Large_duthank1 

เมื่อก่อน  นักเรียนโรงเรียนกงไกรลาศวิทยาไม่กล้าแม้แต่คิดที่จะเดินทางเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษา  ปีแรกที่ดิฉันย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน  เคยปรารภกับครูผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง(ขณะนี้เกษียณไปแล้ว)ว่าเด็กๆ ของเราสติปัญญาไม่เลว อยากให้ เข้ามหาวิทยาลัยมากๆ หน่อย  ครูท่านนั้นตอบว่า ‘โอ้ย.. ผอ. เด็กโรงเรียนเราเข้านายสิบตำรวจได้ก็บุญแล้ว’ ดิฉันได้ยินแล้วรู้สึกงงหน่อยๆ  พอปลายปีมีนักเรียนของเราเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้เพียงสองคน  มาวันนี้เด็กๆ ของเราเข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาได้ร้อยละร้อย  ตั้งแต่เดือนมกราคมก็เริ่มทยอยกันไปโดยการสอบและได้รับคัดเลือก 

การจัดโครงสร้างกลุ่มภาระงานเป็นโรงเรียนเล็กที่ทำให้จำนวนครูและนักเรียน(ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อกัน)มีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ครูแต่ละจำนักเรียนได้ทุกคน และนักเรียนก็จำครูทุกคนได้  การเป็นคณะทำงานแบบนี้ยังทำให้ครูทุกคนในคณะช่วยกันอีกด้วย  กล่าวได้ว่าเราใช้คนเป็นตัวตั้งใจการจัดกลุ่มทำงาน(ครูทำงานครู นักเรียนทำงานเรียน)  ดังนั้นนักเรียนกงไกรลาศวิทยาจะคุ้นเคยกับครูทุกคน  เมื่อขึ้นชั้นไปแล้วก็ยังจำกันได้และเด็กๆ มักจะย้อนกลับไปเยี่ยมเยียนครูที่เคยดูแลตนเสมอ  ข้างฝ่ายครูทั้งหลายก็เฝ้าดูลูกศิษย์ที่ตนเคยฟูมฟัก บัดนี้เติบใหญ่และดูเหมือนจะเดินทางห่างไกลตนไปตามลำดับแห่งกาลเวลา...

ประเพณีอันดีงามประการหนึ่งของกงไกรลาศวิทยา คือ ปลายๆ ปีการศึกษา  เมื่อมีนักเรียนได้รับคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยได้มีจำนวนพอกพูนพอสมควร  นักเรียนจะพากันไปกราบขอบพระคุณครูทุกระดับชั้น  เด็กๆ จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ ไปที่โรงเรียนเล็ก ม.1 บอกเล่าให้คุณครู ม.1 ทราบว่าที่คุณครุดูแลพวกเรามาเมื่อห้าปีที่แล้ว บัดนี้พวกเราเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะนั้นคณะนี้  ที่พวกเรามีวันนี้ ก็เพราะวันนั้น(เมื่อครั้งกระโน้น)คุณครูได้ดูแลพวกเราอย่างดี  พวกเราจึงพร้อมใจกันมากราบขอบพระคุณค่ะ/ครับ  จากนั้นก็พากันไปที่ไปที่โรงเรียนเล็ก ม.2 โรงเรียนเล็ก ม.3  โรงเรียนเล็ก ม.4  โรงเรียนเล็ก ม.5  แม้โรงเรียนเล็ก ม.6 ก็ไม่เว้น กราบขอบพระคุณครูในทำนองเดียวกัน  อันที่จริงบรรดาครูๆ ก็เล่าสู่กันฟังอยู่เสมอว่า ม.6 ของเราเข้าที่นั่นได้ ที่นี่ได้ แต่นั่นย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันกับที่นักเรียนมาบอกเล่าและกราบขอบพระคุณด้วยตนเอง

ในแต่ละปี  เมื่อนักเรียนผ่านจาก ม.1 ไปยัง ม.2,  จาก ม.2ไปยัง ม.3, จาก ม.3ไปยัง ม.4,  จาก ม.4ไปยัง ม.5, และจาก ม.5ไปยัง ม.6 นั้น ครูได้ส่งต่อข้อมูลพร้อมกับตัวนักเรียนมาเป็นทอดๆ  นักเรียนไม่ได้ไหลมาตามสายพานจักรกลการผลิต  เมื่อไม่ได้มาตามสายพาน ชีวิตของเด็กๆ จึงมีผู้คนมากมายในดวงใจ   มิได้กระด้างด่างดำและไร้หัวใจดังหุ่นยนตร์  วันนี้เขาจึงหวนคืนเดินทางกลับไปยังต้นน้ำแห่งชีวิตของตน..  และ กราบขอบพระคุณ...

