คนไทยกลุ่มย่อยในภาคใต้ปลายด้ามขวานที่มีภาษาและวัฒนธรรมเฉพาะตน

ภาค  3 กลุ่มย่อย

          ขอต่อภาค 3 กลุ่มย่อย เมื่อดูแผนที่ประกอบจะสังเกตได้ง่าย เพราะชื่อบ้าน - หมู่บ้าน - ตำบล จะเป็นภาษาไทยชัดเจน  วางตัวต่อเนื่องกัน  ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อตามธรรมชาติทางประวัติการตั้งถิ่นฐาน  ไม่ใช่ชื่อมหาดไทยนะครับ....  อันนั้นไม่นับ

          ชื่อมหาดไทยนี่ก็อีกเรื่องที่ทำให้ประดักประเดิก และ บิดพริ้วภาษาดั้งเดิมของท้องถิ่นเอามากทีเดียว.. เช่น บ้านโคกสะอาด  ก็ไปเปลี่ยนบ้านเนินสะอาด กำลังคิดอะไรนั่น  บ้านคอกควาย ก็เปลี่ยนเป็นบ้านคอกกระบือ  เอาที่ขอบๆ กทม. ก็มีเช่น หัวตะเข้  ก็เรียก ศรีษะจรเข้  อะไรจะขนาดนั้น  เอาไว้ภาษาถิ่นดั้งเดิมไม่ได้ฤาไฉน  ????

          กลับมาที่การตั้งถิ่นฐานคนไทยกลุ่มนี้กันนะครับ 

          กลุ่มที่  1  กลุ่ม ปะนาเระ-กลาพอ

        

           กลุ่มนี้มีลักษณะการตั้งถิ่นฐานจากริมทะเลที่ปะนาเระแล้วลึกเข้าภายในแผ่นดินมาสุดเอาที่ตำบลเตราะบอนอำเภอสายบุรี  ลองมาไล่ชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนกันโดยเริ่มจาก อำเภอปะนาเระ บ้านกลาง บ้านท่าข้าม  บ้านนอก  บ้านดอน  บ้านควน  บ้านคอกกระบือ (บ้านเกิดของดี๋  ดอกมะดัน ตลกรุ่นลายครามที่ไม่ได้แสดงแล้วในปัจจุบัน)  บ้านท่าน้ำ  แล้วต่อเนื่องไปยังบ้านแป้น บ้านทุ่งคล้า บ้านเตราะปลิง บ้านเตราะบอนของอำเภอสายบุรี  อันบ้านเตราะบอนนี้เป็นชื่อตำบล  แต่คนพื้นที่ไม่ค่อยเรียกกัน เรียกชื่อ บ้านกลาพอ ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ของตำบลนี้และเป็นจุดแยกบนถนนสายปัตตานี-นราธิวาสไปยังเมืองยะลาได้มากกว่า (ขาดช่วงเล็กน้อยด้วยชาวไทยอิสลามมาคั่นในตำบลบือเระ  บ้านเจาะกือแย และ ตะบิ้ง)  จึงถือว่าหมดเขตของกลุ่มที่ 1   แล้วก็จะเป็นกลุ่มที่  2 ที่เริ่มจาก อ.สายบุรีเป็นต้นไป

          อัน "สายบุรี"  เมื่อก่อนเป็นเมืองสำคัญ มีเจ้าเมืองปกครอง เมื่อครั้งสมัย รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทำสงครามกับเมือง ปตานี และ เมื่อได้รับชัยชนะจึงแบ่งเมืองปตานีเป็นหัวเมืองระดับสามจำนวนเจ็ดหัวเมืองให้ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช ดังนี้

          1. เมืองปัตตานี

          2. เมืองยะลา (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยะลา)

          3. เมืองยะหริ่ง (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)

          4. เมืองระแงะ (ปัจจุบันเป็นอำภอหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส)

          5. เมืองราห์มัน (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดยะลา)

          6. เมืองสายบุรี (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)

          7. เมืองหนองจิก (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)

          เมื่อมาถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมาเป็นการปกครองแบบ “มณฑลเทศาภิบาล” โดยในระยะแรกทั้งเจ็ดหัวเมืองขึ้นต่อข้าหลวงใหญ่มณฑลนครศรีธรรมราช ในเวลาต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ตราข้อบังคับสำหรับการปกครองดินแดนส่วนนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2444 เรียกว่า “กฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณหัวเมืองทั้งเจ็ด” จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงแบ่งอาณาเขตการปกครองภาคใต้ใหม่ โดยปรับเจ็ดหัวเมืองให้เหลือสี่เมือง ได้แก่

