ห้องเรียนกระบวนกรตอนที่ 391

เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นชาว AI ครับ..เก่งมากๆ..วันหนึ่งเพื่อนผม ไปกับอาจารย์ของผม ไปที่ฟิลิปปินส์กัน..ช่วงนั้น เครือข่ายเอไอ ฟิลลิปปินส์  (AI Phillipines) จัดงาน ประชุมวิชาการนานาขาติด้าน Appeciative Inquiry (AI Summit) โดยเชิญศาสตราจารย์เดวิด คูปเปอร์ไรเดอร์มาด้วย...พวกเราอยากเชิญท่านมาเมืองไทยบ้าง..เพื่อนผมเลยวางแผนครับ..อาจารย์ของพวกเราเคยไปเรียนกับเดวิด ช่วงยังไม่มีชื่อเสียง ท่านก็เอาภาพที่ถ่ายกับเดวิดไปด้วย..เมื่อได้โอกาสก็เข้าไปยื่นรูปให้ดู..บอกว่า "เราเป็นแฟนของท่านมานาน และเราสนใจ AI มากๆ อยากเชิญท่านมาเมืองไทย"

 

ยังไม่พอครับ..เอารูปตอนยึดสนามบิน ตอนที่มีการเผาบ้านเมืองกัน..การต่อสู้กันของสองสี (ส่วนใหญ่เลยเป็นคนดี) ให้ท่านดู..บอกว่าเราอยากทำอะไรให้บ้านเมือง..เรามองว่า..คน "ดีๆ" ยุคนี้ ทะเลาะกัน เพราะประเด็นความไม่เข้าใจกันและกันของคนในยุคนี้..เราเลยอยากค้นหาพลังบวก..อยากจัดงานประชุม..ที่เนื้อหา ต้องการออกไปในทาง "เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลููกหลาน" เพราะอะไร..เพราะอีกไม่นานที่ทะเลาะกันก็ตายหมด..แล้วลูกหลานล่ะ..ถ้าเราคิดถึงลูกหลาน..ในรุ่นหน้า..เราน่าจะไม่คิดถึงคนในรุ่นเรา..เมื่อเราไม่ได้คิดถึงคนรุ่นเรา เราก็อาจเปลี่ยนกระแสการขัดแย้งปัจจุบัน เป็นการสร้างสรรค์ ร่วมกันในอนาคตได้ไหม.."

...

ได้เรื่อง..อาจารย์เดวิดมาเมืองไทยครับ..เรากำลังจะจัดประชุมเอไอ ซัมมิท (AI Summit) ครั้งแรกที่ผู้คิดทฤษฎีจะมาสอนเราโดยตรงในต้นปีหน้าครับ..(ติดตามกำหนดการ รายละเอียดความคืบหน้าของงานประชุมนี้ได้ที่ www.aiconference.au.edu ครับ)

...

ประเด็นอยู่ที่ว่า.."เพื่อนผม มันคิดได้ไง"..คุยไม่กี่นาทีได้คนดังระดับโลกมาเป็นวิทยากรให้...เป็นผม..ผมคงทำอย่างนี้ไม่ได้..คิดไม่ทัน..โน้มน้าวใจใครไม่ค่อยได้..

...

ครับ..เพื่อนผมเป็นบุคลคลประเภทนักโน้มน้าวใจ (Salesman) ครับ..คนประเภทนี้มีทักษะการโน้มน้าว เปลี่ยนแปลงได้..ส่วนผม.ผมไม่ทำอย่างนี้หรอกครับ..นิสัยผมไม่แจกนามบัตร ไม่อยากเข้าหาใครก่อน..คุยแล้ว..วงแตกง่ายๆ แต่ผมทำ AI มานาน..จนคนรอบตัว ลูกศิษย์ เพื่อนผม จะชอบปรึกษาผมเรื่อง AI ผมเป็นบุคคลประเภทที่เรียกว่า "ผู้สั่งสมความรู้ (Maven)" ครับ 

....

คิดดูถ้าไม่ได้เพื่อนผม..ผมคงจะไม่ไปทำอะไรอย่างนี้ครับ..ผมเป็น "ผู้สั่งสมความรู้" ชอบศึกษา ชอบหาหนังสือ AI ผมไม่ได้ปราถนาไปสังสรรค์กับใคร งานแต่ง งานฉลองอะไรไม่อยากไป..ผมรักสันโดษครับ..

...

แต่เพื่อนผม..ทุกงานครับ..ต่างไหม..ต่าง..แต่มาทำงานร่วมกันดีไหม..ดี..ไปไกลกว่าไหม ไปไกลครับ..

...

ผมมีเพื่อนอีกคน..เป็นอาจารย์...คนนี้รู้จักคนทุกวงการ..คบหาคนหลายวง..ชอบเชื่อมต่อให้คนนั้นไปเจอกับคนนี้..เขามีนิสัยของ "ผู้เชื่อมต่อ (Connector)" ครับ..

...

เพื่อนคนนี้พาผมไปรู้จักคนในวงการต่างๆ และเนื่องจากเขาสนใจทำที่ปรึกษาด้านพัฒนาองค์กร (Organization Development หรือ OD)  ก็เลยชวนผมร่วมทีมด้วย...ทำให้ผม ที่อยู่ขอนแก่นมีโอกาสได้ไปทำงานในโครงการที่ท้าทายในกรุงเทพ กับบริษัทชั้นนำหลายแห่ง..ที่สุด..ผมได้ความรู้มาสอนนักศึกษา ที่แม่นกว่าเดิม..

...

