ในยามที่ใครต่อใคร กำลังเดือดร้อน และพูดถึงน้ำท่วมกันอย่างกว้างขวาง
ข้าพเจ้าได้เพียง ส่งกำลังใจ ติดตามข่าวอยู่ห่างๆ
ดูภาพน้ำท่วมเชียงใหม่ ที่กัลยาณมิตร tag มาให้ดู
ก็นึกถึงสมัยเป็นนักเรียน โรงเรียนติดน้ำปิงแห่งหนึ่ง
ช่วงหน้าฝน ถ้าฝนตกหนักๆ ติดต่อกัน 2-3 วัน เตรียมตัวได้ว่า
จะมีกิจกรรมขนเก้าอี้ โต๊ะ หนีน้ำ
จำได้ว่า เป็นบรรยากาศ เฮฮาตื่นเต้น (และแอบดีใจที่จะมีวันหยุดพิเศษ)
แต่หลังจากน้ำลด กลับมาเรียน ก็ไม่สนุกนัก
ต้องมาขัดโคลน พร้อมๆ กับเจอสหาย "ไส้เดือน" เกลื่อนกลาด
..
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ จึงขอนำข่าวน่าสนใจ อีกมุมหนึ่งมาเล่า
ในข่าว อาจมีความเห็น ที่ฟังแล้วไม่เห็นด้วยทุกอย่าง
แต่จะขอ "Discovery :-)" ค้นหาสิ่งดีๆ ของตัวอย่างดีๆ นี้
...
บทความเต็มๆ อ่านได้ที่นี่คะ แหล่งที่มาจาก นสพ.ไทยรัฐ
.
.

http://www.thairath.co.th/today/view/205388
.
.
ศูนย์เรียนรู้สุขภาพชุมชน ต.อุทัยเก่า จ.อุทัยธานี
.
ที่มีภาคีจัดการระบบป้องกันน้ำท่วมด้วยตนเอง สามารถป้องกันพื้นที่ตนเองให้รอดพ้น โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากส่วนกลาง
ในมุมมองข้าพเจ้า "ทางสายกลาง" น่าจะเป็นกุญแจสำคัญ ของความสำเร็จ
.
1. มองปัญหา ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป
ไม่ใหญ่ไป : คนในชุมชน เชื่อว่า ปัญหาในพื้นที่ตนแก้ได้ด้วยคนในพื้นที่
"หากต้องการให้ไข้น้ำท่วมหายขาด ต้องแก้ด้วยศักยภาพของตัวเอง"
ไม่เล็กไป : มีการจับมือร่วมกันกับพื้นที่ใกล้เคียง " ไม่เพียงชาวบ้านในตำบลใดตำบลหนึ่งสามัคคีกัน ต้องจับมือกับตำบลอื่นด้วย เพราะพื้นที่น้ำท่วมนั้นกว้างเกินกำลัง ตำบลใดตำบลหนึ่ง"
.
2. แก้ปัญหา ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป
ไม่ตึงไป : ไม่วู่วามเก็บข้อมูล รอจนจังหวะเหมาะสมค่อยลงมือ " ตอนน้ำท่วม ก็แค่จดจำว่าน้ำมาทางไหน ล้นตลิ่งตรงไหน.. รู้และจำไว้ ตอนน้ำท่วมก็ไม่ต้องทำอะไร ทำไปก็เสียเงินเปล่า รอให้น้ำลดก่อน.."
ไม่หย่อนเกินไป : เมื่อรู้ว่าต้นเหตุส่วนหนึ่งเกิดจาก ทางระบายน้ำถูกบุกรุก ก็ใช้กฎระเบียบเอาจริงกับผู้ฝ่าฝีน
" อย่างคลองทับเสลา เดิมกว้าง 60 เมตร ชาวบ้านรุกเข้าไปจนคลองเหลือ 30 เมตร เราจึงต้องใช้วิธีให้ชลประทานมาใช้อำนาจกฎหมาย
ขีดเส้นแนวให้ชาวบ้านรื้อถอน.."
.
