คุณตาคุณยายนั่งทานข้าวในที่โปร่งโล่งแวดล้อมด้วยต้นไม้/ดอกไม้นานาพรรณ ต่างจากหม่ามี้และโมชิที่ทานข้าวแวดล้อมด้วยผนังสี่เหลี่ยมแคบๆ

 

 

               เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา "คณยาย" บอกกับ "โมชิ" ว่า วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 จะครบ 1 เดือนที่โมชิอพยพหนีน้ำจากกทม.ไปอยู่กับคุณยายที่อุบลฯ คุณยายเลยจะเขียนบันทึกโดยให้โมชิเป็นผู้แสดงนำเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก โมชิรู้สึกตื่นเต้นมาก จะได้เป็นนักแสดงกับเขาก็คราวนี้ ก่อนนั้นเคยเป็นแต่นายแบบโดยมีหม่ามี้เป็นช่างภาพ แต่โมชิก็กลัวว่าจะแสดงได้ไม่ดีไม่ถูกใจคุณยาย แต่พอคุณยายบอกว่าให้โมชิแสดงออกตามธรรมชาติของโมชิเองก็พอ เพราะเรื่องที่จะให้โมชิแสดงนำนั้นอยู่ในประเภท "Reality Show" ก็เลยทำให้โมชิคลายความกังวลลงไปได้มากเลยแหละครับ

              เพื่อให้ท่านผู้อ่านรู้จักภูมิหลังของโมชิไว้บ้าง โมชิจะขอแนะนำตัวสักเล็กน้อยนะครับ โมชิเป็นสุนัขเพศผู้ สายพันธุ์ "ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)" ซึ่งมีความเฉลียวฉลาด ร่าเริงและตื่นตัวอยู่เสมอ ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ และขี้ประจบ แต่ค่อนข้างตกใจง่าย เห่าเก่ง พระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษก็ทรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้และส่งเข้าประกวด เลยทำให้เกิดความนิยมในการเลี้ยงปอมฯอย่างแพร่หลายในประเทศอังกฤษ อีกอย่างด้วยความฉลาดและความสามารถของปอมฯ ทำให้สุนัขพันธุ์นี้ได้รับบทเป็นพระเอกในคณะละครสัตว์อย่างต่อเนื่อง (เห็นไหมครับ โมชิเองก็มีบรรพบุรุษเป็นไฮโซ และเป็นดาราเหมือนกันนะครับ)

               โมชิได้มาเป็นลูกชายของ "หม่ามี้จ๊ะเอ๋" ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณยาย ก็เพราะวันนั้นหม่ามี้ไปเดินที่สวนจตุจักร แล้วได้สบตากับโมชิที่ส่งสายตาละห้อย จนหม่ามี้ใจอ่อนเลยขอให้คนขายนำโมชิออกจากกรงมาให้ดู หม่ามี้เห็นที่หูของโมชิมีสะเก็ดแผลด้วยก็ยิ่งสงสาร จึงตัดสินใจรับโมชิไปอยู่ด้วย โมชิได้เข้าไปอยู่กับหม่ามี้ที่ห้องชุดชั้น 8 ของคอนโดมีเนียมท้ายซอยสุขุมวิท 50 ซึ่งคุณยายซื้อให้หม่ามี้อยู่ ตอนที่หม่ามี้เลิกเรียนหมอขณะที่เรียนชั้นปีที่ 5 ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพราะข้ออ้าง "มันไม่ใช่ตัวเอง"  ทำให้หม่ามี้ได้รับปริญญาตรี วท.บ. (วิทยาศาสตร์การแพทย์) แทนที่จะได้รับปริญญาตรี พ.บ. (แพทยศาสตร์) แล้วหม่ามี้ก็ได้เข้าเรียนหลักสูตร "Spa and Beauty Theraphy" ที่ "Chiva-Som International Academy" ที่กท.ม. ผู้เรียนอีก 6 คนซึ่งมีชาวฝรั่งเศสและสิงคโปร์รวมอยู่ด้วย เป็นผู้ใหญ่ที่มีกิจการด้านสปาหรือความงามเป็นของตนเองกันทั้งนั้น ยกเว้นหม่ามี้ที่เพิ่งออกมาจากสถาบันอุดมศึกษา

