
วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ นี้ เป็นวันสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ดังนั้น เมื่อถึง ๑๖.๓๐ น. ก็จะต้องนับได้ว่าผมสิ้นสุดการเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งสิ้นสุดชีวิตราชการ ๒๘ ปีเรียบร้อยแล้ว หลังจากจบมหาวิทยาลัยมหิดลและเข้าทำงานที่ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน ศาลายา ซึ่งปัจจุบันคือสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน
หากนับนอกเวลาด้วยอีกตามระเบียบราชการซึ่งถือว่าข้าราชการทุกคนมีความเป็นคนของราชการ ๒๔ ชั่วโมงนั้น เมื่อถึง ๒๔.๐๐ น.หรือเที่ยงคืนของคืนวันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ก็นับว่าผมได้เกษียณจากราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างสมบูรณ์ อย่ากระนั้นเลย ผมควรหาวิธีได้อยู่กับตนเองให้มากที่สุดเพื่อทำสิ่งเล็กๆน้อยๆเล่นให้สนุกๆ ได้ความทรงจำแก่ตนเองด้วยการเดินข้ามวันเวลาชีวิต
หากเป็นในหนัง Dancing with Wolfs ก็ต้องสื่อโดยการที่ตัวเอกนั่งย้อมใจนั่งกินกาแฟรอบกองไฟในคืนเหน็บหนาวกลางทะเลทราย โดยมีฝูงหมาป่าวิ่งวนอย่างกระหายเลือดอยู่ไกลๆไปด้วย เป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญชีวิตในภายหน้าที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่อย่างเราๆนี่ ทำแค่พอได้ครึ้มอกครึ้มใจก็พอละครับ
วันสุดท้ายของการเป็นชาวมหิดล กับวันแรกของการออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจากความคุ้นเคย ออกจากกรุงเทพมหานครไปเป็นคนต่างจังหวัดอีกครั้งของชีวิตนี้ ผมได้อยู่ทั้งสองที่ โดยตอนเช้าก็อยู่ที่บ้านสันป่าตอง เชียงใหม่ และตอนเย็นกระทั่งล้มตัวลงนอนเมื่อผ่านเข้าสู่วันใหม่วันอาทิตย์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ก็อยู่ที่ห้องพักในคอนโดมีเนียม กรุงเทพมหานคร
หลังจากครูอาจารย์และเพื่อนพ้องน้องพี่ครอบครัวภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเลี้ยงอำลาให้เมื่อวันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ แล้ว ถัดมาวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ผมก็ขึ้นไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมประกอบการสมัครเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หลังจากนอนบ้านคืนหนึ่งวันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ก็กลับกรุงเทพฯเพื่อรีบเขียนงานอีก ๓ ชิ้นให้เสร็จ ผมตื่นนอนตั้งแต่ก่อนตี ๕ หลังจากทำสิ่งต่างๆแล้ว ก่อนออกจากบ้านไปสนามบิน ก็เดินไปเก็บฝรั่งที่หน้าบ้านติดมือมาด้วย ๑ ลูก......
สานความทรงจำแต่ก่อนเก่า
แต่งตัวเพื่ออยู่กับผู้คนและความเป็นมหิดล : เสื้อผ้าและเครื่องแต่งตัวของผมแทบทุกชิ้นนั้น แทบจะไม่มีเลยที่ซื้อหาและได้มาด้วยเหตุผลของการเป็นของมีแบรนด์หรือทำให้ดูดี แต่มักเป็นเสื้อผ้าที่มีความหมายต่อตัวผมเองกับผู้คนและเหตุการณ์ประทับความทรงจำต่างๆ วันนี้ก็เช่นกัน ผมสวมเสื้อผ้าและเครื่องต่างกายชุดเดียว ๒ วัน !!!! ต้องขอนำมาใส่เพื่ออยู่ในเหตุการณ์สำคัญด้วยกันสักหน่อย เพราะแต่ละชิ้นมีชีวิตจิตใจผม ผู้คน และบันทึกโลกรอบข้างอยู่ในนั้น สัญญาณแจ่มชัดและแรงยิ่งกว่าแถบแม่เหล็กและสัญญาณดิจิตัล ......................
