หากมีข้อมูลทุกด้านของน้ำที่เดินทางมานี้ ก็น่าจะพอนำมาคำนวณได้ว่า การสร้างแนวกั้นกันน้ำนั้นควรจะมีความแข็งแรงเพียงใดจึงจะพอควรแก่การป้องกันตนเอง

เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เห็นภาพข่าวน้ำทะลัก ตีแนวกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร พัง ราวยักษ์ทุบของเด็กเล่น สงสารพนักงานที่ตื่นตระหนกหนีน้ำกันมาที่ถนน และผู้คนหลายฝ่ายที่พยายามช่วยกันซ่อมแนวกั้นน้ำที่แตกหลายจุด

เห็น SMS ตัววิ่งใต้ภาพข่าวช่องทีวีไทย ของผู้ชมรายหนึ่ง ส่งมาว่า ที่ประกาศให้ อพยพ ออกมาจากน้ำที่เข้าท่วมนวนคร น่าจะบอกว่า ประกาศ ให้หนีตาย ออกมามากกว่า 

รู้สึกยะเยือกจากภายในกับฤทธานุภาพของน้ำที่ไม่ได้คลายความแรงลงเลย ทั้งๆที่ก็เข้าขยี้เมืองมาตามรายทางและนิคมอุตสาหกรรมมาหลายแห่ง

๑๘ ตุลาคม กลางดึก คันกั้นน้ำ คลองระพีพัฒน์ ๓-๔-๕ แตก อลหม่านกันไปหมดเพราะเป็นเวลามืดค่ำ

วันที่ ๑๙ ตุลาคม ข่าวน้ำพังคันกั้นน้ำแถบบางบัวทอง ทะลักเข้าตลาดบางบัวทอง แม่ค้า พ่อค้า เก็บของกันไม่ทัน สินค้าลอยไปกับสายน้ำ ไม่กี่อึดใจน้ำท่วมเป็นเมตร

หวังว่า นิคมอุตสาหกรรมบางกระดี จะสามารถป้องกันความเสียหาย รอดพ้นได้สักแห่งก็ยังดี

 

 เป็ดของเพื่อนบ้านเข้ามาว่ายโชว์ตัว

 

เห็นแนวกระสอบทราย คันดิน กำแพง ที่พังลงอย่างง่ายดาย ไม่เป็นท่า ทำให้นึกสงสัยว่าการทำแนวกั้นเช่นนั้นได้ใช้ ข้อมูลอย่างมีหลักการเกี่ยวกับมวลน้ำ ที่มาอย่างไร ไม่เห็นมีข้อมูล ความรู้เช่นนี้ปรากฏทางสื่อต่างๆเลย มีแต่ข้อมูลวิชาการอะไรไม่ทราบฟังแล้วยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่กว่าเดิม

ที่ได้ยิน ได้ฟังมาตลอดช่วงน้ำท่วมเป็นเดือนก็คือ จะมีน้ำมากและ ปริมาณ- ปริมาตรของน้ำที่เขื่อนจะปล่อยมาต่อนาที/วินาที เป็นข้อมูลที่ทางผู้ใหญ่บ้าน-อบต. ได้รับก็เอามาประกาศปาวๆออกเสียงตามสาย ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ก็ยังไม่แจ่มแจ้งว่า แล้วน้ำมันจะสูงขึ้นอีกสักเท่าไร ในสิบห้านาที-ครึ่งชั่วโมง-ชั่วโมงหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่เขาก็สำทับว่าให้ยกของสำคัญให้พ้นน้ำ

ขอบอกว่าที่ยังอยู่สบายได้ เพราะใช้ประสบการณ์ของครอบครัวที่อยู่กับน้ำท่วมมาถึง สองครั้งใหญ่ๆ ไม่เชื่ออะไรกับการแจ้งข่าวของทางการ

เมื่อวาน เพิ่งได้อ่านข้อมูลจาก คอลัมน์ลมเปลี่ยนทิศ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เขียนว่า คุณ ชวลิต จันทรรัตน์ ซึ่งเป็นวิศวกรด้านน้ำ ระบุว่า ความเร็วของกระแสน้ำที่เข้าถล่มพื้นที่ต่างๆ นั้น คือ

๓ เมตร/ วินาที หรือ ๑๘๐ เมตร/นาที หรือ ๑๐.๘ กิโลเมตร/ชั่วโมง

เพราะว่าไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็เลยยังสงสัยอยู่ดีว่า ความเร็ว เชี่ยวกรากของกระแสน้ำขนาดนี้ กับ ความมหึมา มหาศาลของมวลน้ำที่มา ก่อให้เกิดเป็น พลังงาน ความแรง หรือ แรงอัด-แรงดัน ขนาดไหน

ข้อมูลทุกด้านของมวลน้ำนี้ เมื่อได้แล้ว ยังควรนำมา แปลความหมายสื่อสารให้คนธรรมดาๆเข้าใจด้วย จะได้ช่วยเหลือ ป้องกันตนเอง ครอบครัวและชุมชนได้ระดับหนึ่ง

หากมีข้อมูลทุกด้านของน้ำที่เดินทางมานี้ ก็น่าจะพอนำมาคำนวณ(ทางวิศวกรรม?)ได้ว่า การสร้างแนวกั้นกันน้ำนั้นควรจะมีความแข็งแรงเพียงใดจึงจะพอควรแก่การป้องกันตนเอง ยิ่งนึก ยิ่งสงสารผู้คนธรรมดาที่ระดมช่วยกันทั้งสร้าง ทั้งซ่อม ทำแบบใช้แรงงาน ใจเกินร้อย แต่ขาดข้อมูลวิชาการมากำกับ-สนับสนุนให้การต่อสู้มีประสิทธิภาพ ได้ผลคุ้มกับแรงและใจที่ใส่ลงไป

ไม่อยากเชื่อว่า นักวิชาการไม่ได้ใช้ข้อมูลคำนวณ หรือ วิชาที่เรียนมานำมาใช้ไม่ได้ในสถานการณ์จริง? 