               ในช่วงวันหยุดปีใหม่ ปี 2550 โมชิและหม่ามี้ได้ไปเที่ยวที่น้ำตกห้วยหลวงอันสวยงาม (ดังภาพล่างซ้าย) น้ำตกดังกล่าวอยู่ใน "อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย" ซึ่งมีอาณาเขตอยู่ในท้องที่ 3 อำเภอของจังหวัดอุบลฯ คือ อำเภอบุณฑริก นาจะหลวย และน้ำยืน อุทยานดังกล่าว มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาธิปไตยกัมพูชา พื้นที่ป่าเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2530 โดยเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 53 ของประเทศ (ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้กับจังหวัดอุบลฯ เป็นการทดแทนคุณที่ได้ให้ที่อยู่ที่กินอันอบอุ่นแก่โมชิครับ)

                       

                    เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2554 หม่ามี้ได้จับโมชิใส่กรงที่น้าตั้มน้องของหม่ามี้ไปหาซื้อให้ (ดังภาพบนกลาง) เพื่อเดินทางหนีน้ำจากท้ายซอยสุขุมวิท 50 ไปขึ้นรถด่วนกลับอุบลฯ ก็โมชิไม่เคยถูกจับขังกรงและไม่เคยขึ้นรถไฟนี่ครับ ก็เลยเห่าตลอดเวลาด้วยความเครียด ยานอนหลับเม็ดสองเม็ดทำอะไรโมชิไม่ได้หรอกครับ ทรมานอยู่ในกรงเป็นเวลาถึง 16 ชั่วโมง โมชิจึงได้ออกจากกรงด้วยความเมื่อยขบ เมื่อถึง "บ้านเรือนขวัญ" ของคุณยายในวันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม เวลาประมาณ 10.00 น. หม่ามี้เองก็สลบเหมือดอยู่หลายชั่วโมง เพราะต้องนั่งหลังขดหลังแข็งไม่ได้หลับได้นอน นั่นก็เป็นเพราะไม่อยากให้โมชิไปอยู่ที่ตู้เสบียง จึงต้องโดยสารตู้นั่งแบบเอนนอนแทนที่จะเป็นตู้นอน แถมหม่ามี้ยังเครียดเพราะเกรงใจคนนั่งข้างๆ และคนในตู้เดียวกันที่โมชิส่งเสียงรบกวนตลอดเวลา  

                  หลังจากที่หม่ามี้นอนอิ่ม ก็ได้อาบน้ำให้โมชิ เฮ้อ! ค่อยสบายตัวหน่อย โมชิชอบบ้านคุณยายมาก บรรยากาศดีกว่าห้องหม่ามี้เยอะ ต้นไม้ก็แยะ ที่วิ่งเล่นก็กว้างขวาง แต่หม่ามี้ใจร้ายไม่ยอมให้โมชิออกไปวิ่งเล่น กลัวจะเล่นสกปรกและกลัวจะถูกงูเหลือมเขมือบ (หม่ามี้ขู่ว่า งูเหลือมอาจซ่อนตัวอยู่ในป่าซ้ายขวาบ้านคุณยาย และเห็นโมชิเป็นอาหารก็ได้ แต่โมชิว่า โมชิออกจะน่ารักยังงี้พี่งูเหลือมคงเขมือบไม่ลงหรอก) ที่ดินแปลงอื่นๆ แถวบ้านคุณยายปลูกบ้านเต็มหมด ยกเว้นสองแปลงซ้าย/ขวาบ้านคุณยาย ที่ราวกับเบื้องบนจะรู้ว่าคุณยายรักต้นไม้ใบหญ้า จึงดลบันดาลให้เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณยายตั้งราคาขายไว้สูง จนไม่มีใครกล้าซื้อไว้ปลูกบ้าน เวลาที่หม่ามี้ไม่อยากให้โมชิลุยเข้าไปสำรวจสวนสมรมของคุณยาย (ชื่อนี้คุณยายได้มาจากทางใต้หมายถึงสวนที่ปลูกต้นไม้หลายๆ ชนิด) หม่ามี้ก็จะจับโมชิไปยืนบนที่นั่งระเบียงหน้าบ้าน เพราะรู้ว่า โมชิไม่กล้ากระโดดลงมา ไม่รู้ว่าคุณยายแอบถ่ายภาพโมชิตอนไหน (ภาพบนขวา) โมชิชอบนะครับ เพราะดูตัวเองเป็นคน (เอ๊ย! น้องหมา) ที่หล่อเอาเรื่องอยู่นะครับ