นี่คือ ของขวัญล้ำค่า จากระบบโรงเรียนเล็กและเครือข่ายพัฒนาเยาวชนในโรงเรียน(กงไกรลาศวิทยา)  ของขวัญที่ว่านี้  ไม่ใช่การที่เด็กๆ ของเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น  ที่ล้ำค่าคือ ลูกศิษย์ของเรารู้จักเดินทางกลับไปยังอดีตของตนเอง และทำให้ผู้คนเหล่านั้น(ครู)ได้หวนรำลึกถึงวันที่เขาและเธอพากเพียรเพื่อเด็กๆ ผู้มีใบหน้าที่เบิกบานด้วยความสำเร็จ มีดวงตาเป็นประกายด้วยความหวัง กำลังนบนอบ/ฉอเลาะบอกเล่าอยู่เบื้องหน้าของครู...

กรอบความคิดนี้มิได้มีแต่เฉพาะภายในโรงเรียนเท่านั้น นักเรียนเหล่านี้จะนัดกันในวันหนึ่ง ขออนุญาตครูใหญ่ ม.6 แบ่งสายกันกลับโรงเรียนเก่า(ประถม)ที่ตนจากมาเมื่อหกปีก่อน  กลับไปบอกเล่าทำนองเดียวกัน  กราบขอบพระคุณ...  มีอยู่ปีหนึ่ง สมพลตามเพื่อนกลับโรงเรียนเก่าที่ตะแบกงาม โดยที่ตนไม่ได้เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนนั้น  ได้พบครูหนิงที่เคยสอนตนที่โรงเรียนเดิมแต่ได้ย้ายมาสอนโรงเรียนนี้หลายปีแล้ว  อันที่จริงสมพลกลับโรงเรียนเก่าของตนไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ผิดหวังหน่อยๆ ที่ไม่ได้พบครูหนิง  คราวนี้บรรเลงเพลงโอดกันทั้งครูและศิษย์เก่า  โดยทั่วไป..โรงเรียนประถมในชนบทห่างไกลมีครูสองกลุ่มคือกลุ่มบ้านไกลและกลุ่มบ้านใกล้(พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน) ครูกลุ่มนี้จะเห็นศิษย์เก่าที่ตนเคยถนอมกล่อมเกลี้ยง  ที่ เช้าๆ ก็ออกจากหมู่บ้านไปโรงเรียนมัธยม เย็นๆ ก็เห็นศิษย์เก่าแต่ไกลๆ กลับจากโรงเรียนมัธยมมาบ้าน ศิษย์รักเหล่านี้เดินทางไปสู่อนาคตที่ดี ที่ไกล..ไกล..ไกลจากครูไปทุกที.. ทุกที.. จนลับสายตา

วันนี้กลับมาหาครูอีกครั้ง  แสนจะชื่นใจ..

ก่อนหน้านี้ เด็กๆ ทราบอนาคตของตนแล้วจากหนังสือเข้าหรืออินเทอร์เน็ตที่โรงเรียน  ดีใจกัน วิ่งไปบอกเพื่อน วิ่งไปเรียนให้ครูทราบแล้ว  ครูก็บอกต่อๆ กันแล้ว(อีกที)  ภาพดีๆ เช่นนี้ ปรากฏให้เห็นเป็นระลอกหลังปีใหม่ไม่นาน..ทุกปี   ดีใจกันพองามแล้ว  บรรดาครูๆ จะแนะนำนักเรียนที่ประสบความสำเร็จ(อันที่จริงยังจะมีการเดินทางชีวิตไปอีกยาวไกล)ว่า  เมื่อกลับไปถึงบ้านเย็นวันนี้ ให้กราบพ่อแม่งามๆ เรียนท่านว่า ขอบพระคุณที่พ่อแม่ให้หนู/ผมเกิดมาดี เลี้ยงดูมาดี หนู/ผมจึงเสมือนภาชนะทองคำที่สามารถรองรับสิ่งดีๆ สมบัติต่างๆ ในโลกนี้ได้   วันนี้ ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็เพราะพระคุณของพ่อแม่ที่เกื้อหนุน ลูกจะไม่ทำตัวรองรับวิบัติให้พ่อแม่เสียใจ  จากนั้นก็ให้ไปขอบพระคุณญาติพี่น้องที่ช่วยเหลือเรา  เด็กๆ กงไกรลาศจำนวนมากอยู่กับญาติ เพราะพ่อแม่ต้องไปทำงานที่อื่น

สาม EVENT  นี้ ครู ม.6 เป็นเจ้าภาพ ครูใหญ่เป็นคนจัดการ มีการซักซ้อมกับเด็กด้วยว่าควรพูดอย่างไร ความทำกิริยาอย่างไร  เรื่องเช่นนี้ ไม่ใช่ศาสตร์หรือศิลป์ที่เขียนไว้ในตำรา แต่เป็นเรื่องของคนที่เคยรู้สึก เคยเข้าใจ เคยสร้างความดีความงามของชีวิตมาก่อน ในอันที่จะถ่ายทอดให้คนรุ่นต่อไป 

