ข้าพเจ้าเคยไปร้านขายกางเกงยีนส์ยี่ห้อดังกับเพื่อน พบว่า กางเกงยีนส์มีการออกแบบ ให้เหมาะสมสำหรับแต่ละสรีระ
เช่น กางเกง สำหรับผู้เอวคอดสะโพกผาย, ผู้เอวใหญ่สะโพกเล็ก etc..
( ปรากฎว่า ไม่มีแบบไหนเข้ากับตัวเองได้เลย ฮา)
ทำให้นึกถึงว่า หากเราสามารถเห็น "รูปทรงทางความคิด" ของผู้คนได้ คงทำให้การส่งข้อมูล "เหมาะ" และ"สม" มากขึ้น
...
เรื่องของจิตใจ เราต่างรู้ว่ามี แต่ไม่รู้จะอธิบายหน้าตา รูปร่าง ได้อย่างไร
แต่ก็มีนักคิด พยายามตั้งสมมติฐาน ออกมาเป็น "Mental model"
คล้ายกับ "พันธุกรรม" ที่ mendel ทำให้รู้ว่ามี แต่ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร จนกระทั้ง Watson& crick นำเสนอ "DNA model" เมื่อ 50 ปีก่อน
.

.
อารัมภ์บท มายาวพอควร ขอยกกรณี ที่ Mental model ถูกนำมาเอ่ยอ้างกัน
.
พัฒนาการสื่อสารที่มี "Mental model" ร่วมกันระหว่าง ทีมสุขภาพ ด้วย SBAR.
พัฒนาการสื่อสารที่มี "Mental model" ร่วมกันระหว่าง ทีมสุขภาพ ด้วย SBAR.
Haig KM et al. (2006) SBAR: A Shared Mental Model for Improving Communication Between Clinicians.
ในเอกสารนี้ กล่าวถึง อุปสรรคในการสื่อสารระหว่างแพทย์ (physician) และ พยาบาล (nurse)
มีปัจจัย จาก การจัดระบบตามลำดับขั้น (Hierarchy),เพศ, เชื้อชาติ และที่สำคัญ คือรูปแบบการสื่อสาร (communication style) กล่าวคือ
พยาบาล มักบรรยายในรายละเอียด ความครบถ้วนของข้อมูล ขณะที่ แพทย์ มักใช้ถ้อยคำสรุปสั้นๆ แบบ "bullet point" หรือ "Headline"
มีปัจจัย จาก การจัดระบบตามลำดับขั้น (Hierarchy),เพศ, เชื้อชาติ และที่สำคัญ คือรูปแบบการสื่อสาร (communication style) กล่าวคือ
พยาบาล มักบรรยายในรายละเอียด ความครบถ้วนของข้อมูล ขณะที่ แพทย์ มักใช้ถ้อยคำสรุปสั้นๆ แบบ "bullet point" หรือ "Headline"
ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับข้อสังเกตในบทความนี้.
ปัญหาความเข้าใจคลาดเคลื่อน ระหว่างกัน ส่งผลชัดเจน ในกรณีฉุกเฉิน ที่ต้องใช้ความสนใจให้ตรงเป้า และฉับพลัน (immediat correct attention)
จึงมีการนำสื่อสารด้วยระบบ "SBAR" ของทหารมาใช้
ในรายละเอียดมีผู้เขียนใน gotoknow ไว้ที่นี่คะ
จึงมีการนำสื่อสารด้วยระบบ "SBAR" ของทหารมาใช้
ในรายละเอียดมีผู้เขียนใน gotoknow ไว้ที่นี่คะ
...
ข้าพเจ้าเชื่อว่า แม้ในวิชาชีพเดียวกัน ต่างวัฒนธรรม ก็มีรูปแบบสื่อสารต่างกัน เมื่อก่อนเวลาข้าพเจ้าอีเมล์หาอาจารย์ต่างชาติ เราพยายามใช้ถ้อยคำที่สุภาพที่สุด อธิบายที่มาที่ไปยาวเหยียด..อาจารย์ก็ตอบกลับมาอย่างจริงใจว่า ไม่เข้าใจ..ช่วยบอกสั้นๆ ว่าเราอยากทำอะไร..
.