                 กลับถึงอุบลฯ ได้วันเดียวหม่ามี้ก็ต้องไปงานศพเพื่อนที่เคยเรียนชั้นม.6/1 ที่โรงเรียนเบญจะมะมหาราชด้วยกัน โมชิวิ่งตามจึงถูกหม่ามี้จับไปยืนบนเก้าอี้นวดที่คุณยายซื้อให้คุณตาสอ แต่ตาสอไม่ยอมขนไปที่ฟาร์มบอกว่าเกะกะ (คุณยายบ่นว่า ตาสอไม่เคยรักษาน้ำใจคุณยายเลย เพราะมีอาการสมองซีกขวาลืมทำงาน คือ ไม่เคยใช้อารมณ์ความรู้สึก ใช้แต่สมองซีกซ้ายที่เป็นซีกของเหตุผล) คุณยายสงสารโมชิจึงหาทางช่วยให้โมชิลงจากเก้าอี้ แต่โมชิไม่ยอมให้คุณยายอุ้มแถมยังทำท่าจะกัดคุณยายอีก คุณยายจึงโทรฯ ไปปรึกษาน้าตั้มที่พาน้องพลอย หนูดีและบีเอ็ม (สุนัข) ไปอยู่ที่อุดรฯ น้าตั้มได้แนะนำให้คุณยายเอาของกินล่อโมชิ คุณยายลองทำดูและยังทำสะพานลาดเอียงเป็นทางลงจากเก้าอี้นวดให้ด้วย แต่โมชิก็ยังไม่กล้าลงอยู่ดี คุณยายขัดใจบ่นว่าโมชิใจเสาะ หลายชั่วโมงผ่านไป คุณยายเกิด "Insight (หยั่งรู้)" จึงคว้าหมอนอิงไปดุนหลังโมชิ ทำให้โมชิขยับตัวไปข้างหน้า แล้วโมชิก็เดินลงไปตามทางลาดเอียงจนถึงพื้น 

                   อยู่กับคุณยายที่อุบลฯ โมชิติดใจเนื้อปลานิลเผาเกลือที่คุณยายให้กินมาก เพราะอร่อยกว่าอาหารเม็ดของหม่ามี้เยอะเลย อีกอย่าง โมชิคงจะ "ลุย" ขึ้นเยอะ ด้วยการฝึกฝนของคุณยาย อยู่อุบลฯ ได้อาทิตย์เดียว หม่ามี้บอกว่าจะกลับกทม.โดยเที่ยวบินเช้า อ้างว่าจะไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม และจะนำโมชิขึ้นเครื่อง แต่คุณยายไม่ยอม เพราะน้าตั้มเคยนำสุนัขขึ้นเครื่องแล้วสุนัขช็อคเสียชีวิต คุณยายกลัวว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ก็เลยให้โมชิอยู่กับคุณยายไปก่อน ช่วงที่โมชิอยู่ด้วย คุณยายไม่ได้ออกไปที่ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" เลย เพราะตาสอเลี้ยงสุนัขแบบว่า แม้เดินผ่านบนพื้นระเบียงหน้าบ้านแกก็ยังไม่ยอม ในขณะที่โมชิเองได้รับการเลี้ยงดูแบบนอนกับเจ้าของ โมชิชอบคุณยาย คุณยายเองก็รักโมชิที่ช่างประจบเคล้าเคลีย ไหว้ขอของกินจากยายประจำ พอยายทำเป็นไม่สนใจก็จะสะกิดอยู่นั่นแหละ