เสื้อ : ผมสวมเสื้อเชิร์ตสีฟ้าแขนสั้น ตัวซึ่งได้มาระหว่างเดินดูตลาดกลางคืน ย่านใกล้ที่พักเมื่อร่วมกับทีมอาจารย์พานักศึกษาสาขา Master of Educational Management (International Programme) ไปศึกษาดูงานด้านการจัดการการศึกษาประเทศสิงคโปร์ ผมสวมเสื้อตัวนี้ทีไรก็มักจะนึกถึงพี่ๆน้องๆของหลักสูตรที่ตนเองประจำอยู่ นึกถึงกลุ่มนักศึกษาชาวศรีลังกา จีน เกาหลี ภูฏาน พวกเขาต้องการสร้างความประทับใจให้ผม โดยทำเสื้อยืดพิมพ์ซิลค์สกรีนตรามหาวิทยาลัยมหิดลและข้อความประจำกลุ่ม ที่พวกเขาช่วยกันออกแบบและตัดสินใจทำว่า We are Mahidol ที่กลางหลัง แล้วก็อุบไว้เพื่อนำไปให้ผมได้ใส่ในเช้าวันแรก เพื่อดูแล้วมีความเป็นทีมเดียวกัน ก่อนที่จะขึ้นรถไปดูงานด้วยกันที่มหาวิทยาลัยนันยาง
ผมประทับใจมากดังที่พวกเขาคาดหมาย แต่ก็กลับยิ่งสนุกครื้นเครงและให้ประทับใจมากเข้าไปอีก เมื่อเสื้อที่เขาเตรียมให้ผมใส่นั้น มันคับติ้วจนตัวผมเหมือนลูกหมาไส้กรอกใส่เสื้อกันหนาว คับจนสะดือผมโผล่และหน้าอกขึ้นเป็นก้อนๆ ผมจึงเพียงใส่ให้พวกเขาได้พอใจกับผลงาน แล้วก็ถอดออก ในครั้งนี้ ผมจึงนำเสื้อที่ได้ซื้อในโอกาสเดียวกันนี้ มาสวมเพื่อได้อยู่กับความรำลึกถึงกัน ในวันที่มีความหมายสำหรับตนเองเล็กๆน้อยๆอย่างวันนี้
กางเกงสีน้ำเงิน : เป็นกางเกงที่สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียนตัดให้ผมพร้อมกับชุดเสื้อนอกเพื่อเป็นชุดของทีมบริหาร ผมใส่มาหลายปีจนสีออกจางๆแล้ว จำเพาะกางเกงนี้ ก็เชื่อมโยงให้ผมได้สัมผัสกับชีวิตการทำงาน ครูอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่ได้ผูกพันกันดังญาติ ผ่านการงานและการดำเนินชีวิตมาด้วยกันกว่า ๒๕ ปี
ผูกเน็คไทมหาวิทยาลัยมหิดล : ผมผูกเน็คไทด้วย เป็นเน็คไททำด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินปักตรามหาวิทยาลัย ท่านอธิการบดี ศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาธร มอบให้พร้อมกับหนังสือขอบคุณในการที่ผมได้ร่วมกับชาวมหิดล จัดการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยครั้งแรก ในวาระที่ท่านเป็นอธิการบดีเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว เนคไทนี้ มักทำให้ผมนึกถึงผู้คนที่ช่วยกันทำงานครั้งนั้น นับแต่ท่านอธิการบดี, กับรองอธิการบดี ท่าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา, พี่นภามาศ นวพันธุ์พิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพ หรือ MUQD และผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี และกลุ่มอาจารย์จากคณะและสถาบันต่างๆของมหาวิทยาลัย ที่รวมตัวกันชั่วคราวมาทำเวทีเครือข่ายจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกัน
ปรกติแล้วผมไม่ค่อยได้แต่งตัวแบบผูกเนคไทและใส่สูท เพราะ....หากพูดเป็นภาษาลาวท้องถิ่นบ้านผมก็คือ มันบ่คือ !!!! แต่ครานี้ขอนำมาผูกเพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงกัน รวมทั้งได้น้อมใจคารวะผู้บังคับบัญชาและผู้ซึ่งผมเคารพนับถือ มากมายจนไม่สามารถกล่าวถึงได้หมด
