เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นชาว AI ครับ..เก่งมากๆ..วันหนึ่งเพื่อนผม ไปกับอาจารย์ของผม ไปที่ฟิลิปปินส์กัน..ช่วงนั้น เครือข่ายเอไอ ฟิลลิปปินส์ (AI Phillipines) จัดงาน ประชุมวิชาการนานาขาติด้าน Appeciative Inquiry (AI Summit) โดยเชิญศาสตราจารย์เดวิด คูปเปอร์ไรเดอร์มาด้วย...พวกเราอยากเชิญท่านมาเมืองไทยบ้าง..เพื่อนผมเลยวางแผนครับ..อาจารย์ของพวกเราเคยไปเรียนกับเดวิด ช่วงยังไม่มีชื่อเสียง ท่านก็เอาภาพที่ถ่ายกับเดวิดไปด้วย..เมื่อได้โอกาสก็เข้าไปยื่นรูปให้ดู..บอกว่า "เราเป็นแฟนของท่านมานาน และเราสนใจ AI มากๆ อยากเชิญท่านมาเมืองไทย"
ยังไม่พอครับ..เอารูปตอนยึดสนามบิน ตอนที่มีการเผาบ้านเมืองกัน..การต่อสู้กันของสองสี (ส่วนใหญ่เลยเป็นคนดี) ให้ท่านดู..บอกว่าเราอยากทำอะไรให้บ้านเมือง..เรามองว่า..คน "ดีๆ" ยุคนี้ ทะเลาะกัน เพราะประเด็นความไม่เข้าใจกันและกันของคนในยุคนี้..เราเลยอยากค้นหาพลังบวก..อยากจัดงานประชุม..ที่เนื้อหา ต้องการออกไปในทาง "เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลููกหลาน" เพราะอะไร..เพราะอีกไม่นานที่ทะเลาะกันก็ตายหมด..แล้วลูกหลานล่ะ..ถ้าเราคิดถึงลูกหลาน..ในรุ่นหน้า..เราน่าจะไม่คิดถึงคนในรุ่นเรา..เมื่อเราไม่ได้คิดถึงคนรุ่นเรา เราก็อาจเปลี่ยนกระแสการขัดแย้งปัจจุบัน เป็นการสร้างสรรค์ ร่วมกันในอนาคตได้ไหม.."
...
ได้เรื่อง..อาจารย์เดวิดมาเมืองไทยครับ..เรากำลังจะจัดประชุมเอไอ ซัมมิท (AI Summit) ครั้งแรกที่ผู้คิดทฤษฎีจะมาสอนเราโดยตรงในต้นปีหน้าครับ..(ติดตามกำหนดการ รายละเอียดความคืบหน้าของงานประชุมนี้ได้ที่ www.aiconference.au.edu ครับ)
...
ประเด็นอยู่ที่ว่า.."เพื่อนผม มันคิดได้ไง"..คุยไม่กี่นาทีได้คนดังระดับโลกมาเป็นวิทยากรให้...เป็นผม..ผมคงทำอย่างนี้ไม่ได้..คิดไม่ทัน..โน้มน้าวใจใครไม่ค่อยได้..
...
ครับ..เพื่อนผมเป็นบุคลคลประเภทนักโน้มน้าวใจ (Salesman) ครับ..คนประเภทนี้มีทักษะการโน้มน้าว เปลี่ยนแปลงได้..ส่วนผม.ผมไม่ทำอย่างนี้หรอกครับ..นิสัยผมไม่แจกนามบัตร ไม่อยากเข้าหาใครก่อน..คุยแล้ว..วงแตกง่ายๆ แต่ผมทำ AI มานาน..จนคนรอบตัว ลูกศิษย์ เพื่อนผม จะชอบปรึกษาผมเรื่อง AI ผมเป็นบุคคลประเภทที่เรียกว่า "ผู้สั่งสมความรู้ (Maven)" ครับ
....
คิดดูถ้าไม่ได้เพื่อนผม..ผมคงจะไม่ไปทำอะไรอย่างนี้ครับ..ผมเป็น "ผู้สั่งสมความรู้" ชอบศึกษา ชอบหาหนังสือ AI ผมไม่ได้ปราถนาไปสังสรรค์กับใคร งานแต่ง งานฉลองอะไรไม่อยากไป..ผมรักสันโดษครับ..
...