ที่น่าสนใจคือ SBAR มีองค์ประกอบ เทียบเคียงกับ SOAP และ Academic writing ดังนี้
SBAR |
SOAP |
Academic writing |
|
Situation |
Subjective (symptom) |
Topic statement (what we think) |
|
Background |
Objective ( physical sign + lab + past history) |
Support data (what we/they found) |
|
Assesment |
Assesment |
Conclusion ( Therefore..) |
|
Recomendation |
Plan |
Recomendation (Next step..) |
การเขียนวิจัย ให้อ่านแล้วมีเหตุมีผล - logical flaw เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งต่อ การได้รับตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ..
Bordage et al.(2001) Reasons Reviewers Reject and Accept Manuscripts: The Strengths and Weaknesses in Medical Education Reports.
หนึ่งใน top 5 ของสาเหตุที่ manuscript ถูกปฎิเสธการตีพิมพ์คือ "Text difficult to follow, to understand" ในขณะที่ปัจจัยต้นๆ ที่ reviewer ประทับใจคือ "Clear, straithforward, easy to follow, logical".
.
.
การปรับ mental model ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ บางทีก็ต้องใช้ "สคริปต์" ช่วยไปก่อน ดังที่ข้าพเจ้าได้รับจากอาจารย์ที่ปรึกษา..
Topic statement - ผลของการศึกษาเรา สร้างสมมติฐาน แต่ไม่เหมาะนำไปเปลี่ยนแปลงเวชปฎิบัติ
Supporting data - การศึกษาของเราพบว่า A+B สัมพันธ์กับการลดอาการ X, แต่ A ไม่สัมพันธ์กับการลดอาการ X ซึ่งการศึกษาของ someone และคณะ พบว่า A ช่วยลดอาการ X
Conclusion- เนื่องจากการศึกษาเราเป็น observational study: ตัวกวนที่วัดไม่ได้เช่น psychosocial support อาจบดบังประสิทธิภาพของ A การที่ A+B มีประสิทธิภาพ อาจเป็น synergistic effect หรือเพราะเป็น second line treatment ในผู้ที่ psychosocial support ไม่ได้ผลอยู่แล้ว
Conclusion- เนื่องจากการศึกษาเราเป็น observational study: ตัวกวนที่วัดไม่ได้เช่น psychosocial support อาจบดบังประสิทธิภาพของ A การที่ A+B มีประสิทธิภาพ อาจเป็น synergistic effect หรือเพราะเป็น second line treatment ในผู้ที่ psychosocial support ไม่ได้ผลอยู่แล้ว
Recomnedation- ควรมีการศึกษาเพื่อข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป โดยเป็น well controled trial เทียบระหว่าง A+B กับ A และ placeb
.
###
แล้วคุณละ ทราบหรือไม่ว่า "Mental model" ของตนเองเป็นเช่นไร
ขออนุญาต ตอบแบบมีอารมณ์ว่า ยังหาไม่เจอ ยังสร้างไม่ได้
เพราะมันตกหายไปกับน้ำท่วมแล้วคะ ^__^
...
สื่อสารตรงใจ
เขียนวิจัยตรงจิต
ไม่เขียนเบี้ยวบิด
สื่อสารให้ตรงจิต ... เขียนให้ตรงใจ
...
;)...
สวัสดีครับอาจารย์ปัทมา
อาจารย์จุดประกายผมอีกแล้วครับ...
Mental Model นี่เป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทัน
มันคือความยึดติด จากความรู้ ประสบการณ์ มีทั้งแบบเบา กับหนักไปเลย..
สุภาษิตโบราณน่าจะเทียบได้กับคำว่า..
"ทิฐิพระ มานะกษัตริย์" ครับ..
เป็นอะไรที่ผมว่าคนในสังคมควรเรียนรู้ เพื่อ Unlearn และ Relearn ครับ
ผมว่าสุนทรียสทนา (Dialogue) ช่วยได้มากครับ..
สำหรับเรื่องการสื่อสาร..เคยเจอลูกศิษย์เล่าให้ฟัง..
โรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง..ส่งคนมีเรียน Mini-MBA กับวิทยาลัยของผม...
ถูกให้ต้องทำ case study (วิธีการศึกษาแบบ MBA ที่จะเอาข้อมูล เอาปัญหา.ขององค์กรหนึ่ง ราวๆ 20-30 หน้า แล้วหใ้นักศึกษาจัดทีมกันเอง..แต่ห้ามอยู่แผนกเดียวกัน มาร่วมกันวิเคราะห์ และแก้ปัญหา)
ทำไปหลายๆ case พอจบ ได้ยินเสียงนี้ครับ..