เข็มกลัด : ที่เน็คไท ผมก็กลัดเข็มซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกร ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาจารย์ประภพ ด่านเศรษฐกุลและทีมคณาจารย์คณะเทคนิคการแพทย์นำโดยศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์ ปรัชชญาสิทธิกุล ทั้งในฐานะรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและต่อมาในฐานะคณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ ได้มอบให้ผมขณะที่เป็นเครือข่ายวิจัยสุขภาพชุมชนลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลองด้วยกันอยู่หลายปี เป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงความอดทนเพื่อริเริ่มทำสิ่งยากต่างๆด้วยกันแบบข้ามศาสตร์สาขา เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งต่อตนเองและต่อสังคม
กินฝรั่งข้ามพรมแดนและข้ามมิติ : เมื่อถึงเที่ยงคืน ก็เอาฝรั่งที่เก็บมาจากบ้านห้วยส้มสันป่าตองเมื่อยามเช้า ออกมาสับและนั่งกัดกิน เฉลิมฉลองการเดินข้ามวันวารของชีวิต ส่งวันสุดท้ายของห้วงหนึ่งในชีวิตและต้อนรับวันแรกของอีกจังหวะก้าวที่กำลังทอดลงเบื้องหน้า
จึงนอกจากทำให้ได้ความอร่อยที่มีอยู่ในตัวเองของฝรั่งแล้ว ก็รู้สึกได้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนดินและชีวิตการอยู่อาศัยในอีกถิ่นที่ของเรา ผม ภรรยา ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ห้วงอารมณ์ก่อนหลับ ขณะล้มตัวนอนเมื่อล่วงสู่เช้าวันใหม่แล้วนั้น ผมก็ได้ความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นแผ่นแผ่ราบออกไปเรื่อยๆกระทั่งหลับ
แม้นเป็นกิจกรรมบนชีวิตประจำวันเล็กๆน้อยๆที่ผมทำให้กับตัวเอง แต่ก็ทำให้เป็นวันหนึ่งที่มีความหมายต่อตัวเองดีมากทีเดียว ผมได้นั่งรำลึกถึงผู้คน ได้คิดใคร่ครวญ และได้ซาบซึ้งเรื่องราวมากมายในชีวิตทั้งวัน อย่างที่ตั้งใจ
ทำหมายเหตุวันใหม่ให้ตนเอง
เปิดเฟซบุ๊ค : ผมตั้งใจที่จะอดทนใช้สื่อความรู้ที่พอดี-พอดีอย่าง gotoknow.org และจะยังไม่ใช้เฟซบุ๊คเป็นสื่อเชื่อมต่อกับโลกรอบข้างมา ๒-๓ ปี จากนั้นก็ค่อยๆเขียนบันทึกใน gotoknow ซึ่งทอนความเป็นวิชาการลงไปหน่อยหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็ยกระดับจากการคุยเหมือนการแช็ตในสื่อออนไลน์ทั่วๆไป ให้ขึ้นมาเป็นสื่อความรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันสักหน่อยหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคลิกที่พอดีของสื่อความรู้ออนไลน์อย่าง gotoknow แล้วก็ใช้พัฒนาวิธีพึ่งตนเองในการทำหน้าที่ต่างๆให้ได้มากที่สุด เมื่อพอมีสื่อช่วยทำงานได้พอสมควรแล้ว จึงค่อยคิดใช้สื่ออย่างอื่นเพิ่มขึ้น จึงใช้วาระอย่างนี้เปิด facebook เป็นหมายเหตุชีวิตให้ตนเองไปในตัวเสียเลย
อาจจะเป็นการทำให้ชีวิตยุ่งยากสำหรับคนทั่วไป ทว่า ผมกับคนที่มีทางเดินของชีวิตการงานอย่างนี้ อย่างไรเสียก็ต้องมีบทบาทหน้าที่ทางสังคมในการทำงานความรู้ ซึ่งสื่อและเทคโนโลยี รวมทั้งภูมิปัญญาต่างๆเพื่อสร้างความรู้และพัฒนาการเรียนรู้ของสังคมสำหรับการอยู่ร่วมกัน เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้และใช้ทำงานได้ด้วยการปฏิบัติ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งเล็กๆที่ทำให้กับตนเองสำหรับการเดินไปข้างหน้า