          1. เมืองปัตตานี ประกอบด้วย ปตานี หนองจิก และยะหริ่งเดิม

          2. เมืองยะลา ประกอบด้วย ยะลา และราห์มัน

          3. เมืองสายบุรี 

          4. เมืองระแงะ

          ภายหลัง  4  เมืองนี้มีเป้าหมายจะปรับให้เป็น  4  จังหวัด แต่สุดท้ายเหลือเพียง 3  จังหวัด  โดยเอาสายบุรีไปรวมกับปัตตานี และเมืองระแงะพัฒนามาเป็นจังหวัดนราธิวาสนั่นเอง

          ขอพักเกร็ดของพื้นที่ตรงนี้ไว้ก่อนครับ  เอาแค่พอมองเห็นภาพของพื้นที่... เดี๋ยวผิดเจตนาของเรื่องการตั้งถิ่นฐานของคนกลุ่มนี้  มีเวลาแล้วจะเขียนเพิ่ม 

 

          กลุ่มที่ 2  สายบุรี - ไม้แก่น - นราธิวาส

          กลุ่มนี้การตั้งถิ่นฐานเลียบไปตามชายฝั่งทะเลอย่างชัดเจน  โดยเริ่มที่ตัวอำเภอสายบุรี (ตำบลตะลุบัน)  ต่อเนื่องไปยังบ้านลาลอ ตำบลละหาร (อำเภอสายบุรี)  ตำบลไม้แก่น  ไทรทอง  ดอนทราย ของอำเภอไม้แก่น  แล้วเข้าสู่ตำบลโคกเคียน  ลำภู  ตัวเมืองนราธิวาส   ตำบลละหาร   บ้านทอน ของอำเภอเมืองนราธิวาส  แล้วก็จะขาดหายไปอีกช่วงหนึ่ง

          กลุ่มที่ 3 ตากใบ

          เป็นกลุ่มที่กระจุกตัวอยู่ในเขตอำเภอตากใบ  จังหวัดนราธิวาส  จากบ้านไพรวัล  ศาลาใหม่  พร่อน  บางขุนทอง เกาะสะท้อนและเจ๊ะเห อำเภอตากใบ โดยมีบ้านเจ๊ะเหเป็นศูนย์กลาง  เป็นจุดแรกที่นักภาษาศาสตร์ได้มาพบและลงศึกษาอย่างจริงจังจึงรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมภาษาถิ่นไทยอีกกลุ่มหนึ่งเช่นเดียวกับไทยเหนือ ไทยใต้  ไทลื้อ ฯลฯ ในตระกูลภาษาไทหรือไต (Tai-Dai)  และไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้คือใคร  เรียกตนเองว่าอย่างไร  เพราะไม่มีชื่อเรียกตนเอง  จึงเอาชื่อของพื้นที่ศึกษามาเป็นชื่อภาษาไทยกลุ่มนี้ว่า "ภาษาไทยตากใบ" หรือ "ภาษาตากใบ" ซึ่งในความเป็นจริงคนไทยกลุ่มนี้มีกระจายอยู่อีกเป็นบริเวณกว้างไปจนถึงจังหวัดปัตตานีและรัฐกลันตันของมาเลเซีย แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เป็นที่รู้จักภาษาไทยถิ่นอีกภาษาหนึ่งของชาติพันธุ์ที่เป็น "ชาวไต" หรือ "ชาวไท"  

           นอกจากนี้ก็มีกระจายเลยเข้าไปมาเลเซียที่เมืองตุมปัด และ กระจัดกระจายอีกเล็กน้อยที่ปาเสมัส  รัฐกลันตัน 

          ส่วนคนเชื้อสายไทยในมาเลเซียอีกกลุ่มที่มีมากกว่านี้คือ กลุ่มที่อาศัยอยู่ในรัฐเประ รัฐปะลิสและรัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) นั้นใช้ภาษาไทยถิ่นใต้และมักเป็นสำเนียงนครศรีธรรมราชมากที่สุด

           คนมาเลเซียเชื้อสายไทยนั้นบนเวบวิกิพีเดียได้นำตัวเลขที่ทางการมาเลเซียรับรองไว้ตามปีที่เก็บข้อมูลในแต่ละรัฐ  ดังนี้ 

            รัฐเประ: 2,000  (2551)
            รัฐปะลิส: 6,000  (2551)
            รัฐเกดะห์: 30,000  (2550)

            รัฐกลันตัน: 13,000  (2551)

          ในจำนวนนี้จะเห็นว่าในกลันตันซึ่งใช้ภาษาไทยตากใบ  เป็นคนกลุ่มนี้นั้นถือว่ามีจำนวนค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับที่อาศัยอยู่ฝั่งไทยซึ่งมีประมาณ 20,000  คนเศษ.....

           ขอยุติไว้แค่นี้ก่อน...รู้สึกยาวเกินไปแล้ว.... รอตอนต่อไปครับ