ต้องมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท
การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงพุทธ
ชีวิตคนเราจะมีความสุขได้อย่างหนึ่งคือการอยู่ดีกินดี ทางพุทธมีทางสร้างความสุขอยู่ 2 ทางคือ ทางโลกียสุข เป็นความสุขที่อยู่บนกองทรัพย์สิ่งของ และทางโลกุตตรสุข เป็นความสุขที่หมดกิเลสหรือความสุขทางสัจธรรม
การพออยู่พอกินทางพุทธนั้น ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ต้องการรักษาทรัพย์ที่หามาได้ ต้องเลือกคนคนดีเป็นเพื่อร่วมทางชีวิต และต้องมีความเป็นอยู่อย่างเหมาะสมด้วย
สิ่งที่ควรระวังคือต้องคำนึงถึงทางฉิบหายหรืออบายมุข 4 ประการคือ
1 . การเว้นจากความเป็นนักเลงหญิงนักเลงชาย
2 . การเว้นจากความเป็นนักเลงสุรา
3 . การเว้นจากความเป็นนักเลงการพนัน
4 . การเว้นจากการคบคนชั่วเป็นมิตร
ทีนี้มาดูว่าเหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ได้นาน 4 ประการคือ
1 . ของหายของหมดรู้จักหามาไว้
2 . ของเก่าที่ชำรุดรู้จักบูรณซ่อมแซม
3 . รู้จักความพอดีในการกินการใช้
4 . พ่อบ้านแม่บ้านเป็นผู้มีศีลธรรมจรรยา
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้นควรมีลักษณะดังนี้
1 . เป็นการจัดงานให้ตามความเหมาะสมแก่กำลัง วัย เพศ และความสามารถของลูกจ้าง
2 . เป็นการให้ค่าจ้างสมเหตุสมผลเหมาะแก่การงานและความเป็นอยู่ของลูกจ้าง
3 . เป็นสวัสดิการรักษาพยาบาลยามป่วยไข้ต่าง ๆ
4 . เป็นของฝากพิเศษมาแบ่งปันให้
สำหรับการค้าขายในทางพุทธมีการแสดงอัตลักษณ์ของพ่อค้าว่าต้องประกอบด้วย 3 ข้อด้งนี้
1 . เป็นผู้มีหูตากว้างไกล ( จักขุมา )
2 . เป็นผู้รอบรู้ในด้านการตลาด ( วิธูโร )
3 . เป็นผู้มีหัวทางการค้ารู้แหล่งทุนแหล่งสนับสนุนในการดำเนินการ ( นิสสยสัมปันโน )
สำหรับหลักพุทธเศรษฐศาสตร์ที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจมีดังนี้
1 . ต้องตนแลเป็นที่พึ่งของตน
2 . ต้องมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท
3 . ต้องมีอหิงสาธรรมประจำจิตใจ
4 . ต้องประกอบสัมมาชีพ
5 . ต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
6 . ต้องพยายามลดละเลิกจากความโลภ
7 . ต้องมีความละอายและมีความเกรงกลัวต่อบาปกรรม
เอาแบบเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ
กินแจกแลกขาย ได้เลย
Thank you for this insightful article.
It gives simple foundational principles for fair and happy social interactions.
These principles are 'binders' for societal infrastructures. So, they fit smoothly, and provide the 'common sense' for law and order for everyone in the society.
It should be pointed out that there are "BAD Businesses" for Buddhists:
5 อาชีพต้องห้าม มิจฉาวาณิชชา
มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายที่ผิด หรือไม่ชอบธรรม หมายถึง บุคคลไม่ควรค้าขายสิ่งเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ต่อสัตว์และต่อสภาพแวดล้อม
1. สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ ได้แก่ อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ เป็นต้น อาวุธเหล่านี้หากมีเจตนาเพื่อทำร้ายกัน จะก่อให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกัน โลกจะไม่เกิดสันติสุข
2. สัตตวณิชชา หมายถึง การค้าขายมนุษย์ ได้แก่ การค้าขายเด็ก การค้าทาส ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณ
3. มังสวณิชชา หมายถึง ค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหารเป็นการส่งเสริมให้ทำผิดศีลข้อที่ 1 คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
4. มัชชวณิชชา หมายถึง การค้าขายน้ำเมา ตลอดจนการค้าสารเสพติดทุกชนิด
5. วิสวณิชชา หมายถึง การค้าขายยาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์
การทำมาค้าขายทั้งห้าชนิดนี้ ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นการทำมาหากินที่ไม่ชอบธรรม เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิต ตลอดถึงเป็นอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในสังคม
< http://dharmahall.blogspot.com/2011/03/5.html >
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านหลักศาสนากับเศรษฐกิจ ...คนส่วนใหญ่มักจะมองไปไกลถึงอนาคต ยามแก่ยามป่วยไข้ และยามตาย ทำให้มีความคิดว่าจะทำอย่างไร? จึงจะมีความมั่งคั่งทางการเงิน มีความสะดวกสบาย...ยิ่งมีลูกหลานก็ยิ่งต้องหาเงินทองทรัพย์สินไว้ให้มากเพื่อให้เพียงพอ...ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจึงเป็นเพียงเพื่อสนองความต้องการในระดับต้นๆเท่านั้น...ขาดหลักศาสนา ขาดความคิดสร้างสรรค์และขาดการพัฒนางาน...ที่สำคัญทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการ 'พออยู่พอกิน' อีกด้วย
สวัสดีครับ คุณ โสภณ เปียสนิท
เพียงพอกับการดำเนินชีวิตนะครับผม...อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ
Hello you.
Thanks for the great comment.
In fact, according to the Buddha taught it.
We should be widely spread it.
Best wishes
สวัสดีครับ อาจารย์ ดร. พจนา แย้มนัยนา
ด้วยความเป็นตัวแก่ เออ...เห็นแก่ตัวของคนเรานะ...ทำให้มองไม้เห็นธรรมในทางศาสนานะครับผม
ผมว่าถ้าหมั่นสอนตนให้เป็นคนพอเพียงได้ สังคมคนเราน่าอยู่ โลกนี้มีอายุยืนนานโขเลยนะครับ อิ อิ อิ...
ขอบคุณครับ