เขียนบันทึกเป็นหมุดหมาย : บันทึกและสื่อการเรียนรู้โลกกว้างที่แบ่งปันผ่านชีวิตและการงานของเราเอง ผมควรจะมีบันทึกและอนุทินที่สะท้อนการมีความเชื่อมต่อกับการทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบการณ์ชีวิตในเมืองใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร และการทำงานเชิงเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับความเป็นสังคมเมืองชนบท และโลกกว้างในบริบทใหม่ๆ
เมื่อคิดดังนั้น เลยก็เดินหาข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่งโดยซื้อนิตยสารไทม์ฉบับที่กำลังจะออกในสัปดาห์หน้าคือ ๓ ตุลาคม ๒๐๑๑ จากนั้นก็อ่านและย่อยเขียนอนุทินเป็นหมายเหตุความคิดทางด้านสภาวการณ์สังคมโลก, ทรัพยากรน้ำกับแนวโน้มการขาดแคลนน้ำของโลก, การศึกษา, สุขภาพและสาธารณสุข, การเคลื่อนไหวทางสังคม
ผมนึกถึงการเดินป่าและเข้าป่าเพื่อหาหน่อไม้ หาฟืน หากลอย เมื่อครั้งอยู่บ้านนอกที่หนองบัว นครสวรรค์ ซึ่งการรู้จักวิธีบากโคนไม้ หักกิ่งไม้บอกสัญญาณต่างๆรายทาง หรือจัดวางก้อนหิน เป็นระยะๆ พอให้เป็นที่หมายรู้ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียนรู้ว่าจำเป็นต้องทำ เป็นระบบและซับซ้อนยิ่งกว่าเครื่องหมายจราจรเสียอีก ทั้งเพื่อตัวเราเองและเป็นคุณธรรมเพื่อคนอื่น ที่อาจได้เดินผ่านทาง ให้ได้รู้แผนที่ชีวิตในป่ากว้าง
ยาสระผมซันซิลค์กับสบู่นกแก้ว : ผมใช้ยาสระผมและสบู่จนหมดคามือแล้ว เย็นวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ นี้ ก็เป็นจังหวะที่พอดีสำหรับซื้อยาสระผมขวดใหม่กับสบู่ก้อนใหม่ ร้านโชว์ห่วยของป้าในหมู่บ้านที่ผมหาเรื่องเดินไปซื้อของและคุยกับท่านอยู่เป็นประจำเหลือสบู่นกแก้วแบบดั้งเดิมก้อนเดียวพอดี ขณะเดียวกัน ก็ซื้อยาสระผมซัลซิลค์ เลือกขวดที่เหลืออยู่สีเดียวมาขวดหนึ่ง จากนั้น ก็ใช้อาบน้ำสระผมอย่างมีความสุข
น้ำจากฝักบัว ทำให้ผมนึกถึงการที่ต้องเดินไปซื้อสุขภัณฑ์ เหน็ดเหนื่อยขาลากหลายเที่ยวและหลายครั้ง รวมทั้งการได้ทำห้องน้ำแบบลองผิดลองถูกด้วยฝีมือตนเอง ยืนอาบน้ำทีไรก็ให้รู้สึกว่าเย็นชื่นใจกว่าน้ำจากฝักบัวที่ไหนๆ ส่วนสบู่ตรานกแก้วก็ทำให้ผมนึกถึงการอาบน้ำคลองที่บ้านนอก หนองบัว นครสวรรค์ ทั้งที่เมื่อเด็กแถวบ้านผมแทบจะไม่ได้ใช้สบู่ถูตัวเลย
ข้าวแกงเทโพ : ผมติดฝีมือทำกับข้าวของร้านอาหารและร้านข้าวแกงในหมู่บ้านของผมแทบทุกร้าน รวมทั้งร้านข้าวแกงของสองสามีภรรยาซึ่งดูเป็นคนต่างจังหวัดและขยันขันแข็งทำมาหากินมาก เย็นวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ นี้ เลยเดินไปซื้อข้าวแกง เป็นแกงเทโพและผัดหอยแมลงภู่ ทั้งสองอย่างเกือบหมดพอดี แม่ค้าข้าวแกงเลยบอกให้ลูกตักให้ผมแถมให้หมดทั้งสองอย่าง กินได้ถึง ๓ มื้อ ตั้งแต่มื้อเย็นวานกระทั่งถึงมื้อกลางวันของวันเสาร์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ นี้ ข้าวแกงในหมู่บ้านทำให้ผมรู้สึกร่วมเลือดเนื้อและชีวิตจิตใจของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในห้วงหนึ่งของชีวิต
