เมื่อวาน....

ผมทำร้าน....ได้รับคนไข้เป็นผู้หญิง  หน้าตาค่อนข้างดี....ต้องการมาอุดฟัน

จากการตรวจในช่องปาก พบว่าซี่#36 พบรอบแตกของวัสดุอุดเดิม คือ อะมัลกัม ที่ด้านบดเคี้ยว

แตกค่อนข้างมาก  ซึ่งน่าจะต้องอุดใหม่ 

จึงอธิบายทางเลือกในการรักษาให้แก่คนไข้ว่าต้องการจะเลือกวัสดุบูรณะชนิดใดระหว่าง

อะมัลกัม ซึ่งเป็นวัสดุอุดฟันชนิดเดิม

หรือคอมโพสิต ซึ่งเป็นวัสดุสีเหมือนฟัน

โดยผมก็อธิบายข้อดีและข้อเสียของวัสดุอุดแต่ละชนิดให้คนไข้ฟัง

ซึ่งตอนแรกผมคาดว่าคนไข้น่าจะเลือกอุดคอมโพสิต  เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิงและไม่น่ามีปัญหาด้านค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด  แต่ผิดคาดครับ+++

เธอเลือกอะมัลกัม  ก็ยังงงนิดๆ  แต่ก็เข้าใจได้......ว่า....ในผู้ป่วยแต่ละรายก็มีบริบทที่แตกต่างกัน normของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน  จะเอาความรู้สึกเรามาเป็นที่ตั้งก็คงไม่ถูกนัก

ผมจึงเริ่มทำการรักษา

โดยเริ่มต้นที่การ remove เอาอะมัลกัมเดิมออก....พอเอาอะมัลกัมเดิมออกก็ถึงบางอ้อ++เลยครับว่าทำไมวัสดุอุดเดิมถึงแตก..

ทั้งนี้เนื่องจากว่าcavity ของคนไข้รายนี้ตื้นมากเลยครับ บางบริเวณลึกประมาณครึ่งมิลลิเมตรเอง....ซึ่งเนื้อที่ดังกล่าวคงไม่เพียงพอให้วัสดุบูรณะอย่างอะมัลกัมไปนอนเกลือกกลิ้งได้เป็นแน่แท้..

ผมจึงตัดสินใจ...กรอเนื้อฟันเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้รูปร่างของโพรงฟันที่เหมาะสมประมาณ 1.5มม. เมื่อตกแต่งขอบของ cavity เรียบร้อยแล้ว  ก็จึงทำการอุดด้วยอะมัลกัม ...

ซึ่งเทคนิกส่วนตัวของผม...หลังจากอุดฟันคลาส1 ดังเช่นในคนไข้รายนี้แล้ว ผมจะให้คนไข้เคี้ยวๆๆๆๆหลังจากอุดฟันเสร็จ  เพื่อจะให้ได้ลักษะของการสบฟีน  และincline ต่างๆตามธรรมชาติของคนไข้  จากนั้นก็จะมาเช็คสูงซ้ำอีกทีซึ่งจะทำให้การเช็คสูงเสียเวลาในคลินิกไม่มาก..

หลังจากเช็คสูงเรียบร้อยแล้ว...ผมก็จะ post-burnished รอยอุดอีครั้งเพื่อความเงางามและทำให้เนื้ออะมัลกัมแน่น...มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น....และที่ลืมไม่ได้ในกรณีอุดฟันด้วยอะมัลกัม...คือเตือนคนไข้..อย่าเพิ่งไปเคี้ยวอาหารแข็งๆใน 24ชม.แรก  เนื่องจากอะมัลกัมยังไม่ set ตัวเต้มที่  อาจทำให้แตกภายหลังได้...

สุดท้ายผมก็นัดคนไข้มาทำการขัดฟันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า  ...ซึ่งผมอยากให้ทุกคนที่จบเป็นทันตแพทย์แล้วอย่าลืมสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอนในตอนที่เป็นนิสิตนะ...ยังไง..อะมัลกัมก็ควรได้รับการขัด  (ถ้าผู้ป่วยสะดวกมาขัดอะมัลกัมได้..ก็ควรนัดคนไข้มาขัดด้วย)  อย่าเห็นว่าหมอคนอื่นไม่ทำ...เราก็ไม่ทำนะครับ..สิ่งนี้เราเลือกได้ว่า....เราจะเป็นแค่หมอคนหนึ่ง...หรือหมอที่ดีคนหนึ่ง... 

