ทำงานด้วยใจและใจ

ที่ทำงานของฉันมีคนจำนวนมาก แต่ละคนแต่ละงานทำงานไม่เหมือนกัน การทำงานร่วมกันที่งานจะได้ผล คนทำงานเป็นสุขนั้น 2 สิ่ง  คือเราควรเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเรียนรู้ซึ่งงานและงานของเราของเพื่อนร่วมงาน

ยุคสมัยนี้หากคนๆ หนึ่ง จะสามารถทำงานได้หลายหน้าที่  ถือว่าเป็นโชคดีของคนนั้น และของหน่วยงานนั้นด้วย

ปัจจุบันในที่ทำงาน หากมีใครถึงคราวออกไปจากสถานที่ทำงานนั้น ไม่ว่าจะเกษียณ ลาออก หรือเหตุสุดวิสัย เช่น ตาย โอกาสจะได้คนใหม่มาสวมในอัตราว่างเป็นไปได้ยาก ยกเว้นเป็นตำแหน่งหลักสำคัญ อย่างเช่น วิชาชีพบรรณารักษ์ในสังกัดห้องสมุด  ที่ทำงานฉันเช่นเดียวกัน ดังนั้น คนที่ทำงานอยู่ หรือใครที่มีคุณวุฒิ คุณสมบัติเหมาะสม ผู้ใหญ่เล็งเห็นว่าน่าจะทำงานแทนกันได้ ก็จะถูกดึงตัวมาให้ช่วยทำงานชั่วคราวบ้าง เผลอๆ ก็รับไปเป็นงานรอง งานหลักในที่สุด

เราล้อมวงคุยกันในกลุ่มเพื่อนร่วมงานสังกัดสำนักงานสำนักหอสมุด หน่วยงานที่เรียกเป็น Back Office  หลายคนเล่าให้เราฟังกัน ถึงภาระงานที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ลงมือทำ แต่การได้ทำไปแล้ว เห็นผลงานเป็นเนื้อเป็นหนังน่าชื่นใจ ก็ภูมิอกภูมิใจ เลยชวนมาทบทวนดูว่าแล้วอะไรทำให้เราอิ่มเอมความสุขได้เช่นนั้น

 

คุณวนิดา ดาเขียว

คนนี้ตำแหน่งหน้าที่เป็นแม่บ้านค่ะ มีภาระงานจัดเตรียมอาหารว่าง น้ำชากาแฟ สำหรับผู้มาใช้ห้องประชุม หนักเข้าๆ กลายเป็นคนดูแลควบคุมการเปิด-ปิดเครื่องเสียงเครื่องฉายภาพ (โปรเจคเตอร์) เครื่องคอมพิวเตอร์  เครื่องปรับอากาศ ซี่งเป็นงานของเจ้าหน้าที่ถึงสามหน่วยงานย่อยๆ (งานช่างไฟฟ้า ช่างคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษา) เทคนิคการทำงานของเธอคือ ศึกษาข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานทำเป็นคู่มือติดไว้ภายในห้องประชุม เมื่อไม่เข้าใจในการใช้อุปกรณ์โสตฯ ก็จะปรึกษาเจ้าของงาน เพื่อที่จะปฏิบัติในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

คุณสุจีน  เขียวงาม ตำแหน่งงานพนักงานบริการทั่วไป เธอคนนี้มีงานได้รับมอบหมายนอกเหนือจากงานในหน้าที่ถึงสองอย่างค่ะ คืองานนั่งเช็คเกอร์ คอยตรวจสอบการเข้าออกของผู้ใช้บริการ ณ บริเวณทางเข้าห้องสมุด และงานเกี่ยวกับการขึ้นชั้นวารสารภายในห้องสมุด ซึ่งเป็นภาระงานข้ามฝ่ายโดยสิ้นเชิง เธอเล่าว่า “ดิฉันนั่งเช็คเกอร์ บางวันผู้ใช้บริการพูดกันเข้าใจและรู้เรื่อง บางคนจะพูดคุยเรื่องธรรมะ ดิฉันจะมีความสุขมาก ดิฉันภูมิใจที่ดิฉันสามารถขึ้นชั้นวารสารและเปลี่ยนปกภาษาอังกฤษได้ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นดิฉันอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เลย” และคำถามว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เธอมีความสุข เธอตอบว่า “ดิฉันจะทำงานด้วยใจคนเราถ้าทำอะไรด้วยใจแล้วจะประสบผลสำเร็จ ทำให้เรามีความสุขกับงานนั้นแม้บางครั้งมันจะเหนื่อยมากๆ และดิฉันจะมีความสุขมากถ้ามีผู้ใช้บริการมาหาวารสารฉบับปัจจุบันและล่วงเวลา ดิฉันช่วยเขาหาพบมันทำให้เราภูมิใจมีความสุขจังเลยค่ะ”

