วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ นี้    เป็นวันสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๕๔  ดังนั้น เมื่อถึง ๑๖.๓๐ น. ก็จะต้องนับได้ว่าผมสิ้นสุดการเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งสิ้นสุดชีวิตราชการ ๒๘ ปีเรียบร้อยแล้ว หลังจากจบมหาวิทยาลัยมหิดลและเข้าทำงานที่ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน ศาลายา ซึ่งปัจจุบันคือสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน

หากนับนอกเวลาด้วยอีกตามระเบียบราชการซึ่งถือว่าข้าราชการทุกคนมีความเป็นคนของราชการ ๒๔ ชั่วโมงนั้น เมื่อถึง ๒๔.๐๐ น.หรือเที่ยงคืนของคืนวันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ก็นับว่าผมได้เกษียณจากราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างสมบูรณ์ อย่ากระนั้นเลย ผมควรหาวิธีได้อยู่กับตนเองให้มากที่สุดเพื่อทำสิ่งเล็กๆน้อยๆเล่นให้สนุกๆ ได้ความทรงจำแก่ตนเองด้วยการเดินข้ามวันเวลาชีวิต

หากเป็นในหนัง Dancing with Wolfs ก็ต้องสื่อโดยการที่ตัวเอกนั่งย้อมใจนั่งกินกาแฟรอบกองไฟในคืนเหน็บหนาวกลางทะเลทราย โดยมีฝูงหมาป่าวิ่งวนอย่างกระหายเลือดอยู่ไกลๆไปด้วย เป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญชีวิตในภายหน้าที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่อย่างเราๆนี่ ทำแค่พอได้ครึ้มอกครึ้มใจก็พอละครับ

วันสุดท้ายของการเป็นชาวมหิดล กับวันแรกของการออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจากความคุ้นเคย ออกจากกรุงเทพมหานครไปเป็นคนต่างจังหวัดอีกครั้งของชีวิตนี้ ผมได้อยู่ทั้งสองที่ โดยตอนเช้าก็อยู่ที่บ้านสันป่าตอง เชียงใหม่ และตอนเย็นกระทั่งล้มตัวลงนอนเมื่อผ่านเข้าสู่วันใหม่วันอาทิตย์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ก็อยู่ที่ห้องพักในคอนโดมีเนียม กรุงเทพมหานคร

หลังจากครูอาจารย์และเพื่อนพ้องน้องพี่ครอบครัวภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเลี้ยงอำลาให้เมื่อวันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ แล้ว ถัดมาวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ผมก็ขึ้นไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมประกอบการสมัครเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หลังจากนอนบ้านคืนหนึ่งวันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ก็กลับกรุงเทพฯเพื่อรีบเขียนงานอีก ๓ ชิ้นให้เสร็จ ผมตื่นนอนตั้งแต่ก่อนตี ๕ หลังจากทำสิ่งต่างๆแล้ว ก่อนออกจากบ้านไปสนามบิน ก็เดินไปเก็บฝรั่งที่หน้าบ้านติดมือมาด้วย ๑ ลูก......

   สานความทรงจำแต่ก่อนเก่า   

แต่งตัวเพื่ออยู่กับผู้คนและความเป็นมหิดล : เสื้อผ้าและเครื่องแต่งตัวของผมแทบทุกชิ้นนั้น แทบจะไม่มีเลยที่ซื้อหาและได้มาด้วยเหตุผลของการเป็นของมีแบรนด์หรือทำให้ดูดี แต่มักเป็นเสื้อผ้าที่มีความหมายต่อตัวผมเองกับผู้คนและเหตุการณ์ประทับความทรงจำต่างๆ วันนี้ก็เช่นกัน ผมสวมเสื้อผ้าและเครื่องต่างกายชุดเดียว ๒ วัน !!!! ต้องขอนำมาใส่เพื่ออยู่ในเหตุการณ์สำคัญด้วยกันสักหน่อย เพราะแต่ละชิ้นมีชีวิตจิตใจผม ผู้คน และบันทึกโลกรอบข้างอยู่ในนั้น สัญญาณแจ่มชัดและแรงยิ่งกว่าแถบแม่เหล็กและสัญญาณดิจิตัล ......................

เสื้อ : ผมสวมเสื้อเชิร์ตสีฟ้าแขนสั้น ตัวซึ่งได้มาระหว่างเดินดูตลาดกลางคืน ย่านใกล้ที่พักเมื่อร่วมกับทีมอาจารย์พานักศึกษาสาขา Master of Educational Management (International Programme) ไปศึกษาดูงานด้านการจัดการการศึกษาประเทศสิงคโปร์ ผมสวมเสื้อตัวนี้ทีไรก็มักจะนึกถึงพี่ๆน้องๆของหลักสูตรที่ตนเองประจำอยู่ นึกถึงกลุ่มนักศึกษาชาวศรีลังกา จีน เกาหลี ภูฏาน พวกเขาต้องการสร้างความประทับใจให้ผม โดยทำเสื้อยืดพิมพ์ซิลค์สกรีนตรามหาวิทยาลัยมหิดลและข้อความประจำกลุ่ม ที่พวกเขาช่วยกันออกแบบและตัดสินใจทำว่า We are Mahidol ที่กลางหลัง แล้วก็อุบไว้เพื่อนำไปให้ผมได้ใส่ในเช้าวันแรก เพื่อดูแล้วมีความเป็นทีมเดียวกัน ก่อนที่จะขึ้นรถไปดูงานด้วยกันที่มหาวิทยาลัยนันยาง