ผมทำอะไรอย่างพี่เขาได้ไหม..ยากครับ.เพื่อนผมเจอหน้าใคร..ก็สามารถสร้างพันธมิตร..และพัฒนาธุรกิจต่อ..ทำให้ ผมได้โอกาสฝึกตัวเอง.และเผยแพร่ AI ให้กับบริษัทดีๆ..คนดีๆ..ได้..ซึ่งคนกลุ่มนี้หลายคนมีศักยภาพ มีเจตจำนงค์ในชีิวิตที่ดี..มีทุนทางสังคม.ที่จะพา AI ให้ไปได้ไกล.

...

แค่ "ท่า" แจกนามบัตร..วิธีการคุยในมื้ออาหาร. ของท่านพี่...โอ้ว..ชาตินี้จะทำได้อย่างนี้ไหม..ราบรื่นเป็นมิตร..ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถทำให้คนเฉยๆกับ AI มาสนใจ AI ได้ จนมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรร่วมกันได้..ผมคุยด้วยวิธีผมเอง..คุยสี่ห้าปี..ยังไม่เท่ากับเพื่อนผมคุยในไม่กี่นาที..

...

ครับ..คนสามคน..นักโน้มน้าว ผู้ส่ั่งสมความรู้ ผู้เชื่อมต่อ...ทำงานด้วยกัน..ไปไกลครับ..จริงไม๊ครับ

..

ในการทำ Appreciative Inquiry เราไม่ได้มองหาเรื่องราวดีๆ เท่านั้น..เรายังมองหาคนดีๆ ด้วยครับ..ในหมู่ลูกค้า คุณจะเจอสามคนนี้ได้ไม่ยาก..ในหมู่ผู้ป่วยก็ยังมีครับ..ที่โคราช เราเจอผู้ป่วยที่เป็นผู้เชื่อมต่อ..เนื่องจากมีรถ..จะเป็นคนนัดหมาย เป็นธุระ พาเพื่อนบ้านที่เป็นเบาหวานมาโรงพยาบาล...ลูกศิษย์ผมพอเจอ..ทำอะไรครับ..เราขอร้องให้เขาช่วยเป็นธุระให้เลย..แล้วเรายังหาคนแบบนี้ในพื้นที่อื่นๆ อีก..ได้ผลครับ..แก้ปัญหาคนไข้เบาหวานไม่มาตามนัดได้ในระดับหนึ่งเลย..

...

เชื่อไหมครับ..คนสามคนนี้เป็นคนดีครับ..เขาจะเต็มใจช่วยคุณ..มีคนถามผมว่า..มีเพื่อนเป็นผู้สั่งสมความรู้ แต่ดูหวงความรู้..จะทำยังไงให้เขาพูด..ผมฟันธงครับ..ว่าไม่ใช่ผู้รู้จริง..ผู้สั่งสมความรู้ ขอให้ขอเขาดีๆ เถอะ รับรอง เขาจะช่วยคุณอย่างสุดๆ..แม้กระทั่งคุณจะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม...

..

ดูง่ายๆครับ..ไม่ยาก..สามคนนี้นิสัยดี ครับ..

...

เวลาทำอะไร ลองค้นหาสิครับ..ว่าในทีมเรายังขาดคนประเภทไหน..หาไม่ได้..คุณอาจต้องสวมบทบาทนั้นแทน..เช่นคุณเป็นผู้สังสมความรู้ คุณอาจต้องสวมบทบาทนักโน้มใจ และผู้เชื่อมต่อบ้าง..

..

ขณะเดียวกัน..ก็ต้องเรียนรู้วิธีการทำงานของคนที่มีบุคลิกที่คุณไม่มีด้วย..ผมเองเวลาที่เจอเพื่อนผมทั้งสองคน..ผมจะพยายามเรียนรู้จากเขาครับ..หลายครั้งชีวิตผมง่ายขึ้น..ด้วยทักษะที่ผมเรียนรู้มา..แต่เท่าที่ดูยังอีกไกลครับ..

..

ลัดสั้นที่สุดคือ..รู้ว่าเราเป็นใคร..แล้วแสวงหาความร่วมมือจากคนเก่งๆ ดีๆ..ครับ..เรียกว่าไม่เดินคนเดียวครับ.. 

...

ผมได้แนวคิดนี้มาจากหนังสือเรื่อง The Tipping Point ของ Malcohm Gladwell ครับ..(เคยมีภาษาไทยครับ ตอนนี้ขาดตลาดไปแล้ว เข้าใจว่าเลิกพิมพ์ไปแล้ว)

..

ในมุมมองของผมนั้น..ผมว่าอุปสรรคของมนุษย์คือ.."เผลอคิดว่าเราทำได้ทุกเรื่อง เก่งทุกเรื่อง"

..

..เป็นไปได้ไหมว่าเราจะยอมรับว่าเราไม่รู้ และไม่เก่งในทุกเรื่อง..แล้วเราค้นหา ไปเรียนรู้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าเขาจะเป็นนักโน้มน้าว ผู้เชื่อมต่อ หรือผู้สั่งสมความรูู้ ไปทำงานร่วมกันเลย..ผมว่าชีวิตเราจะสนุก และได้เรียนรู้ ได้โอกาสใหม่อยู่เสมอ..ครับ"

ปัจจุบันในกลุ่ม AI ผมสอนเรื่องน้ีด้วยเนื้อหา ที่มากประมาณครึ่งหนึ่งของ AI ในวิจัยเราจะดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นผู้มีส่วนร่วม (Participant) ด้วย..เวลาจะขยายผล (Destiny) เราจะดึงการมีส่วนร่วมจากคนกลุ่มนี้ด้วยครับ...

...

ผมขอเรียกว่าการค้นหา การทำงาน การเรียนรู้จากคนกลุ่มนี้ว่าเป็น "ศาสตร์สำหรับผู้ที่ไม่รู้ในทุกเรื่อง" 

 

คุณล่ะ คิดอย่างไร