หนังสือเล่มแรกและแขกเจ้าแรกมาเป็นคู่ : ครอบครัวของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อธิวัฒน์ เจี่ยวิวัฒน์กุล รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กับ ดร.นิด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุทัยทิพย์ เจี่ยวิวรรธน์กุล อาจารย์สาขาประชากรศึกษา ของภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไปไหว้พระและทำบุญที่พุทธมณฑลมา แล้วก็แวะมาหา นำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกซึ่งอาจารย์ดร.อธิวัฒน์ทำและผมได้ขอท่านไว้เล่มหนึ่ง มาให้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ จิตสำนึกต่อองค์กรของครูในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร พร้อมกับซื้อเสื้อยืดพิมพ์คติพจน์ของท่านพุทธทาสภิกขุมา ๒ ตัวให้ผมกับภรรยา กับเช่าและอาราธนาพระพุทธรูปอีก ๑ องค์ มาให้ ทั้งสองท่านเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและน้องรัก ที่ได้ร่วมงานกันหลายครั้ง
จดหมายเชิญฉบับแรกที่บ้านสันป่าตอง : ก่อนกินข้าวมื้อเที่ยง ภรรยาผมก็บอกว่าไปรษณีย์นำเอาจดหมาย EMS ไปส่ง ผมก็เลยขอให้แกะออกอ่านให้ฟังสักหน่อย เป็นจดหมายเชิญจาก สวรส หรือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ให้เป็นผู้ดำเนินการเสวนา เวทีย่อยเวทีหนึ่งในงานมหกรรมสุขภาพที่อิมแพ็คเมืองทองธานีในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เลยนับว่าเป็นงานแรกของวันแรก และเป็นจดหมายฉบับแรกที่ส่งถึงผมที่บ้านห้วยส้ม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
เป็นทั้งการเริ่มต้นทำงานด้วยกันในอีกจังหวะหนึ่งของชีวิต และเป็นเหมือนกัลยาณมิตรก่อนเก่าที่กรายมาเยือน ร่วมทำหมายเหตุต้อนรับการดำเนินชีวิตการงานในอีกถิ่นฐานหนึ่งของผม.
ขอให้อาจารย์โชคดีกับงานใหม่ที่ มช นะคะ
รูปสวยอีกแล้วคะอาจารย์ โชคดีค่ะ :)
แวะมาคารวะท่านพี่ครับ
ยินดีต้อนรับกลับสู่บ้านนะคะอาจารย์....
ถ้ามีโอกาสคงได้พบเจอกันบ้างที่เชียงใหม่....
มาเอากำลังใจ และมาให้กำลังใจอาจารย์ครับ
สวัสดีครับคุณแก้วครับ
ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
ตอนนี้ยังไม่มีสังกัดหรอกครับ
สวัสดีครับอาจารย์ ดร.จันทวรรณครับ
ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
ปีนี้ย่านบ้านพักอาจารย์ไม่โดนน้ำท่วมซ้ำอีกนะครับ
ขอให้อาจารย์ อาจารย์ดร.ธวัชชัยและน้องต้นไม้
มีความสุขและความสวัสดีอยู่เสมอๆครับ
กราบคารวะท่านอาจารย์หมอ JJ ครับ
จะขึ้นไปเป็นโหนด ไว้รอต้อนรับอาจารย์
ได้ไปเยือนและแบ่งปันสิ่งดีๆกับเครือข่ายนะครับ
สวัสดีครับคุณครู krugui ครับ
"..ต้อนรับกลับบ้าน" .....
ให้ความรู้สึกอุ่นใจดีจังเลยครับ
ที่บ้านขอเป็นแหล่งพบปะและทำกิจกรรมต่างๆของ krugui และทุกท่าน
ได้ทุกเมื่อเลยนะครับ
สวัสดีครับทิมดาบครับ
ขอชื่นชมทิมดาบ นักรบแนววัฒนธรรมสุขภาพชุมชน
ที่เป็นทั้งที่พึ่งและเป็นกำลังวิชาการของชุมชน มากมายหลายด้านเลยนะครับ
ต้องขอชื่นชมมากจริงๆครับ
เดินข้ามคืนวันของชีวิต...