คุณพนัสดา  ยอดทองหลาง น้องสาวเจ้าหน้าที่สำนักงานคนนี้ทำงานเกี่ยวกับด้านพัสดุ นอกเหนือจากภาระหน้าที่โดยตรงแล้ว เธอเล่าถึงงานอื่นๆ ที่โอกาสได้ทำ  การช่วยจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดเรียงเอกสาร, การจัดเลี้ยงแก่ผู้มาร่วมประชุม เธอเห็นว่าการช่วยกัน, การร่วมมือกัน, การรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย, การมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จะนำมาซึ่งความรักสามัคคีและนำพาองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่างานเรานั้นจะเป็นงานระดมของคนตัวเล็กๆ

และเช่นเดียวกันกับพลังของคนตัวเล็กๆ คุณรุ้งสินี  เขียวงาม เจ้าหน้าที่สำนักงานซึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานในตำแหน่งด้านงานพัสดุ แต่เธอมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะทำหน้าที่รับอาคันตุกะต่างประเทศ วึ่งเป็นงานในตำแหน่งของคนเงินเดือนสูงกว่า แต่เธอยินดีและเต็มใจทำงานในหน้าที่นี้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เคล็ดลับของเธอคือ จะติดตามข้อมูลข่าวสารในสำนักงานสำนักว่ามีงานหรือกิจกรรมอะไรบ้าง  จัดสรรเวลากับงานหลักที่เราต้องทำ  โดยใช้การจัดเวลาแล้วได้ประโยชน์ทั้ง 2 อย่าง โดยงานหลักก็ไม่เสีย  แล้วแบ่งเวลาไปช่วยเหลืองานหรือกิจกรรมสำนักงานสำนัก   เธอเห็นด้วยกับคุณพนัสดาว่า การแสดงความช่วยเหลือการมีน้ำใจ มีความเอื้อเฟื้อ  เผื่อแผ่กันภายในสำนัก ทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจ ความสามัคคีที่เกิดขึ้นในสำนักเพื่อให้เป็นแรงพลังให้บรรลุเป้าหมาย  นโยบายของสำนัก

อีกคนหนึ่งที่อาจจะเล่าไม่เก่ง คุณอุทัยวรรณ ป้อม เธอเป็นพนักงานบริการทั่วไป มีหน้าที่ส่งหนังสือตามงานต่างๆ และระหว่างการส่งหนังสือนั้น เธอมักจะได้รับการร้องขอจากเพื่อนร่วมงานในแผนก งาน ตามชั้นต่างๆ ขอให้ช่วยนำข้าวของส่วนตัวไปส่งให้ตามชั้นนั้นชั้นนี้  บางอย่างเป็นของมีค่า เป็นเงินเป็นข้าวของเครื่องใช้หนักอึ้ง ซึ่งเธอก็ยินดีรับทำให้ด้วยความเต็มใจ เธอคิดว่าสิ่งนี้ทำให้เธอภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ ที่ได้รับการไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ระหว่างฟังเธอเล่า เรามองเห็นใบหน้ายิ้มแย้มและเสียงรับคำ “เจ๊าๆ” (ยินดีค่ะ)ของเธอได้ชัดเจน

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นคนแสนเงียบในงานอาคารสถานที่  คุณพจน์  แสนคติ เล่าถึงความรู้สึกเบิกบานในการทำงานที่นอกเหนือหน้าที่ เขายินดีรับทำงานทุกอย่างที่นอกภาระงานที่สามารถทำได้เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของเพื่อนร่วมงาน แต่เขาเป็นคนที่ต้องขอศึกษาลักษณะงานก่อน เขามีคติการทำงานประจำใจด้วยว่า “งานคือปัญหา การทำงานคือการแก้ปัญหา  งานที่มีปัญหาให้ศึกษาจากตำรา  และผู้ที่มีประสบการณ์เพื่อนำมาแก้ไขงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้”

ส่วนอีกหนึ่งชายหนุ่มที่ฉันรู้จักและแทบจะไม่มีวันไหนที่ไม่เจอเขาเลยในแต่ละเช้าวันทำงาน คุณวิวัฒน์ชัย  ไชยชาญ พนักงานธุรการ ที่เคยถามไถ่เกี่ยวกับการลาพักผ่อน เพราะไม่เคยเห็นเขาลาหยุดยาวเลยตลอดระยะเวลาทำงานเป็นสิบๆ ปี  เขาบอกว่าการได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ก็เพียงพอแล้วสำหรับการพักผ่อน  เขามีความสุขที่ได้ทำงานทุกอย่าง รวมทั้งงานจิตอาสา เวลาฝ่ายอื่นๆ ขาดแคลนกำลังคนทำงาน  เพราะได้ทำงานกับเพื่อนต่างแผนกและได้แสดงความคิดเห็นต่างๆ เล่าสู่กันฟัง

 

ยังมีเพื่อนพี่น้องอีกหลายคนที่บอกเล่าเรื่องราว ให้ฉันได้กลับมาสะท้อนฟังใหม่ อีกหลายคนที่ฉันอยากจะนำเรื่องเล่ามาร้อยเรียงไว้ในบันทึกเรื่องดี บัญชีมีสุข บันทึกหน้าจะเป็นเรื่องราวของเพื่อนร่วมงานกับงานในหน้าที่ของเขาและเธอ ที่ฉันเชื่อว่า ไม่มีใครรู้ถ้าเจ้าตัวจะไม่เล่า