                  วันเสาร์ที่ผ่านมา "คุณตาสอ" ไปที่บ้านเรือนขวัญ ตอนที่ตาสอเปิดประตูบ้านและประตูรั้วเพื่อขับรถออกไปทำธุระ โมชิตามเห่าตาสอออกไปถึงนอกรั้ว ตาสอไล่ให้กลับเข้าบริเวณบ้านแต่โมชิไม่ยอมเข้า ตาสอก็เลยปิดประตูโดยที่โมชิยังอยู่นอกรั้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคุณยายไม่รู้เพราะทำงานอยู่ที่ชั้นสองของบ้าน พอเที่ยงวัน คุณยายลงมาจากชั้นสองเพื่อจะขับรถไปล้าง แล้วไม่เห็นโมชิ ออกไปตามหาในบริเวณสวนหน้าบ้านหลังบ้านก็ไม่เจอ จึงไปตามหาแถวบ้านใกล้เรือนเคียงก็ไม่มี คุณยายตกใจมาก โทรฯ ไปถามตาสอ พอรู้ว่าตาสอตั้งใจปล่อยให้โมชิอยู่นอกรั้ว คุณยายหัวเสียมาก ว่าตาสอทำเช่นนั้นได้อย่างไร คุณยายเองไม่เคยปล่อยให้โมชิออกจากตัวบ้านตามลำพัง อย่าว่าแต่จะไปอยู่นอกรั้วเลย คุณยายบอกให้ตาสอกลับไปช่วยตามหาโมชิ สุดท้ายพบว่าโมชิไปอยู่ในบริเวณบ้านที่ห่างออกไปหลายหลัง โดยอาจหาญไปทะเลาะกับสุนัขบ้านนั้นซึ่งมีหลายตัว โมชิไม่ยอมให้คุณยายจับตัว งับคุณยายไปก็หลายเขี้ยวดีว่าไม่เข้า กว่าคุณยายจะหลอกล่อจนโมชิยอมให้อุ้มกลับเข้าบ้าน คุณยายก็เหงื่อตกและเสียหมูยอไปหลายชิ้น 

                   เย็นวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน ตาสอได้ขับรถไปรับคุณยายและโมชิเข้าฟาร์ม คุณยายกลับจากสอนก็ห้าโมงเย็นแล้ว ไหนจะต้องรดน้ำต้นไม้ จัดข้าวของ ไปซื้อโซ่ผูกคอ/เชือกกจูงให้โมชิและจ่ายตลาด จึงถึงฟาร์มเวลาประมาณทุ่มครึ่ง ตื่นนอนตอนเช้าของวันเสาร์ที่ 19 พ.ย. โมชิก็ต้องร้องว้าว! เพราะโมชิไม่เคยเห็นท้องฟ้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหน สวยงามแบบท้องฟ้าที่ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้

                    คุณยายผูกเชือกจูงโมชิไว้กับขาโต๊ะระเบียงบ้าน แล้วออกไปกำจัดวัชพืชสวนหย่อมรอบบ้าน แต่โมชิกัดเชือกจูงจนขาดแล้วแอบวิ่งตาม "พี่ข้าวเหนียว" ออกไปสำรวจด้านหน้าฟาร์ม โดยมีพี่ข้าวเหนียวคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ สักครู่มีเพื่อนของพี่ข้าวเหนียวมารอที่หน้าฟาร์มหลายตัว พี่ข้าวเหนียวเลยมุดรั้วลวดหนามออกไปพบเพื่อนๆ โมชิก็มุดตามออกไป พี่ข้าวเหนียวจึงแนะนำให้โมชิรู้จักกับเพื่อนๆ ของพี่ข้าวเหนียวที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง โมชิว่า พวกพี่ๆ เขาหน้าตาแปลกๆ ขนก็เกรียนไม่ปุยเหมือนขนของโมชิและของพี่ข้าวเหนียว

                    

                 พอเห็นโมชิออกนอกรั้ว คุณยายรีบไปจูงโมชิที่ใต้ลำตัวเปียกน้ำค้างและคลุกดินจนมอมแมมให้กลับเข้าฟาร์มเพราะกลัวโมชิจะถูกรถชน ด้วยหน้าฟาร์มเป็นเส้นทางหลักจึงมีรถวิ่งผ่านไปมาตลอด ก่อนเข้าประตูฟาร์ม คุณยายได้หยุดทักทายลุงสายันต์ซึ่งเป็นชาวลำปางแต่ไปมีครอบครัวอยู่ที่บ้านหนองฝาง ต.โพธิ์ใหญ่ อ.วารินชำราบ ที่ตั้งฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้ (เห็นไหมครับที่ใส่เสื้อสีแดงๆ กำลังก้มเก็บฟ่อนข้าวที่เกี่ยวแล้วในภาพบนซ้าย) ก่อนเข้าประตูรั้ว คุณยายถามโมชิว่าได้กลิ่นอะไรไหม แล้วคุณยายก็พบว่า เป็นกลิ่นของดอก "สัตบรรณ : White Cheesewood" ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาครที่คุณยายปลูกไว้หลังป้ายฟาร์ม สัตบรรณเพิ่งจะออกดอกเป็นครั้งแรก (ดังภาพล่างซ้าย) คุณยายของโมชิได้เสาะหาและนำต้นไม้/ดอกไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ทั่วประทศไปปลูกไว้ที่ฟาร์ม และคุณยายยังมีสวนสมุนไพรอีกด้วยนะครับ ในวันรุ่งขึ้น คุณยายก็ได้พาโมชิไปที่สวนสมุนไพร และชี้ให้ดู "ต้นชุมเห็ดเทศ (Seven Golden Candle-sticks)" ที่กำลังออกดอกสีเหลืองสดใส (ดังภาพล่างขวา)