3. ชาวบ้าน ได้เป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ
เป็นผู้ให้ : "...ใช้ภูมิปัญญาและแรงงานชาวบ้าน นำทรายผสมกับปูนซีเมนต์ใส่กระสอบปุ๋ยไปเรียงเป็นผนังกั้นไม่ให้น้ำเซาะ
ถูกกว่าซื้อหินมาเรียง และดีกว่าทรายที่ถูกเซาะง่าย"
เป็นผู้รับ : " ชาวบ้านรายไหนอยากขุดสระแก้มลิงในพื้นที่นา ทาง อบต จะติดต่อขอเครื่องมือจาก อบจ.มาให้ โดยชาวบ้านออกแต่ค่าน้ำมันรถขุด"
(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง "แก้มลิง" ตามพระราชดำริได้ที่นี่คะ )
.
4. ทั้งปรับธรรมชาติเข้าหา และปรับหาธรรมชาติ
ปรับธรรมชาติเข้าหา : ทำระบบบริหารจัดการน้ำอย่างมีวิชาการ "ก่อนฤดูน้ำหลาก จะประสานกับเจาหน้าที่อ่างน้ำระบายน้ำมาก่อน เพื่อเตรียมกักเก็บน้ำรอบใหม่.."
"หน้าแล้งก็ไม่มีปัญหา เพราะอ่างน้ำมีเก็บไว้จ่าย แล้วยังมีแก้มลิงในนา.."
ปรับหาธรรมชาติ : ปรับฤดูทำนาให้เร็วขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูน้ำหลาก ( ทำในหน้าแล้งได้เพราะข้อที่กล่าวมาข้างบน)
...
.
แม้ไม่มีความรู้เรื่องน้ำ เรื่องเกษตรเลย
แต่ขอชื่นชมชุมชนนี้ด้วยใจจริง :-)
.
ใครอยาก dream, design และ deliver ต่อบ้างไหมคะ
#####
พอดีเห็นมีบันทึกดีๆ เรื่องบ้านลอยน้ำ ของท่าน ดร.เอมี และ รศ.เพชรากร เห็นบ้านแบบนี้ใกล้ๆ ที่พักเลยเก็บมาฝากคะ
.

"ให้ดอกไม้" ๑ ดอก สำหรับบันทึกนี้ครับ คุณหมอ ป.กุ้งเผา ;)...
เป็นชุมชนตัวอย่าง ที่รู้จักพึ่งตนเอง เป็นแบบอย่างที่ดี แก่ชุมชนอื่น
ขอ.อย่าใช้...กำลัง ขอ...ขู่เข็ญ...และ โทษคนอื่น .....
หันกลับมาช่วยเหลือตนเอง และคนอ่อนแอบ้าง...น่าจะดีกว่า..นะคะ
สวัสดีครับ...
ผมชอบบันทึกนี้
เป็นวาระแห่งชาติ gotoknow ได้นะครับ
เหมาะสมกับสภาพปัญหาและบริบทพื้นที่ และวิถีชีวิตมากครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะที่เผยแพร่ในเรื่องมีประโยชน์ต่อสถานการณ์ยามนี้ ..พี่ใหญ่พึ่งตนเองเช่นกันค่ะ ..ทั้งเตรียมย้ายของขึ้นชั้นบน หากระสอบทรายมากั้นทางน้ำเข้า สำรองที่อยู่แห่งที่สองหนีน้ำ ฯลฯ ..หลายๆคนขำๆว่า ตื่นตัวมากเกินไปหรือเปล่า??
ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยๆ มากน้อยต่างกันไป
วางแผนการเตรียมรับมือระยะยาวน่าจะคุ้มค่า
เป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้านคิดโครงการ
นำเสนอของบประมาณ คงดีแน่ แต่..
อย่าหักร้อยละ ก่อนก็แล้วกันนะครับ เจ้านาย
ขอบคุณคะอาจารย์ ได้ข่าวเชียงใหม่น้ำลดแล้ว หรือเปล่าคะ ยินดีด้วย :-)
สวัสดีค่ะ
ขอชื่นชมชุมชนตัวอย่าง...การยอมรับสภาพและการปรับตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น...เป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้ตนเอง...ขอเป็นกำลังใจนะคะ...แต่มีข้อคิดในเรื่องการขุดสระแก้มลิงในที่นา...ที่จริงแล้วลักษณะภูมิประเทศของไทยเป็นพื้นที่ราบลุ่ม...พื้นที่ส่วนไหนที่ต่ำมากนั่นคือแก้มลิงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ...พอมีคนไปสร้างบ้านเรือนและทำเป็นพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่แก้มลิงเมื่อน้ำมาจึงท่วม...ประเทศไทยแต่เดิมจะมีคูคลองในเมืองต่างๆเพื่อการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำ...แต่ปัจจุบันมีการถมคูคลองให้เป็นถนน...ถึงแม้จะมีท่อระบายน้ำมาแทนคูคลองต่างก็ไม่สามารถระบายน้ำจำนวนมากๆได้ทันและที่สำคัญขาดการดูแลรักษามีเศษขยะอุดตันอีก...การแก้ไขระยะยาวต้องมีการวางผังเมืองที่ถูกต้องตามลักษณะภูมิประเทศซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก...หรือไม่ก็ต้องพัฒนาบ้านเมืองให้ลอยน้ำได้ซึ่งก็ยิ่งยากกว่าอีกเช่นกัน...
