Appreciative Inquiry หรือ AI คือศิลปะการถามคำถามเชิงบวก ครับ..เราถามถึงเรื่องราวดีๆ โดยเชื่อว่าทุกระบบ ทุกคน ทุกองค์กรมีเรื่องราวดีๆ ที่รอการค้นพบมาขยายผล...

...
ในทางสิถิติ แปลว่า คุณไม่ได้มองหา "ค่าเฉลี่ย" ครับ...คุณกำลังมองหาค่าที่บางครั้ง"หลุดขอบ" ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าค่า "เอ๊าท์ลายเนอร์ (Outliner)" ครับ..

...
ตอนคุณเรียนสถิติ..ไปเก็บข้อมูลแบบสอบถามมาเอาป้อนหาค่าเฉลี่ยน ค่าเบี่ยงเบน..หลายครั้ง ตอนป้อนข้อมูลเราจะเจอค่าประเภท "โด่งออกไป" หลุดขอบไม่เช้าพวก..หลายครั้งเราถูกสอนให้ตัดค่านั้นออกไป..เพื่อจะได้คำนวณหาค่าเฉลี่ยได้..หรือคำนวณค่าทางสถิติได้..นี่แหละที่ต่างจาก AI
...
แต่เท่าที่ทราบครับ..นักวิจัยบางคนอย่างอาจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร..ท่านบอกว่า อาจารย์ท่านจะบอกว่าอย่าพึ่งตัด..ให้ไปสืบสวน สังเกตดูก่อน..อาจเจออะไรดีๆ..นี่แหละคล้าย AI..
"""
บอกเลยครับ AI เมื่อคุณถาม คำตอบจะเป็นค่า Outliner เสมอครับ..คุณจะไม่ได้ค่าเฉลี่ย..แต่เราจะเอาค่านี้แหละไปยกระดับค่าเฉลี่ย...ทำไมครับ..ค่าเฉลี่ยไมไ่ได้หมายถึงค่าที่ดีเสมอไป...ดูกรณีศึกษานี้นะครับ..
...
โรงงานแกะกุ้งแห่งหนึ่ง..หลังลูกศิษย์ผมลงไปถามแบบเอไอ โดยถามเชิงบวกว่า "ลองนึกสิ..ว่าอยู่ดีๆ..ตอนที่แกะกุ้งเก่งขึ้น..จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน"..มีคนชี้ไปคนงานรุ่นพี่ ว่าสอนเขา..พอไปดูปรากฏว่า..คนงานกลุ่มเล็กๆ..นี้ทำงานด้วยวิธีที่ต่างจากวิธีของโรงงาน คือแทนที่จะใช้ปลอกนิ้วช่วยแกะ..เขาใช้ "ช้อนกินข้าว" กันครับ..ช้อนธรรมดา ช้อนคันนี่แหละ
...
นี่ไงครับ..จากคนงานราวๆ..เกือบ 100 คน..มีคนงาน "หลุดขอบ (The Outliner)เพียง 6 คน.." ที่แกะกุ้งด้วยเทคนิคที่โรงงานไม่เห็น แต่พิสูจน์แล้วว่าแกะได้เร็ว และได้กุ้งคุณภาพดีกว่า.."
..
นี่ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยครับ..แต่เราสนใจมากๆครับ...
...
ว่าแล้วเราก็ขยายผลครับ..ทำไงครับ..ส่ง 6 คนนี้กระจายไปตามโต๊ะต่างๆให้คนทำตาม..
..
ไม่นานครับ..ผลผลิตเพิ่มจาก 7 ตัน/วัน 8 /วัน..โดยมีคน 6 คน สามารถยกระดับคนงานอื่นๆ ได้อีก 20 คนในระยะเวลาอันสั้น..รวมในเวลาไม่นานมีคนมีทักษะการแกะกุ้งเกินกว่าค่าเฉลี่ยกว่า 26 คนจากคนงานทั้งหมดเกือบร้อยคน..