                      คุณยายชี้ให้โมชิดูว่า ใกล้ประตูฟาร์มทางขวามือ มี "ต้นตะบองเพชร (Cactus)"ซึ่งเป็นไม้ทะเลทราย กำลังออกดอกเต็มต้น โมชิชอบจังเลย ไม่เคยเห็นดอกตะบองเพชรแบบนี้มาก่อน

                        เดินไปอีกหน่อย คุณยายก็ชี้ให้โมชิดู "ต้นพู่จอมพล (Pink Red Powder Puff)" ซึ่งออกดอกสีชมพูบานเต็มต้น คุณยายถ่ายรูปทั้งจากมุมมองด้านในฟาร์มออกมาด้านนอก และจากด้านนอกเข้าไปด้านใน พอวันรุ่งขึ้น คุณยายก็ถ่ายรูปดอกพู่จอมพลอีกรอบ คุณยายบอกว่าสีของดอกพู่จอมพล สวยสดใสเหมือนกับสีพู่ที่หมวกของทหารรักษาพระองค์ที่สวมใส่ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนามจริงๆ

                 

                      

                    พอเดินไปถึงสวนดอกไม้หน้าบ้าน คุณยายก็ชี้ให้โมชิดู "ต้นรักแรกพบ (Golden  Penda)"  ซึ่งเป็นไม้ท้องถิ่นของออสเตรเลียทางเหนือ (หม่ามี้ชอบไม้ดอกชนิดนี้เพราะประทับใจชื่อของมัน) คุณยายบอกว่า ก่อนเปิดภาคเรียนที่สอง คุณยายได้กำจัดวัชพืช พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและใช้เศษหญ้าคลุมโคนให้กับต้นรักแรกพบ เลยทำให้พวกเขางอกงามและออกดอกให้คุณยายได้ชื่นชม ต้นที่มีดอกสีส้มเคยออกดอกมาก่อนแล้ว แต่ต้นที่มีดอกสีชมพูเพิ่งจะออกดอกเป็นครั้งแรก ส่วนสีเหลืองที่ต้นเยังล็กเลยยังไม่ออกดอก คุณยายใช่ว่าจะทำแต่งานเบาๆ นะครับ โมชิเห็นคุณยายใช้เลื่อย เลื่อยต้นไทร กระถิน ต้นเทียนหยดที่มีลำต้นขนาดใหญ่ไปหลายต้น และยังใช้ขวานจามโคนต้นไม้ที่ตาสอทำค้างไว้บอกว่าทำไม่ไหวจะรอให้คนงานมาทำต่อ แต่คุณยายบอกว่า ไม่ต้องรอให้ถึงมือคนงานหรอก แล้วคุณยายก็จัดการจนเรียบร้อย        

 

                ตอนเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน  ท้องฟ้าสวยอีกแล้ว คุณยายพาโมชิเดินสำรวจไปรอบๆ บ่อปลาและถ่ายภาพบ่อปลาในมุมมองจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง และถ่ายภาพบ้านใต้เมฆสีส้มด้วย

             

                      ตอนสายๆ คุณยายได้พาโมชิไปดูสวนกล้วยถัดจากบ่อปลา เป็นกล้วยที่ปลูกไว้กินเอง ถวายพระ และเป็นของฝากญาติมิตรของคุณตาคุณยาย ไม่ได้ปลูกไว้ขาย คุณยายขัดใจอีกแล้วเพราะตาสอบอกจะตัดต้นกล้วยทิ้งทั้งหมด อ้างเหตุว่าบังต้นเพกาที่ตาสอนำมาปลูกใหม่ คุณยายบอกว่าตาสอคงสติฟั่นเฟือนไปแล้ว มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะตัดต้นกล้วยที่กำลังงามและให้ผลผลิตทิ้ง อีกอย่างคุณยายบอกว่ากล้วยเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน โมชิเห็นคุณยายตัดปลีกล้วยในภาพที่ 2 ไปนึ่งจิ้มน้ำพริกด้วย คุณยายบอกว่าหวานมาก บางปลีจะมีรสขม และคุณยายยังได้ตัดเครือกล้วยในภาพที่ 3 ด้วย คุณยายบอกว่าอีกไม่เกินสองวันกล้วยน้ำว้าเครือที่ตัดไปก็จะสุก ส่วนภาพขวาสุดเป็นกล้วยที่ปลูกข้างทางเข้าฟาร์มด้านซ้าย ซึ่งเป็นที่สำหรับปลูกกล้วยพันธุ์แปลกๆ ที่คุณยายเสาะแสวงหามาปลูก (มีกล้วยแฝดด้วย เห็นไหมครับ) 