แถมนิดนึง...ผมขอแถมเทคนิกส่วนตัวของผมในการเลือกจะอุด...หรือไม่อุดฟันซี่ไหนๆนะครับ.....ดังนี้.....

กรณีที่ผุเล็กน้อย

จะประเมินตามอายุและการดูแลรักษาความสะอาดฟันของผู้ป่วย

- กรณีที่เป็นเด็กอายุน้อย ฟันเพิ่งขึ้นไม่นาน ร่องฟันจะลึก แล้วตรวจพบว่าเป็นรอยดำไม่ลึก

การรักษา..จะกรอส่วนที่ผุออกให้เสียเนื้อฟันดีน้อยที่สุด แล้วจะอุดปิดทับด้วยวัสดุเคลือบร่องฟัน หรือถ้ากรอฟันผุออกไปมาก ก็จะอุดก่อนด้วยวัสดุอุดฟัน แล้วปิดทับด้วยวัสดุเคลือบร่องฟัน

กรณีผู้ใหญ่

หากรอยสีดำ ยังไม่ถึงกับเป็นรูผุลงไป หรือผุเฉพาะชั้นเคลือบฟันตื้นๆ จะใช้วิธีสังเกตุอาการ(observe) ทุก 6 เดือน ถ้าไม่มีการผุเพิ่ม ก็ยังไม่ต้องอุดฟัน เนื่องจากการกรอฟันเพื่อการกำจัดรอยผุนั้น จะมีการสูญเสียเนื้อฟันดีไปด้วย ทำให้สูญเสียเนื้อฟันโดยไม่จำเป็น

และวัสดุอุดฟันนั้น ความแข็งแรงจะไม่ดีพอให้อยู่ได้ตลอดไป จะต้องมีวันชำรุด ต้องมารื้อเพื่ออุดใหม่ ซึ่งก็จะเกิดการสูญเสียเนื้อฟันเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นอีก

ถ้าผุลึกถึงชั้นเนื้อฟัน (dentine) ก็จะต้องมีการอุดฟัน

วัสดุอุดฟัน จะมีอยู่ 2 แบบ

1 . อะมัลกัม เป็นวัสดุที่ใช้กันมานาน และมีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ ถึงแม้สีจะเป็นสีเงิน แต่การอุดฟันกรามจะต้องใช้วัสดุที่แข็งแรง เพื่อรองรับแรงบดเคี้ยว วิธีการอุดก็ไม่ยุ่งยากเท่าวัสดุสีเหมือนฟัน

2 . วัสดุสีเหมือนฟัน ( composite resin) ทุกวันนี้ มีการพัฒนาจนนำมาใช้อุดฟันหลัง เพื่อรองรับการบดเคี้ยว แต่ความแข็งแรง ก็ยังไม่เท่าอมัลกัม ถึงแม้จะมีการพัฒนาเพื่อใช้ในการอุดฟันหลัง แต่ก็ยังมีการนำมาใช้ไม่นาน เท่าอมัลกัม และวิธีการอุดก็มีขั้นตอนมากกว่า รวมทั้งค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าอมัลกัมด้วยเช่นกัน แต่ในปัจจุบันผมก็พบว่ามีหลายคนนิยมการอุดด้วยวัสดุชนิดนี้มากขึ้น  ซึ่งถ้าเราควบคุมความชื้นได้ดี  ใช้ระบบสารยึดติดที่มีประสิทธิภาพ  การเลือกใช้วัสดุชนิดนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ...

ทั้งนี้จะใช้วัสดุประเภทอะไรนั้น

คงต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไปครับ

เพราะวัสดุแต่ละชนิดก็มีข้อจำกัดและข้อดี

ที่แตกต่างกันครับ ซึ่งควรให้หมอฟัันของคุณ

พิจารณาในแต่ละกรณีๆไปครับ (^_^)

ก็ร่ายยาวมาพอสมควร...วันนี้ก็ขอพอเท่านี้ก่อนละกันนะครับ

หมอบอล,29 ก.ย.2548