"อาจารย์ หลังมานั่งแก้ปัญหาด้วยกันมาพักหนึ่ง..แต่ก่อนฝ่ายวิศวกรรม จะชอบทะเลาะกับผ่ายขาย เพราะแค่ศัพท์แสงก็คนละคำแล้ว..ความคาดหวังก็คนละแบบ พอมาทำงานร่วมกันเลยเข้าใจกันมากขึ้น...อ้อใใที่เขาพูดอย่างนี้ เพราะรู้สึกอย่างนี้นี่เอง.. ตอนนี้รู้สึกทำงานกันราบรื่นขึ้น..ทะเลาะกันน้อยลง"
ลองหาอะไรทำแบบนี้กันนะครับ.ประมาณว่ามาแก้ปัญหาร่วมกันสักพัก...เดี๋ยวดีขึ้นครับ..
สวัสดีค่ะ
แวะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะคะ...ในทางการศึกษา Mental Model เป็นความคิดส่วนย่อยของ 'กรอบแบบแผนความคิด'ในการเชื่อมโยงการคิดเชิงระบบ System Thinking ของคนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องสมเหตุสมผล ได้มาโดยการใช้ความคิดวิจารณญาณการไตร่ตรองแล้ว จนสามารถนำมาเป็นแนวทางในการประเมินสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้องมองเห็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกัน...คนจะมีMental Modelหรือ'กรอบแบบแผนความคิด'ที่แตกต่างกันมากบ้าง น้อยบ้าง เหมือนหรือเกือบเหมือนกัน...ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความคิด ความมีวิจารณญาณ และความมีเหตุมีผลในทางที่ถูกที่ควร ของแต่ละคน...
สวัสดีครับ อาจารย์ ป.
ขอร่วมแชร์ด้วยนะครับ อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วนึกถึงประสบการณ์ของตัวเองครับ สำหรับส่วนตัวผมคิดว่า Mental model ของผมน่าจะมีวิวัฒนาการ ปรับเปลี่ยนมาตลอด เป็นการปรับเข้าสู่ความสมเหตุสมผลมากขึ้นตามคุณวุฒิ และวัยวุฒิ คือผมมองตัวเองจากการจัดการหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยทำผิดพลาดมาในอดีตนะครับ ก็มีคำถามตัวเองบ่อยนะครับว่า "ทำไปได้อย่างไร" ไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างที่ผมเข้าใจหรือเปล่านะครับ
ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับผม
สวัสดีเป็นคนแรกคะ พี่กระติก
ใจที่หล่นหาย..หลังน้ำลด คงได้เก็บกู้ขึ้นมาอีกครั้งนะคะ
การทำแผนผังความคิด โดยเริ่มต้นจาก ประเด็นสำคัญก่อน
แล้วเชื่อมโยง ขยายออกไป เป็นเทคนิคที่ดีคะ
ในหนังสือชื่อ "Accidental genious" ก็แนะนำให้ เขียน สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจ
โดยยังไม่ต้องสนใจ ไวยากรณ์ แล้วค่อยๆ มาเชื่อมโยงคะ
ขอบคุณสำหรับบทกลอนตรงใจ ไม่เบี้ยวบิดคะ อาจารย์
หน้าหนาวแล้ว รักษาสุขภาพ(ใจ) ด้วยนะคะ :-)
ขอบคุณอาจารย์ สำหรับกลอยต้อนรับฤดูหนาวคะ
ขอบคุณ อาจารย์ภิญโญ ที่เติมเต็มบันทึกนี้คะ
"Mental Model นี่เป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทัน..มันคือความยึดติด จากความรู้ ประสบการณ์.."
ทำให้คิดไปว่า การถกเถียงที่หาข้อยุติลำบาก ก็ด้วย ใช้ Mental model คนละแบบเป็นเครื่องตัดสิน โดยเฉพาะในช่วงอารมณ์ตึงเครียด ยิ่งมีแนวโน้มยึด model เดิมอย่างเหนียวแน่น..เพราะไม่มีใครอยากถูกตัดสินว่า "incompetence" ดังนั้น การพูดคุยโดยไม่ตัดสิน อย่างสุนทรียสทนา (Dialogue) เห็นด้วยคะว่าช่วยลดภาวะ fixed model ได้
...