               

                  โมชิเห็นไก่แจ้ 3 ตัวคุ้ยเขี่ยหากินใกล้ๆ บ้าน และตอนกลางคืนจะบินขึ้นไปนอนอยู่ที่ต้นสามกษัตริย์ใกล้บ้าน คุณยายบอกว่า เคยมีไก่แจ้ที่คุณยายซื้อสายพันธุ์แท้มา 3 คู่เพื่อเลี้ยงไว้ดูเล่น ตอนหลังได้ออกลูก/หลานจนเต็มเล้า แต่ที่เหลืออยู่แค่ 3 ตัวที่หนีมาหลบอยู่ใกล้บ้าน เพราะตาสอให้คนมาจับไป (ฟรีๆ) ทั้งหมด เพราะไม่พอใจที่ไก่แจ้ไปคุ้ยปุ๋ยอินทรีย์ที่โคนไม้ผลของตาสอ (เย็นวันจันทร์โมชิได้ยินตาสอโทรฯ บอกคุณยายว่า เหลือแค่ 2 ตัวเพราะตัวเมียตัวหนึ่งถูกสุนัขกัดตายเสียแล้ว) ส่วนไก่งวงและห่านอยู่ในเล้า โมชิไม่ทันได้ไปดู นอกจากสัตว์เลี้ยงของคุณตาคุณยายแล้ว โมชิยังเห็นสัตว์ตามธรรมชาติอีกเยอะ ที่คุณยายถ่ายภาพไว้ก็มีแมลงปอที่สวนมะนาว และตั๊กแตนตำข้าวที่เกาะใบพุทธรักษาครับ

               โมชิเห็นคุณยายเก็บดอกอัญชันสีขาว สีม่วงอ่อน และสีน้ำเงินไปทำชาดื่มในตอนเช้า คุณยายและตาสอจะดื่มชาที่เรือนไทยซึ่งจะได้ดมกลิ่นดอกพุดสามสีไปด้วย ดอกพุดตอนตูมและบานใหม่ๆ จะเป็นสีม่วงเข้ม ต่อมาจะกลายเป็นสีม่วงอ่อน พอใกล้โรยจะกลายเป็นสีขาว และโมชิยังเห็นคุณยายเก็บกระเจี๊ยบไปทำน้ำกระเจี๊ยบแช่เย็นดื่มหลังอาหารเที่ยงอีกด้วย คุณยายและตาสอจะทานข้าวเที่ยงที่โต๊ะระเบียงหน้าบ้านที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้/ดอกไม้นานาพรรณ มีทั้งดอกเฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน (ซึ่งคุณยายเขียนคำบรรยายในภาพผิดเป็นชวนชม) ชงโคและไหมจุรี ฯลฯ แตกต่างจากหม่ามี้และโมชิ ที่จะทานข้าวแวดล้อมด้วยผนังสี่เหลี่ยมแคบๆ กลับไปนี่โมชิจะปรับตัวได้ไหมน้า ชักชินกับการอยู่ในที่โล่งแจ้ง แวดล้อมด้วยดอกไม้นานาพรรณเสียแล้วสิครับ 

 

                       ตอนสายของวันอาทิตย์ มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเกิดขึ้น คือ โมชิได้กัดเชือกจูงขาด (คุณยายนับได้ว่าเป็นครั้งที่ 6) แล้ววิ่งออกนอกประตูรั้วฟาร์มในขณะที่มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกำลังจะผ่านหน้าฟาร์ม คุณยายวิ่งตามและตะโกนเรียกให้กลับแต่โมชิไม่สนใจ วิ่งไปตามถนนเลยกรรมตามสนอง ถูกล้อรถมอเตอร์ไซค์เหยียบเชือกจูงจนโมชิสะดุดล้มกลิ้ง คุณยายร้องสุดเสียงด้วยความตกใจ กลัวโมชิได้รับอันตราย เดชะบุญที่โมชิไม่เป็นอะไร แต่โมชิก็ตกใจจนยอมให้คุณยายอุ้มกลับเข้าฟาร์มแต่โดยดี รู้สึกสงสารคุณยายเหมือนกันที่คงเหนื่อยกายเหนื่อยใจกับโมชิไม่เบา 