แต่เพื่อนผม..ทุกงานครับ..ต่างไหม..ต่าง..แต่มาทำงานร่วมกันดีไหม..ดี..ไปไกลกว่าไหม ไปไกลครับ..
...
ผมมีเพื่อนอีกคน..เป็นอาจารย์...คนนี้รู้จักคนทุกวงการ..คบหาคนหลายวง..ชอบเชื่อมต่อให้คนนั้นไปเจอกับคนนี้..เขามีนิสัยของ "ผู้เชื่อมต่อ (Connector)" ครับ..
...
เพื่อนคนนี้พาผมไปรู้จักคนในวงการต่างๆ และเนื่องจากเขาสนใจทำที่ปรึกษาด้านพัฒนาองค์กร (Organization Development หรือ OD) ก็เลยชวนผมร่วมทีมด้วย...ทำให้ผม ที่อยู่ขอนแก่นมีโอกาสได้ไปทำงานในโครงการที่ท้าทายในกรุงเทพ กับบริษัทชั้นนำหลายแห่ง..ที่สุด..ผมได้ความรู้มาสอนนักศึกษา ที่แม่นกว่าเดิม..
...
ผมทำอะไรอย่างพี่เขาได้ไหม..ยากครับ.เพื่อนผมเจอหน้าใคร..ก็สามารถสร้างพันธมิตร..และพัฒนาธุรกิจต่อ..ทำให้ ผมได้โอกาสฝึกตัวเอง.และเผยแพร่ AI ให้กับบริษัทดีๆ..คนดีๆ..ได้..ซึ่งคนกลุ่มนี้หลายคนมีศักยภาพ มีเจตจำนงค์ในชีิวิตที่ดี..มีทุนทางสังคม.ที่จะพา AI ให้ไปได้ไกล.
...
แค่ "ท่า" แจกนามบัตร..วิธีการคุยในมื้ออาหาร. ของท่านพี่...โอ้ว..ชาตินี้จะทำได้อย่างนี้ไหม..ราบรื่นเป็นมิตร..ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถทำให้คนเฉยๆกับ AI มาสนใจ AI ได้ จนมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรร่วมกันได้..ผมคุยด้วยวิธีผมเอง..คุยสี่ห้าปี..ยังไม่เท่ากับเพื่อนผมคุยในไม่กี่นาที..
...
ครับ..คนสามคน..นักโน้มน้าว ผู้ส่ั่งสมความรู้ ผู้เชื่อมต่อ...ทำงานด้วยกัน..ไปไกลครับ..จริงไม๊ครับ




..
ในการทำ Appreciative Inquiry เราไม่ได้มองหาเรื่องราวดีๆ เท่านั้น..เรายังมองหาคนดีๆ ด้วยครับ..ในหมู่ลูกค้า คุณจะเจอสามคนนี้ได้ไม่ยาก..ในหมู่ผู้ป่วยก็ยังมีครับ..ที่โคราช เราเจอผู้ป่วยที่เป็นผู้เชื่อมต่อ..เนื่องจากมีรถ..จะเป็นคนนัดหมาย เป็นธุระ พาเพื่อนบ้านที่เป็นเบาหวานมาโรงพยาบาล...ลูกศิษย์ผมพอเจอ..ทำอะไรครับ..เราขอร้องให้เขาช่วยเป็นธุระให้เลย..แล้วเรายังหาคนแบบนี้ในพื้นที่อื่นๆ อีก..ได้ผลครับ..แก้ปัญหาคนไข้เบาหวานไม่มาตามนัดได้ในระดับหนึ่งเลย..
...
เชื่อไหมครับ..คนสามคนนี้เป็นคนดีครับ..เขาจะเต็มใจช่วยคุณ..มีคนถามผมว่า..มีเพื่อนเป็นผู้สั่งสมความรู้ แต่ดูหวงความรู้..จะทำยังไงให้เขาพูด..ผมฟันธงครับ..ว่าไม่ใช่ผู้รู้จริง..ผู้สั่งสมความรู้ ขอให้ขอเขาดีๆ เถอะ รับรอง เขาจะช่วยคุณอย่างสุดๆ..แม้กระทั่งคุณจะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม...

..
ดูง่ายๆครับ..ไม่ยาก..สามคนนี้นิสัยดี ครับ..
...