เรื่องฝ่ายขายกับฝ่ายวิศวกรรมที่อาจารย์ยกตัวอย่างมา แหม เข้ากับประสบการณ์ตัวเองดีจังคะ
ตอนแรกๆ สื่อสารกับนักเวชสถิติ ลำบาก รู้สึกได้เลยว่า "Mental model" คนละแบบ
นักเวชสถิติ มีแนวโน้มใส่ใจกับ p-value ปัจจัยไหนไม่ถึง statistical significant ก็คือ "ไม่สำคัญ" สำหรับเขา
ขณะที่ ตัวเอง ใส่ใจกับ เหตุปัจจัยที่สำคัญคือตามทฤษฎี และปฎิบัติทางคลินิกมากกว่า
ศัพท์ที่ใช้ ก็ต้องต่างฝ่ายต่างมานั่งอธิบาย
...
ตอนหลังมา แทนจะขึ้นต้นด้วยเรื่องวิจัย หันมาคุยเรื่องการปรับตัวเข้ากับที่ทำงานในต่างแดน (นักเวชสถิติก็เป็นคนต่างชาติ เคยเป็นอาจารย์แล้ว ติดตามภรรยามา) ก็คุยกันอย่างเป็นมิตร แล้วยอมรับซึ่งกันและกันมากขึ้นคะ
สวัสดีครับคุณหมอปัทมา
ในมุมมองของผม เริ่มด้วยเรื่องไม่จริงจัง กลับทำให้เรื่องจริงจังราบรื่นได้ จริงๆครับ..ผมมีประสบการณ์คล้ายๆกันนี้เลยครับ..
ปัจจุบันก่อนผมจะสอน AI ผมชอบสอน และให้ลูกศิษย์ทำ Dialogue
เกิดเรื่องแปลกคือ..ส่วนใหญ่พอเรียนทุกอย่างจบ..ถามว่าชอบอะไรที่สุด..จำนวนมาก และส่วนใหญ่จะชอบ Dilogue มากกว่า AI ครับ..
ผมจะต่อยอดเรื่องนี้ในเรื่อง "ศาสตร์แห่งความไม่จริงจัง" ในตอนต่อไปนะครับ..
ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น และข้อเขียนดีๆนะครับล
ขอบคุณอาจารย์ที่เสริมนิยามให้ชัดเจนยั่งขึ้นคะ เป็น "กรอบแบบแผนความคิด" ที่เกิดจากการใช้วิจารณญาณ จนสามารถนำมาเป็นแนวทางในการประเมินสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้องมองเห็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกัน...เท่่าที่เข้าใจ มีความหมายในเชิงบวก ทำให้การตัดสิน เป็นไปอย่างมีหลักการ หรือ "fair" คะ
ได้มาเรียนรู้เพิ่มเติมมากมายในสิ่งที่ผมไม่รู้
ขอบคุณอาจารย์มากครับ
อากาศเย็นแล้วหรือยังครับ
ที่บ้านผมเริ่มเย็น ๆ ผู้มารับบริการน้อยลงมาก
เพราะต้องเกี่ยวข้าวแล้วครับ
วันเสาร์นี้...เห็นเล่นเด็กเล่นว่าวที่สนามฟุตบอลโรงเรียน
ผมเป็นประเภทคิดได้ทุกเวลาครับ
แม้กระทั่งบางวันยามนอน
ฝันกลางวันครับ
ขอบคุณคะอาจารย์ พูดถึง วิวัฒนาการของ Mental model ของตนเองที่ปรับไปตามอายุ..
สำหรับตัวเอง..มองย้อนกลับไป "ตัดสินใจเลือกเช่นนั้นได้อย่างไร" หากใช้ Mental model หรือแม้แต่ฟังเสียงในใจ ก็บอกว่า การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ถูก..บทเรียนที่ได้คือ อย่าเลือกขณะยังมี Noise ดังกว่าเสียงในใจตนเอง..
ขณะเดียวกัน การเลือกนั้นก็อาจไม่ผิด เพราะ ให้ประสบการณ์ หวาน ขม มากมาย
เราต่างย้อนเวลากลับไม่ได้..ก็ขอให้ค้นพบความสุขและท้าทายในปัจจุบันนะคะ