ที่จริงก็น่าจะรู้ว่ากำลังสู้กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินมนุษย์ เป็นศึกที่ไม่มีวันชนะอย่างยั่งยืน

การต่อสู้นั้นจึงต้องพ่ายแพ้ เหมือน สร้างแนวกั้นขนาดของเด็กเล่นเพื่อกันยักษ์ใหญ่ที่จะมาบุกเมือง

 

 

แต่ข้อดีที่เกิดขึ้นในวิกฤตครั้งนี้ คือ การที่คนไทยแสดงความสามัคคี ช่วยเหลือกันเต็มที่ในการสู้กับน้ำ และการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยต้องออกจากบ้านตนเองไปอยู่ตามศูนย์อพยพ หรือ นำความช่วยเหลือไปสู่ผู้คนในท้องที่ต่างๆ เป็นพลังที่น่าตื้นตันจริงๆ

ทว่า ในอีกมุม น้ำหลาก ได้สร้างตะกอนใจแห่งความขัดแย้งสองฟากฝั่งของแนวคันกั้นน้ำแทบทุกที่ที่น้ำบุกไปถึง สิ่งนี้ไม่เคยปรากฏในอดีต เพราะ ในอดีต น้ำหลาก เป็นฤดูกาลที่ผู้คนยอมรับ สิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ไม่ได้รังเกียจ อยากผลักไส ปิดประตูใส่หน้า เหมือนในยุคปัจจุบัน

พิบัติภัยจากลม จากน้ำ จากดินถล่มในระยะไม่กี่เดือนมานี้ เกิดบ่อยทั้งในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และยังมีภัยอื่นๆที่เกิดในซีกโลกอื่น ทำให้นึกถึงเรื่องที่อ่านจากหนังสือ จุดประกายปัญญา เขียนโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ ท่านได้กล่าวถึงหลักของพุทธศาสนาที่ว่าด้วยอายุขัยของมนุษย์และภัยธรรมชาติ พอสรุปสั้นๆได้ว่า เมื่อก่อนโน้นนานมากๆมาแล้วมนุษย์เคยอายุยืนมาก เมื่อมนุษย์มีความเสื่อมศีลธรรมมากๆ เบียดเบียนกัน เบียดเบียนโลกอย่างยิ่ง มนุษย์ก็เริ่มอายุสั้นลงๆ

ปัจจุบันเป็น ช่วงอายุขัยขาลงที่มนุษย์จะมีอายุขัยต่ำกว่า ๑๐๐ ปี และสั้นลงๆเรื่อย ภัยธรรมชาติที่เกิดในช่วงอายุขัยขาลงนี้จะทำให้มนุษย์มีความทุกข์สาหัส ล้มตายเป็นอันมาก

ท่านชี้ไว้ว่า ภัยธรรมชาตินี้จะมีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน

๑.     วาตภัย จะเกิดลมพายุใหญ่ทั้งบนบกและในทะเล

๒.    อุทกภัย จะเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

๓.    ธรณีภัย จะเกิดแผ่นดินถล่มและแผ่นดินไหว

๔.    อัคคีภัย จะเกิดความแห้งแล้ง ไฟไหม้ป่า

ภัยธรรมชาติอื่นๆก็จะเกิดตามมา ได้แก่

๕.    มลพิษภัย จะเกิดมลภาวะร้ายแรง มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คน และสัตว์อย่างมาก

๖.     โรคภัย จะเกิดโรคระบาดนานาชนิด

๗.    ทุพภิกขภัย จะเกิดความอดหยาก ข้าวยากหมากแพง

๘.    โจรภัย ภัยจากกลุ่มคนพาล จี้ ปล้น ขโมย

เป็นภัยธรรมชาติที่จะมีมากขึ้น จะเกิดต่อเนื่องทุกฤดูกาล และมีความรุนแรงอย่างยิ่ง  จะไม่มีใครเอาชนะภัยธรรมชาตินี้ได้แต่อย่างใด ทั่วทุกมุมโลกจะมีภัยธรรมชาติอย่างนี้ อย่างนั้นเกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศล้วนได้รับผลกระทบถ้วนทั่ว ช่วยตัวเองก็ยังแทบไม่ไหว ดังนั้นจะให้ข้ามแดนไปช่วยกันก็จะยิ่งยาก

แต่แค่วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ก็ได้เห็นภัยทั้ง ๘ ประการ ครบ แต่บางข้ออาจยังไม่รุนแรง นี่คงเป็นแค่การปลุกให้มนุษย์ตื่นจากความหลงระเริง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็บ่งชี้ตรงกันว่าสภาพของโลกมีการเปลี่ยนแปลงมาก ส่งผลให้จะเกิดภัยธรรมชาติบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นแน่ๆ

 

หากมนุษย์ไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีปฏิบัติต่อธรรมชาติ และ ต่อมนุษย์ด้วยกัน หลายท่านรวมทั้งผู้เขียนคงใจตรงกันที่ไม่อยากกลับมาเกิดบนโลกใบนี้อีกเลย แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เรามาช่วยกันทำให้โลกใบนี้กลับมาเมตตาเราอีกครั้งเถิดนะคะ ไหนๆก็เป็นเพื่อนทุกข์ ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น