                     ตอนอยู่ที่ฟาร์ม โมชิจะคอยอ้อนให้พี่ข้าวเหนียวพาออกไปพบเพื่อนๆ ของพี่เขาที่นอกฟาร์ม แต่พี่ข้าวเหนียวก็จะนั่งซึมกระทือทำเป็นไม่รับไม่รู้ (ดังภาพล่างซ้าย) คุณยายบอกว่า พี่ข้าวเหนียวมีบุคลิกไม่รับไม่รู้คล้ายกับคนเลี้ยง... เฮ้อ! โมชิเที่ยวฟาร์มยังไม่ทั่วเลย ก็ต้องกลับเข้าเมืองเสียแล้ว เพราะเช้าวันจันทร์คุณยายต้องกลับไปทำงาน โมชิจึงต้องลาพี่ข้าวเหนียว (ดังภาพล่างกลาง) แล้วขึ้นนั่งกระบะหลังของรถคุณตาสอ (ดังภาพล่างขวา) ที่โมชิต้องนั่งกระบะหลัง เพราะไม่ค่อยจะกินเส้นกับคุณตาสอ เห่าคุณตาสอตลอดเลยเข้าไปนั่งด้วยกันไม่ได้

                      ปีหน้าฟ้าใหม่น้ำท่วมกทม.อีก คงได้กลับมาเยี่ยมพี่ข้าวเหนียวเป็นแน่ ("เฮ้ย! นอกบทแล้วเจ้าโมชิ" เสียงคุณยายเอ็ดแว่วมา) ปีนี้คงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว เพราะได้ยินคุณยายคุยกับหม่ามี้ว่า วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน จะส่งโมชิกลับกทม.กับการบินไทย โดยหม่ามี้ไม่ต้องเดินทางมารับให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย (เป็นคำแนะนำจากน้าตั้ม...โดยบอกว่าที่สุนัขช็อคตายเพราะเป็นสุนัขเด็กๆ แต่โมชิโตเป็นหนุ่มแล้วไม่เป็นอะไรหรอก แต่ถึงยังงั้นก็เถอะ จะให้โมชิขึ้นเครื่องตามลำพัง โมชิเคยขึ้นเครื่องซะที่ไหนล่ะครับ....ใจร้าย ทุกคนใจร้าย...แต่ เอ! ก็ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว น่าจะดีกว่านั่งรถไฟที่ใช้เวลาค่อนวันนะ โมชิจะลองดูซักตั้งก็แล้วกันนะครับ จะได้ไปคุยอวดกับใครๆ เขาได้ว่า โมชิน่ะเคยบินมาแล้ว สู้สู้...โมชิสู้สู้...)

                     โมชิจะทำ "เหรียญทองความกล้าหาญเหรียญที่ 110" แถมให้กับประเทศไทย ที่ได้เหรียญทองเป็นเหรียญแรกและเหรียญสุดท้ายรวม 109 เหรียญใน " 26 th SEA GAMES INDONESIA 2011 : JAKARTA-PALEBANG" ซึ่งปิดฉากไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 อย่าลืมช่วยเชียร์โมชิด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

                                                       จากโมชิที่หน้าตาดีครับ

เพิ่มเติมประวัติศาสตร์การบินชองโมชิ            

             วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายยน 2554 คุณยายไปสอนตามตารางสอนเช้า (08.00-10.30 น.) หลังจากนั้นได้ไปธนาคาร แล้วไปพบสัตวแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องยานอนหลับของโมชิ สัตวแพทย์บอกว่ายากินจะได้ผลน้อยกว่ายาฉีด แต่ยายไม่มีเวลาพอสำหรับการจัดการเรื่องฉีดยา ก็เลยเลือกรับยาที่สัตวแพทย์จัดให้ 6 เม็ด ยายถามว่าต้องกินทั้ง 6 เม็ดในครั้งเดียวเลยเหรอ สัตวแพทย์ก็บอกว่าใช่ และยายก็ถามถึงเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ ระยะเวลาการออกฤทธิ์และผลข้างเคียง เมื่อเข้าใจแล้ว ยายก็ซื้อเชือกจูงให้โมชิใหม่แทนเส้นเก่าที่ถูกโมชิกัดขาดหลายท่อน หลังจากนั้นก็ไปตลาดซื้อกับข้าว และซื้อไก่ย่างกับแซนด์วิชให้โมชิ

