไปไหนไม่ไหวแล้ว ขอนอนพักผ่อนเก็บแรงไว้วันรุ่งขึ้นดีกว่า...อ้อ รู้สึกดีมากๆ ที่ได้มาพบความมีน้ำใจและความเป็นกันเองของคนน่าน...วันนี้มีเรื่องดีๆ อีกหนึ่งอย่าง ^^
 

 

 

 

บรรยากาศยามเช้าตรู่@ น่านสะบายดี

 

 

ตื่นเช้ามาสัมผัสอากาศเย็นๆ ของเมืองเหนือ...เมืองน่านนี้สงบจริงดังว่า จะว่าไปก็คล้ายๆ บรรยากาศที่หลวงพระบาง มีพระมาบิณฑบาตตอนเช้า มีผู้คนมารอตักบาตร มีหมอกจางๆ จะต่างก็แต่ไม่ค่อยมีผู้หญิงนุ่งซิ่น แล้วก็มีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์พลุกพล่านกว่า ที่หลวงพระบาง

 

หลังจากที่พวกเราได้กาแฟและขนมรองท้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ติดต่อคุณแม่บ้านเรื่องพาหนะเดินทาง...อาจจะเพราะตอนนั้นเป็นเวลาเช้ามากๆ เลยหาร้านลำบาก คุณแม่บ้านที่ดูแลโรงแรมใจดีให้ยืมมอเตอร์ไซค์wave 110 ของตัวเองขี่ไปกินข้าวในเมืองดูก่อน ถ้าพอใจค่อยกลับมาเช่าหรือถ้าอยากได้คันอื่นก็จะติดต่อร้านเช่าให้อีกที พวกเราเลยขี่ไปเที่ยววัดซะเลย...เดี๋ยวค่อยกลับมา อิอิ มอเตอร์ไซค์เช่าในราคากันเองวันละ 200 บาท ^v^
 
วัดแห่งแรกที่พวกเราไปคือ “วัดช้างค้ำวรวิหาร” ซึ่งเป็นพระอารามหลวงของจังหวัดน่าน ตั้งอยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์แห่งชาติน่าน  ในอดีตชื่อว่า วัดหลวงกลางเวียง แต่ชาวบ้านเรียก"วัดช้างค้ำ" ตามลักษณะของเจดีย์เป็นรูปช้างค้ำ

 

 

 
 
ไปเที่ยววัดช้างค้ำกันค่ะ ^o^

 

 

 

 

 

พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหาร ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน ลักษณะเจดีย์ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัย จากเจดีย์ทรงลังกา คือเจดีย์วัดช้างล้อม พระธาตุเจดีย์สร้างด้วยอิฐถือปูนมีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลื่ยมจัตุรัสซ้อนกัน 3 ชั้น กว้างด้านละ 9 วา ฐานจากชั้นแรกถึงชั้นสองมีรูปช้างค้ำอยู่ด้านละ 6 เชือก รวมทั้งหมด 24 เชือก ช้างแต่ละตัวโผล่ส่วนหัวและขาหน้าทั้งคู่ยื่นออกมาจากเหลี่ยมฐาน เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ ซ้อนกัน 3 ชั้น และเป็นองค์ระฆังแบบลังกา พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำได้รับการบูรณะซ่อมแซมหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองทั้งองค์ เวลาโดนแสงอาทิตย์สะท้อนประกายสีทอง สวยมากๆ เรียกว่ามองเห็นเด่นแต่ไกลทีเดียว

 

 

 

 

     
ใกล้กับเจดีย์พระธาตุช้างค้ำก็เป็นวิหารหลวงวัดพระธาตุช้างค้ำซึ่งเป็นวิหารขนาดใหญ่ มีทางเข้าพระวิหาร 3 ทาง ประตูกลางใหญ่ที่สุด แล้วก็มีประตูเล็กอยู่ด้านซ้ายและขวา ด้านหน้ามีสิงห์คู่ยืนเด่นเป็นสง่าราวกับจะทักทายแขกผู้มาเยือน ประตูอยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามพระประธาน ตอนพวกเราไปเป็นตอนเช้าที่แสงแดดส่องเข้าไปภายในพอดี กระทบกับองค์พระประธานส่งสีทองเปล่งปลั่งสุกใส งดงามยิ่งนัก
 

 

 

 

หลังคาของวิหารซ้อนกัน 2 ชั้น มุขลดด้านหน้าและด้านหลัง หน้าบันตีด้วยแผ่นกระดานเรียงต่อกัน ลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาไทย ภายในพระวิหารกว้างขวาง มีเสาปูนกลมขนาดใหญ่ ขนาด 2 คนโอบรอบ จำหลักลวดลายปูนปั้นนูนสูงไว้ เหนือจากระดับพื้นพระวิหาร 1.50 เมตร เป็นลวดลายกนกคล้ายลวดลายที่เสาในวิหารวัดภูมินทร์ ข้าง ผนังของพระวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังที่ลบเลือนไปตามกาลเวลา แต่ยังคงทิ้งร่องรอยของความประณีตที่พยายามบอกเล่าเรื่องราวในอดีตแก่คนปัจจุบัน คาดว่าคงจะบูรณซ่อมแซมในอีกเร็วๆ นี้

 

 

 

 

   

 

ขอไปหาอะไรกินก่อนนะคะ หิวข้าวแล้ว...แล้วจะมาพาเที่ยวเมืองน่านต่อค่ะ ^^

 

To be continue...