สวัสดีค่ะคุณหมอ
ขอส่งแรงไจไปช่วยอีกคนค่ะ
เห็นด้วยคะคุณครู ขอความร่วมมือแบบฉันมิตร ให้เขาร่วมคิดร่วมทำ
เรื่องผิดพลาดในอดีตก็คืออดีต แทนที่จะแก้ลบ ลองมาเสริมบวก บ้างเป็นไร :-)
สวัสดีค่ะอาจารย์หมอ
ชื่นชมชาวบ้านค่ะ ร่วมแรงใจ มองปัญหา เดินสายกลาง หาทางแก้ได้ถูกจุด
เป็นกำลังใจให้พี่น้องเราที่ประสบภัยน้ำท่วมค่ะ
ขอบคุณสำหรับมุมข่าว เล่าน่าสนใจมาก แทรกข้อคิดดีๆค่ะ
รู้จักวางแผนเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสนะคะ
เป็นวาระแห่งชาติของ gotoknow จริงๆ คะ ช่วยๆ กันเสนอแต่ละแง่แต่ละมุม
อยากให้ชุมชนที่แก้ปัญหาน้ำท่วมตนเองสำเร็จมาช่วยแชร์ กลวิธีด้วยคะ
ถ้าพี่ใหญ่สำรองแห่งที่สองหนีน้ำ อยากเชิญมาอยู่ที่เชียงใหม่ บริเวณเชิงดอยด้วยกันคะ :-)
สวัสดีค่ะ
แวะมาชมบันทึกนี้ค่ะ
เป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ^^
มาแนวสะเก็ดข่าวเลยนะคะอาจารย์
หากมีทีมนักวิชาการ ให้คำปรึกษาโครงการ ยิ่งดีคะ
ขอบคุณ การวิเคราะห์แก้มลิงอย่างน่าสนใจคะ อาจารย์
เมื่อประชากรมากขึ้นแล้วไปอยู่อาศัยในที่ซึ่งเป็นแก้มลิงธรรมชาติ จึงเป็นปัญหา
มีผู้ใหญ่ เล่าว่า สมัยก่อน แม่น้ำปิงกว้างกว่ายุคนี้สองเท่าได้
แสดงว่า บ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำปิง นั้นตั้งในที่ซึ่งเป็นของแม่น้ำมาก่อน
เมื่อน้ำเอ่อ ส่วนที่อยู่ข้างแม่น้ำจึงโดนท่วมบ่อยกว่าใคร..
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว เห็นทีคงต้องหาทางปรับความเป็นอยู่ให้เข้ากับธรรมชาติด้วยคะ
อย่าง เรื่องบ้านลอยน้ำ ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะบ้านส่วนที่ตั้งในแก้มลิงหรือริมแม่น้ำ
ในบันทึก "น้ำใจ" เช่นเดียวกันคะ :-)
ขอบคุณคะ เชื่อว่าคนชุมชนนี้ทำสำเร็จ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างแบบที่คุณถาวรว่าคะ
คือ ความสามัคคี เลือกทางสายกลาง พึ่งตนเองในการแก้ปัญหา
ขอบคุณคะ คุณครูวราภรณ์
อ่านบันทึกล่าสุดคุณครูแล้วถึงคิดได้อีกอย่างว่า
การลงมือทำด้วยตนเอง เกิดจากการได้คิดด้วยตนเองด้วยคะ :-)
ขอบคุณคะน้องต้นเฟิร์น ที่บ้านน้ำท่วมไหมคะ หวังว่าสบายดีถึง smile :-)