เวลาทำอะไร ลองค้นหาสิครับ..ว่าในทีมเรายังขาดคนประเภทไหน..หาไม่ได้..คุณอาจต้องสวมบทบาทนั้นแทน..เช่นคุณเป็นผู้สังสมความรู้ คุณอาจต้องสวมบทบาทนักโน้มใจ และผู้เชื่อมต่อบ้าง..
..
ขณะเดียวกัน..ก็ต้องเรียนรู้วิธีการทำงานของคนที่มีบุคลิกที่คุณไม่มีด้วย..ผมเองเวลาที่เจอเพื่อนผมทั้งสองคน..ผมจะพยายามเรียนรู้จากเขาครับ..หลายครั้งชีวิตผมง่ายขึ้น..ด้วยทักษะที่ผมเรียนรู้มา..แต่เท่าที่ดูยังอีกไกลครับ..
..
ลัดสั้นที่สุดคือ..รู้ว่าเราเป็นใคร..แล้วแสวงหาความร่วมมือจากคนเก่งๆ ดีๆ..ครับ..เรียกว่าไม่เดินคนเดียวครับ..
...
ผมได้แนวคิดนี้มาจากหนังสือเรื่อง The Tipping Point ของ Malcohm Gladwell ครับ..(เคยมีภาษาไทยครับ ตอนนี้ขาดตลาดไปแล้ว เข้าใจว่าเลิกพิมพ์ไปแล้ว)

..
ในมุมมองของผมนั้น..ผมว่าอุปสรรคของมนุษย์คือ.."เผลอคิดว่าเราทำได้ทุกเรื่อง เก่งทุกเรื่อง"
..
..เป็นไปได้ไหมว่าเราจะยอมรับว่าเราไม่รู้ และไม่เก่งในทุกเรื่อง..แล้วเราค้นหา ไปเรียนรู้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าเขาจะเป็นนักโน้มน้าว ผู้เชื่อมต่อ หรือผู้สั่งสมความรูู้ ไปทำงานร่วมกันเลย..ผมว่าชีวิตเราจะสนุก และได้เรียนรู้ ได้โอกาสใหม่อยู่เสมอ..ครับ"
ปัจจุบันในกลุ่ม AI ผมสอนเรื่องน้ีด้วยเนื้อหา ที่มากประมาณครึ่งหนึ่งของ AI ในวิจัยเราจะดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นผู้มีส่วนร่วม (Participant) ด้วย..เวลาจะขยายผล (Destiny) เราจะดึงการมีส่วนร่วมจากคนกลุ่มนี้ด้วยครับ...
...
ผมขอเรียกว่าการค้นหา การทำงาน การเรียนรู้จากคนกลุ่มนี้ว่าเป็น "ศาสตร์สำหรับผู้ที่ไม่รู้ในทุกเรื่อง"
คุณล่ะ คิดอย่างไร

ไม่ได้ปราถนาไปสังสรรค์กับใคร งานแต่ง งานฉลองอะไรไม่อยากไป..ผมรักสันโดษครับ..
เป็นประเภทเดียวกันเลยคะ :-D
และเป็นนัก(โดน)โน้มน้าว และ นัก(ขอให้คนอื่น)เชื่อมต่อ
สวัสดีครับอาจารย์ปัทมา
งั๊นเราก็อยู่เผ่าเดียวกันครับ..เจอถูกโน้มน้าว และเชื่อมต่อเช่นกัน
555
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์โสภณครับ
สำหรับผม ใช้ความกล้า ที่จะะออกจากพื้นที่ที่ปลอดภัยครับ ที่ใหนมีคนเก่ง มีการประชุมหลักสูตรดีๆ วิทยากรเก่งๆ ผมจะ "เสี่ยง" เข้าไปในพื้นที่ตรงนั้นครับ ไปทั้งๆที่ไม่คุ้นเคย ไปทั้งๆที่ไม่รู้จักใครเลย และ ไปทั้งที่รู้ว่าอาจจะไม่ปลอดภัย เพราะไม่ใช่พื้นที่ของเรา ไปแบบโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่ก็ลองเสี่ยงไปดูครับ
ไปตรงนั้น ใหม่่ๆ อาจจะรู้สึกแปลกๆ กล้าๆ กลัวๆ แต่คนเราเกิดมาตายหนเดียวครับ ๕๕๕ เป็นไงเป็นกัน ลองลุยดูสักตั้ง คงไม่ถึงตาย
เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่ามากครับ ได้ความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย จากต่างวัย ต่างอาชีพ ต่างประสบการณ์ ต่างภูมิภาค