ผ่านทั้งความมืดมิดและสดใส...
เดินก้าวย่างสู่จุดหมายแม้นทางไกล...
ทำสิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในใจตน...
แวะมาเยี่ยมใกล้วันใหม่ของต้นเดือนตค.ค่ะ ..หลายอย่างที่เล่ามาคล้ายๆความรู้สึกในอดีตของพี่ใหญ่ยามเมื่อต้องอำลาอาลัยจากชีวิตงานประจำที่ยาวนานถึง 35 ปี ..ผิดกันแต่ว่า ชีวิตช่วงต่อมา เปลี่ยนแนวทางไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ ทั้งกิจกรรม และสังคม
พี่ใหญ่คิดอยู่ในใจแต่แรกแล้วว่า อาจารย์คงจะเลือกมาสอนที่ มช. ด้วยความเหมาะสมหลายๆอย่าง นับเป็นความโชคดีของทีนี่นะคะ ..ขออวยพรให้ประสบความสุขตามที่ปรารถนาทุกประการค่ะ
สวัสดีครับดิเรกครับ
ขอให้ดิเรกมีความสำเร็จเสมอๆ
อย่าลืมนะครับ หากกลับไปใช้ทุนและเป็นอาจารย์อยู่ที่ปัตตานี
เมื่อมีกิจกรรมดีๆ ก็หาเรื่องชวนให้ผมได้ไปเยือนบ้างนะครับ
บันทึกนี้อ่านแล้วได้อารมณ์ดีจังเลยค่ะอาจารย์
กินฝรั่งข้ามพรมแดนและข้ามมิติ คงเป็นฝรั่งที่ได้อารมณ์และรสชาติไม่ซ้ำใครเป็นแน่
งั้นบันทึกนี้ก็นับเป็นบันทึกที่ข้ามพรมแดนและมิติด้วยสินะคะ
ขอให้ออกเดินสู่เส้นทางใหม่ด้วยหัวใจเบิกบานค่ะ ..^__^..
สวัสดีครับพี่ใหญ่ครับ
กราบขอบพระคุณในคำอวยพรของพี่ใหญ่อย่างสุดซึ้งยิ่งครับ
อยากจะทำสิ่งต่างๆให้ได้มากยิ่งๆขึ้นไปอีกอย่างพี่ใหญ่ของเรานี้เลยละครับ
อ่านแล้วรู้สึกอาจารย์ละเอียดอ่อนและเห็นคุณค่า คน/ สิ่งต่างๆ รอบตัว
ซึมซับ วิเคราะห์สังเคราะห์ อยู่เสมอเลยคะ
การสิ้นสุด ณ จุดหนึ่ง เป็นการเริ่มต้น ณ จุดหนึ่ง
ผู้มีคุณค่า อยู่ที่ใดก็มีคุณค่านะคะ
สวีสดีค่ะอาจารย์วิรัตน์ที่เคารพ
สวัสดีครับคุณใบไม้ย้อนแสงครับ
เป็นอย่างนั้นเลยละครับ ลูกมันย่อมกว่ากำปั้น กัดกร้วมเดียวก็เกือบหมดไปครึ่งลูก กินแล้วก็ลืม แต่เมื่อมานึกไปว่ามันเป็นสิ่งที่ผุดจากดินที่เราได้ใส่ชีวิตจิตใจไปวันแล้ววันเล่ามานับสิบปี เลยต้องหาวิธีกินเพื่อกำซาบเข้าไปให้ถึงความเป็นส่วนหนึ่งของเรา บันทึกนี้ก็เริ่มบันทึกตั้งแต่เมื่อวานเพื่อคร่อมในอีกวันหนึ่งคือวันนี้ ทำสนุกๆน่ะครับ
อ่านจดหมายเหตุชีวิตของอาจารย์ในวันหนึ่งที่น่าจดจำนี้แล้ว
ให้นึกถึงหลานสาววัยรุ่น เขานัดกันกับเพื่อนอยู่กันคนละจังหวัด
กินมาม่าข้ามคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่...อิอิ
ยินดี...ในคืนวันอันสดใส
ชื่นใจ...ในคืนวันอันอบอุ่น
เป็นบุญ...ของไทยและโลก
อาจารย์วิรัตน์เกื้อกูลดูแล
สวัสดีครับอาจารย์หมอปัทมาครับ