 

 

ครั้งแรกที่ศิษย์รักโรงเรียนกงไกรลาศวิทยากลับโรงเรียนเก่าไม่ใช่วันนี้  แต่เป็นวันไหว้ครูในปีแรกที่พวกเขาจากมา  ในวันไหว้ครูประมาณสัปดาห์ที่สองของต้นปีการศึกษา  เมื่อเสร็จพิธีตอนเช้าของทุกปี  นักเรียน ม.1 จะนำดอกไม้ไหว้ครูกลับโรงเรียนเก่า  กลับไปบอกครูว่า...ครูไม่ต้องเป็นห่วงหนู/ผมพวกเราไปอยู่โรงเรียนใหม่มีความสุขดี  พวกเรามากราบขอบพระคุณคุณครู  ที่ส่งพวกเราไปยังโรงเรียนมัธยมแห่งนี้...

EVENT  นี้ ครู ม.1 เป็นเจ้าภาพ

ดิฉันไม่ทราบว่า ในโลกปัจจุบัน  เหตุการณ์เล็กๆ นี้จะได้รับการประเมินว่าอย่างไร อยู่ในดัชนีใด  แต่สำหรับดิฉันแล้วคิดว่านี่เป็นความยิ่งใหญ่  การที่มนุษย์สักคนหนึ่งได้เรียนรู้(แม้เพียงเล็กน้อย)ว่า แต่ละย่างก้าวในชีวิตของตนเอง มีผู้คนมากมายที่ทำให้ตนเดินทางผ่านมาอย่างปลอดภัย และแต่ละย่างก้าวในชีวิตของตนนั้น มีผู้คนมากมายที่รักและฝากความหวังไว้กับตน  ครั้นเมื่อมีความสุขจึงได้เผื่อแผ่ความสุขนั้นออกไป ด้วยการกล่าวขอบคุณ.. ไปขอบคุณ.. มาขอบคุณ..

EVENT เหล่านี้เป็นเรื่องของผู้ทำคุณก่อน(บุพการี)และผู้ตอบแทนคุณ ดิฉันคิดว่านี่เป็นเวลาดีๆ ของทั้งสองฝ่าย... เป็นเวลาดีๆ ของมวลหมู่มนุษยชาติ...

แน่นอน ผู้อำนวยการก็พลอยได้หน้าได้ตาด้วย  เด็กๆ มากราบขอบคุณดิฉัน ตลอดจนรองฯ  อันที่จริงทีมงานโรงเรียนเล็ก(6 ทีม)ออกแรงไว้มาก  ดิฉันก็เพียงแต่อำนวยการนิดๆ หน่อย  แต่ก็พลอยฟ้าพลอยฝนได้ดีไปด้วย  ต้องยกคุณงามความดีให้บรรดาครูๆ  เพราะว่า นักเรียน ม.6 นั้น แม้จะอายุร่วม 18 ปีแล้ว แต่ความคิดอ่านจะยังไม่ละเอียดถี่ถ้วนลึกซึ้งเท่าผู้ใหญ่ ยิ่งห้วงแห่งความลิงโลดใจด้วยแล้ว  คงจะเชื่อมโยงไม่ได้ดอกค่ะ ว่าผู้อำนวยการซึ่งทำงานสายบริหารเกี่ยวข้องอย่างไรกับความสำเร็จของตน  นี่บ่งชี้ว่า บรรดาครูๆ ของที่นี่ มีจิตใจที่ดีงาม ละเอียดรอบคอบพอได้ทีเดียว  ดีจังเลย...

ภายในระบบโรงเรียนเล็กในโรงเรียนใหญ่นี้ โรงเรียนใหญ่เอื้อโอกาส เอื้ออำนาจ  โรงเรียนเล็กทำโอกาส และนักเรียนใช้โอกาส  เหตุการณ์ดีๆ จึงเกิดขึ้น..  เช่นนี้นี่เอง

ความดีงามคือความสุข ซื้อไม่ได้ ขายไม่ได้ ทำแทนกันก็ไม่ได้  ใครทำก็เป็นของคนนั้น

ความดีงามไม่มีลิขสิทธิ์ ความสุขก็ไม่มีลิขสิทธิ์

ขอเชิญชวนเด็กๆ ทุกคนทำเช่นนี้บ้างนะคะ

กงไกรลาศวิทยามีความดีงานและความสุขแบบนี้หลายปีแล้วนะคะ และก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ด้วย

เชิญชวนนะคะ  มาสอนให้เด็กสร้างสุขด้วยความดีความงามกัน...