ถ้าอยู่แบบเดิมๆ กับคนที่คุ้นเคย อบรมแบบเดิมๆ คุยกับคนเดิมๆ ก็ได้แต่ความปลอดภัยอย่างเดียวละครับ
ผมว่าผมเป็น พวกเชื่อมต่อ ช่างเชื่อมความสัมพันธ์ แต่ตอนนี้กำลังจะเป็นพวกโน้มน้าวจากเพื่อน(นักขายฝีมือดีคนหนึ่งในทีม)
อยากจะเป็นนักโน้มน้าว และผู้เชื่อมต่อก็ทำได้ยาก
ขอบคุณมากครับที่ทำให้ผมเรียนรู้ AI แบบธรรมชาติสู่การต่อยอดในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และรู้รอบในทุกเรื่อง
สวัสดีครับอาจารย์ขจิต
ผมว่าอาจารย์เหมือนเป็นอะไรหลายๆอย่างครับ แต่อาจารย์ทำอะไรดีๆ เยอะดีนะครับ
น่ายกย่องและน่าชื่นชมมากๆครับ
สวัสดีครับอาจารย์ Small Man
ผมว่าที่อาจารย์กำลังทำอยู่ตรงกับแนวคิด Mental Model ใน Learning Organization ครับ...
เปลี่ยนมุมมอง ด้วยความกล้า เสี่ยง ดูกว่าอยู่ที่เดิม..จุดประกายผมได้เลยครับ...เดี๋ยวผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อครับ
สวัสดีครับคุณรัฐสฤษฎ์
ลองมองปรากฏการณ์นี้ดีๆ คุณจะได้ประโยชน์ มากๆครับ..เรียนรู้ไปเรื่อยๆ นะครับ..
สวัสดีครับคุณธรรมทิพย์
คุณพูดถึงการเปลี่ยนแปลง..สามคนนี้ช่วยได้ครับ...
ลองคบหา ลองเชิญมามีส่วร่วม จะช่วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงได้มากๆครับ
สวัสดีครับ ดร. Pop
งานของอาจารย์ผมก็ติดตามอยู่เหมือนกันครับ..เป็นแง่มุมที่ผมนึกไม่ถึงเหมือนกัน...เป็นอะไรที่ไกลตัว..แต่มันเหมือนอยู่ไกล้ตัวนี่เอง..และรู้สึกชัดมากๆ ว่าสังคมต้องการอง๕ืความรู้ด้านนี้มากครับ..อาจารย์เขียนมาเรื่อยๆนะครับ
มานึกกับตนเอง อะไรที่รู้จริงจะไม่หวาดกลัวที่จะพูดค่ะ
แต่อะไรก็ตามที่ไม่มั่นใจ หรือรู้ไม่จริงจะกลัวและไม่มั่นใจที่จะเอ่ยค่ะ
ส่วนพื้นฐานการแย่งปันเชื่อว่าทุกคนมี
อยู่ที่แต่ละคนมีติตใจที่บริสุทธิ์เพียงใด ณ ขณะที่แบ่งปัน
ใจยิ่งบริสุทธิ์น่าจะยิ่งเบิกบานค่ะ
แต่ถ้ามีอะไรบางอย่างมาบดบัง อาจจะต้อวกลับมาพิจารณาใจตนเองใหม่
(^_^)
เขียนตอบอาจารย์แต่เหมือนติ๋วตอบตนเองค่ะ
สวัสดีครับ คุณใบไม้ร้องเพลง
ใช่เลยครับ..
การให้นำมาซึ่งความเบิกบาน...
ยิ่งใจเบิกบาน ก่อน การให้นั้นยิ่งเบิกบานไปอีก
ขบอคุณที่แวะมานะครับ
ชื่นชอบและขอบคุณ
ขอบคุณบทความของอาจารย์จากผู้หญิงธรรมดาคนนึงที่ไม่เก่งไม่เป็รนอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม ตอนนี้อายุ 32 กลับค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ สิ่งที่ตัวเองอยากเป็น และใช้ชีวิตให้มีสติ ได้เินทางออกหาความรู้โดยไม่กังวลและไม่กลัวการเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้มีพลัง มีไอเดีย ถ้าเปรียบเทียบ อาจารย์คือคนสามคนในร่างเดียวกันสำหรับลูกศิษย์คนนี้ค่ะ