เดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็น "วันมหิดล"  ในฐานะผู้หนี่งที่ได้รับผลจากพระกรุณาธิคุณ ข้าพเจ้ายังไม่มีโอกาสได้ร่วมเทิดพระเกียรติ 

ช่วงนี้มีโอกาสดี ที่จะนำเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์อันทันสมัยอย่างน่าทึ่ง ของสมเด็จพระราชบิดา มาเล่าสู่กันฟังคะ
.
1. สถานที่สำคัญเกี่ยวข้องกับที่ประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
แหล่งที่มา Longfellow house bulletine: June 2010
.
ในเอกสารนี้ได้เล่าถึง ทัศนคติสมเด็จพระราชบิดาต่อการมีคู่ครองว่า
When I marry, it will be to one wife and to no more, and she shall be the one queen of my heart....
ในปี 2463 พระองค์ได้กับเสกสมรส สามัญชน นาม สังวาลย์ ตะละภัฎ ซึ่งเป็นนักเรียนทุนในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มาศึกษาวิชาพยาบาล 
.
A. บ้านเลขที่ 15 ถนน Burkeley สถานที่พำนัก นส.สังวาลย์ ตะละภัฎ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) 
.
ในระหว่างพำนัก ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชชนนี เคยเสด็จเยี่ยมเยียน บ้านของนักการศึกษา/นักประวัติศาสตร์/กวีคนสำคัญ Henry Wadsworth Longfellow ภายหลังบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ค้นคว้าวิจัย เรื่องราว ความสัมพันธ์อเมริกา และสยาม..เปิดให้ชม พร้อมไกด์ 3 ชั่วโมง ในอัตราประมาณ 90 บาทเท่านั้น - น่าเสียดาย ที่สถานแห่งนี้ ยังมีคนไทยรู้จักและไปเยี่ยมเยียนน้อย 
B. บ้านประวัติศาสตร์ Longfellow แต่ละรอบการนำชม จะมีไกด์ผู้เชี่ยวชาญออกมายืนรอหน้าบ้านเพื่อพาเข้าไป
.
สมเด็จพระราชชนนีมีพระประสูติกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ โรงพยาบาลเมาท์ ออร์บอร์น  ว่ากันว่า เหตุที่ทรงเลือกโรงพยาบาลนี้ แม้ในบริเวณนั้นมีโรงพยาบาลที่ดีหลายแห่ง เนื่องจาก โรงพยาบาลแห่งนี้ ติดกับบ้านพักของพระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์) เพื่อจะได้ช่วยดูแลธุระต่างๆ ให้อย่างใกล้ชิด
C. โรงพยาล Mount Auburn สถานที่ประสูติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
.
หลายท่านอาจทราบแล้วว่า ใกล้กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีจตุรัส และป้าย "King bhumibol adulyadej of thailand" 
D. จตุรัส King Bhumibol Adulyadej square เป็นมุมเล็กๆ จุดสังเกตที่เห็นแต่ไกลคือ ยอดอาคาร Charles Hotel 
.
ในป้ายจารึก ข้าพเจ้าขอแปลดังนี้
"จตุรัส กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดช 
จตุรัสนี้ เป็นที่ระลึกสถานที่ประสูติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แห่งประเทศไทย ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออร์บอร์น ใน เคมบริดจ์ แมสซาชุเสต วันที่ 5 ธันวาคม พศ. 2471 ในขณะ เจ้าฟ้ามหิดล พระราชบิดา เป็นนักศึกษา ณ โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด
จตุรัสนี้ เปิดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 8 เมษายน พศ.2533 โดยสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ พระราชธิดาองค์เล็ก ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี 
อนุสรณ์นี้ จะเป็นที่ระลึกถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่าง เคมบริดจ์และประชาชนชาวไทย
ป้ายสลักนี้ ได้รับการเปิด ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 โดยสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงมหาจักรี สิรินธร องค์ตัวแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประชาชนชาวไทย"
.
ภาพแสดงที่ตั้งจุดสำคัญต่างๆ ที่กล่าวมา
.
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่คะ
1.บทความนี้ของ ท่าน อ.เหม่ง
2.บล็อกของมูลนิธิ King of Thailand birthplace foundation 
.
.
2.บทสัมภาษณ์ สมเด็จพระราชบิดา 
แหล่งที่มา
The Harvard illustrated magazine, Volume 18
บทสัมภาษณ์ในปี 1918  ( รัชสมัยสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว 1910-1925)
ขณะสมเด็จพระราชบิดา ยังทรงเป็นพระราชอนุชา และศึกษาวิชาสาธารณสุขที่ มหาวิทยาลัยฮาว์วาร์ด
เจ้าฟ้า ในรูปภาพ มีพระเนตรสีน้ำตาล และค่อนข้างเฉียง (oblique?) พระเกศาดำ พระฉวีออกน้ำตาล
"ภาษาอังกฤษ ที่พระองค์ใช้ ดีกว่า อเมริกันโดยเฉลี่ย และการออกสำเนียงสมบูรณ์แบบ"..
พระองค์ไม่ทรงพระโอสถ (ไม่สูบบุหรี่) แต่ มีกล่องซีกาเร็ตศิลปะตุรกี  "สำหรับให้เพื่อน" พระองค์ตรัส..พระองค์เชื่อว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ "Hygiene สอนว่าเช่นนั้น" 
( ก่อนปี 1950  บุหรี่ยังเป็นของธรรมดา น้อยคนรู้ว่าบุหรี่เป็นต้นเหตุของมะเร็งปอด และโรคหลอดเลือดซึ่งได้รับการยืนยันชัดเจนในปัจจุบัน)
.
ทรงชื่นชมบุคคลสองคน คือ Carnegie และ Rockefeller
( Andrew Carnegie มอบทุนสำหรับก่อตั้งหอสมุดสาธารณะในพื้นที่ต่างๆ 
ส่วน John D. Rockefeller ก่อตั้งมูลนิธิการกุศลต่างๆ รวมทั้งมูลนิธี Rockefeller ซึ่งสมเด็จพระราชบิดา ได้ใช้พระวิริยะอุตสาหะ
เจรจาต่อรอง ในการให้ความช่วยเหลือวางรากฐานแพทยศาสตร์ศึกษาของไทย เป็นเวลา 12 ปี ในช่วง 2466-2477 )
.
พระองค์ยังทรงแสดงความเห็นเกี่ยวกับ "ประชาธิปไตย-Democracy" ไว้ว่า
 All people are equal in heart, in certain emotions that come from there.
They are unequal in intellct due to difference in opportunities and development.
Unequal development is the keynote of inequaility, which is apt to lead to lack of democracy
...
บทนี้ ข้าพเจ้า ขอแปลตามความเข้าใจดังนี้
" ประชาชนทุกคน ต่างมีความเท่าเทียมกัน ในด้านจิตใจ
ความแตกต่างทางการศึกษา เกิดจาก ความแตกต่างทางโอกาส และการพัฒนา
ดังนั้น การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม นำมาซึ่งความไร้ประชาธิปไตย.."
เกร็ดประวัติเหล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกภาพตัวหนังสือ ใต้หอพัก ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

.."ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นเพียงหมออย่างเดียวเท่านั้น แต่ฉันต้องการให้เธอเป็นคนด้วย"

####