...
เริ่มไม่ใช่ค่า Outliner อีกต่อไป..ตอนนี้เมื่อผ่านไปอีกระยะหนึ่ง..จากค่านอกขอบ หลุดขอบ..ผ่านกระบวนการขยายผล..ที่สุดตอนนี้กลายเป็น "ค่าเฉลี่ย" ไปแล้ว เป็นมาตรฐานใหม่ครับ..เป็นค่าเฉลี่ย ที่ดีกว่า ภายใต้กระบวนการทำงานที่ปรับปรุงมาจากกลุ่มที่อยู่ "หลุดขอบ" ครับ..
..
สรุปนะครับ..ในศาสตร์ AI เรามองหาเรื่องเล็กๆครับ..ที่ได้ผลดี เป็นปรากฏการณ์ที่พิเศษในตัวเอง..ซึ่งไม่ใช่ค่าเฉลี่ยครับ..แต่เราเอาค่านี้ผ่านกระบวนการขยายผล เราเรียกว่า 4-D ครับ..ที่สุด ก็จะยกระดับระบบ ให้มี "ค่าเฉลี่ยๆ" ที่ดีขึ้น มีคุณค่าสูงขึ้นครับ..

...
อย่ากระพริบตานะครับ..ค่า Outliner อาจเป็นค่าที่สะท้อนเป็นเหตุการณ์พิเศษครับ..บางทีก็เป็นคนพิเศษก็ได้
เอาแค่คน..ไอสไตน์..นิวตั้น..ล้วนเป็น "คนพิเศษ" เป็น Outliner ไม่ใช่หรือครับ.มนุุษย์ธรรมดาๆ..ที่เป็นค่าเฉลี่ย ค่าส่วนใหญ่ ต่างได้รับประโยชน์จากค่า Outliner ไม่ใช่หรือครับ..
ในเรื่องการค้นพบสิ่งใหม่ๆ..ก็มักค้นพบจากค่า Outliner ครับ..เช่นเอล็กซานเดอร์ เฟรมมิ่งค้นพบยาปฎิชีวนะ โดย "บังเอิญ" ด้วยเหตุที่ลืมปิดฝาหลอดทดลอง..ตื่นเช้ามาเลยเจออะไรเขียวๆ ที่ฆ่าเชื้อโรคตายหมด..นี่ก็เหตุการณ์แบบ The Outliner เพราะถ้านักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ทำอะไรแบบคนส่วนใหญ่ ที่เป็น "ค่าเฉลี่ย"..อาจไม่ยอมตั้งข้อสังเกต และบอกว่า..นี่มันคือการทดลองที่ผิดพลาด..ว่าแล้วก็มองข้ามปรากฏการณ์นี้ไป..ป่านนี้..เราคนตายกันง่ายๆ..เพราะไม่มียารักษาแผลครับ..แผลคุณอักเสบเมื่อไหร่ ได้ตัดแขนตัดขากันเหมือนยุคก่อนค้นพบยาปฏิชีวนะครับ..
...
คุณล่ะ คิดอย่างไร..

คน..บังเอิญ..ตาย..เพราะ..กำหนดไม่ได้...คนบังเอิญต้องอยู่..เพราะอยู่ใน..ขอบเขตนั้นโดยบังเอิญ...ทุกคนตายง่ายๆเพราะความบังเอิญ..เพราะไม่มีเงิน..ซื้อยา..ที่ผลิตขึ้นมาจนล้นโลก..ด้วยความบังเอิญ..อ้ะ..ยายธี
ชอบมากเลยครับ ต่อไปต้องไปสังเกตพวกหลุดโลกมากขึ้น ขอบคุณมากนะครับ มีความรู้ดีดีมาให้อ่านตลอด
น่าคิดมากๆ คะ
แทนที่เราจะเพิกเฉย หรือตัด outlier น่าจะสนใจที่มาทีี่ไป
.
วารสารทางการแพทย์ มักไม่ตีพิมพ์งานวิจัยที่เป็น outlier
คือ งานวิจัยที่แย่มาก กับงานวิจัยที่เยี่ยมมาก (เรื่องใหม่ ทำลายความเชื่อเดิม)
ดังนั้น หากใครเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองปฎิบัติ แม้ไม่ตรงกับตำราหรือที่มีตีพิมพ์
ก็อย่าได้กังวลคะ..เราสามารถ discovery ได้เช่นกัน :-)
นอกกรอบ (^_^)
นอกค่าเฉลี่ย
หลายทฤษฎีที่ยืนยงถึงทุกวันนี้
เพราะความหลุดโลก
หรือการมองโลกในขั้วที่คนอื่นมองไม่เห็นครับ
กระตุ้นต่อมคิดมากครับ
อาจารย์ภิญโญคะ
อ่านบันทึกนี้แล้วทำให้ได้แนวคิดและมุมมองที่เป็นอิสระจากค่าเฉลี่ย
ชอบใจมากเลยค่ะ
ขอบคุณมากๆ นะค่ะ