              เวลา 13.50 น. ยายไปสอนตามตารางสอนบ่าย (13.50-16.20 น.) พอถึงเวลา 14.30 น. ยายได้ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มทำใบงาน และคิด/ซ้อมท่าประกอบคำขวัญกลุ่ม รอในช่วงที่ยายจะพาโมชิไปที่สนามบิน แล้วยายก็กลับไปที่บ้าน จัดการให้โมชิกินปิ้งไก่และแซนด์วิชที่หมกยานอนหลับไว้ข้างใน (ยายขอโทษนะจ๊ะโมชิ) หลังจากนั้นก็จับโมชิใส่กรงพาไปที่สนามบิน (พนักงานบริการบอกว่า ต้องนำสัตว์ไปที่สนามบินไม่เกิน 15.30 น.  ทั้งที่เที่ยวเย็นของสายการบินไทยออก 17.45 น.) ยายต้องจัดการเองเพราะกลัวตาสอทำไม่ได้ ด้วยเหตุที่โมชิจะเห่าตาสอตลอดเวลาที่เห็นหน้ากัน จึงให้ตาสอช่วยแค่ยกกรงขึ้นรถ และทำหน้าที่ขับรถรับส่งเท่านั้น เพราะยายอยากดูแลพูดคุยกับโมชิก่อนส่งขึ้นเครื่อง พอไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ พนักงานชายได้นำกรงโมชิไปชั่งน้ำหนักวัดความกว้าง/ยาว/สูง แล้วคิดค่าบริการขนส่งเป็นเงิน 572 บาท ส่วนพนักงานหญิงได้สอบถามถึงสายพันธุ์ของโมชิเพื่อเขียนในใบเสร็จ และสอบถามชื่อ-สกุลและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ส่ง (Shipper) และผู้รับ เพื่อเขียนในบัตรแข็งแล้วนำไปผูกไว้ด้านบนของกรงโมชิ แล้วโมชิก็ถูกทิ้งไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์ คุณยายสงสารโมชิที่ยื่นจมูกออกจากกรงเหมือนอยากจะออกมาหายาย ยายจึงอ้อยอิ่งสั่งเสียโมชิอยู่นั่นแหละ จนตาสอเตือนว่า ไหนว่าจะรีบกลับไปสอน จึงได้ตัดใจเดินจากโมชิไป

              เป็นที่น่าเวทนาโมชิมาก เพราะวันนั้นเครื่องเสียเวลา กว่าหม่ามี้และน้าตั้มจะได้รับตัวโมชิจากคลังสินค้าสนามบินสุวรรณภูมิ ก็เป็นเวลาถึงสองทุ่มครึ่ง จึงเป็นอันว่า โมชิต้องอยู่ในกรงถึง 5 ชั่วโมง ตอนที่รู้ว่าโมชิกินยานอนหลับ 6 เม็ด หม่ามี้ตกใจมาก บอกว่าถ้าโมชิเป็นอะไรไปเธอจะไปฆ่าสัตวแพทย์ที่จัดยาให้ และบอกให้ป้อนยาโมชิทั้งหมดในคราวเดียวกัน โมชิขำกลิ้ง ...คิคิ.. คนขี้สงสารอย่างหม่ามี้นะเหรอจะฆ่าใครได้ สวนยายเองก็โทรฯ เช็คตลอดเพราะเป็นห่วงโมชิมาก จนน้าตั้มบ่น ว่าไม้ต้องโทรฯ ถามหรอก ได้รับตัวโมชิเมื่อไหร่จะโทรบอกทันที ก็เป็นอันว่า โมชิหลานยายได้สร้างประวัติศาสตร์ "การขึ้นเครื่องตามลำพังในเที่ยวบินแรกของตนเอง" ได้สำเร็จ แล้วยายจะสั่งทำเหรียญกล้าหาญมอบให้โมชิในคราวหน้าที่เจอกันนะจ๊ะ

               ...โมชิคิดถึงยายหรือเปล่า...ยายและพี่ข้าวเหนียวคิดถึงโมชิมากๆ เลย...