ผมประทับใจมากดังที่พวกเขาคาดหมาย แต่ก็กลับยิ่งสนุกครื้นเครงและให้ประทับใจมากเข้าไปอีก เมื่อเสื้อที่เขาเตรียมให้ผมใส่นั้น มันคับติ้วจนตัวผมเหมือนลูกหมาไส้กรอกใส่เสื้อกันหนาว คับจนสะดือผมโผล่และหน้าอกขึ้นเป็นก้อนๆ ผมจึงเพียงใส่ให้พวกเขาได้พอใจกับผลงาน แล้วก็ถอดออก ในครั้งนี้ ผมจึงนำเสื้อที่ได้ซื้อในโอกาสเดียวกันนี้ มาสวมเพื่อได้อยู่กับความรำลึกถึงกัน ในวันที่มีความหมายสำหรับตนเองเล็กๆน้อยๆอย่างวันนี้

กางเกงสีน้ำเงิน : เป็นกางเกงที่สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียนตัดให้ผมพร้อมกับชุดเสื้อนอกเพื่อเป็นชุดของทีมบริหาร ผมใส่มาหลายปีจนสีออกจางๆแล้ว จำเพาะกางเกงนี้ ก็เชื่อมโยงให้ผมได้สัมผัสกับชีวิตการทำงาน ครูอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่ได้ผูกพันกันดังญาติ ผ่านการงานและการดำเนินชีวิตมาด้วยกันกว่า ๒๕ ปี

ผูกเน็คไทมหาวิทยาลัยมหิดล : ผมผูกเน็คไทด้วย เป็นเน็คไททำด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินปักตรามหาวิทยาลัย ท่านอธิการบดี ศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาธร มอบให้พร้อมกับหนังสือขอบคุณในการที่ผมได้ร่วมกับชาวมหิดล จัดการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยครั้งแรก ในวาระที่ท่านเป็นอธิการบดีเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว เนคไทนี้ มักทำให้ผมนึกถึงผู้คนที่ช่วยกันทำงานครั้งนั้น นับแต่ท่านอธิการบดี, กับรองอธิการบดี ท่าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา, พี่นภามาศ นวพันธุ์พิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพ หรือ MUQD และผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี และกลุ่มอาจารย์จากคณะและสถาบันต่างๆของมหาวิทยาลัย ที่รวมตัวกันชั่วคราวมาทำเวทีเครือข่ายจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกัน

ปรกติแล้วผมไม่ค่อยได้แต่งตัวแบบผูกเนคไทและใส่สูท เพราะ....หากพูดเป็นภาษาลาวท้องถิ่นบ้านผมก็คือ มันบ่คือ !!!! แต่ครานี้ขอนำมาผูกเพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงกัน รวมทั้งได้น้อมใจคารวะผู้บังคับบัญชาและผู้ซึ่งผมเคารพนับถือ มากมายจนไม่สามารถกล่าวถึงได้หมด

เข็มกลัด : ที่เน็คไท ผมก็กลัดเข็มซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกร ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาจารย์ประภพ ด่านเศรษฐกุลและทีมคณาจารย์คณะเทคนิคการแพทย์นำโดยศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์ ปรัชชญาสิทธิกุล ทั้งในฐานะรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและต่อมาในฐานะคณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ ได้มอบให้ผมขณะที่เป็นเครือข่ายวิจัยสุขภาพชุมชนลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลองด้วยกันอยู่หลายปี เป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงความอดทนเพื่อริเริ่มทำสิ่งยากต่างๆด้วยกันแบบข้ามศาสตร์สาขา เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งต่อตนเองและต่อสังคม

กินฝรั่งข้ามพรมแดนและข้ามมิติ : เมื่อถึงเที่ยงคืน ก็เอาฝรั่งที่เก็บมาจากบ้านห้วยส้มสันป่าตองเมื่อยามเช้า ออกมาสับและนั่งกัดกิน เฉลิมฉลองการเดินข้ามวันวารของชีวิต ส่งวันสุดท้ายของห้วงหนึ่งในชีวิตและต้อนรับวันแรกของอีกจังหวะก้าวที่กำลังทอดลงเบื้องหน้า 

จึงนอกจากทำให้ได้ความอร่อยที่มีอยู่ในตัวเองของฝรั่งแล้ว ก็รู้สึกได้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนดินและชีวิตการอยู่อาศัยในอีกถิ่นที่ของเรา ผม ภรรยา ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ห้วงอารมณ์ก่อนหลับ ขณะล้มตัวนอนเมื่อล่วงสู่เช้าวันใหม่แล้วนั้น ผมก็ได้ความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นแผ่นแผ่ราบออกไปเรื่อยๆกระทั่งหลับ

แม้นเป็นกิจกรรมบนชีวิตประจำวันเล็กๆน้อยๆที่ผมทำให้กับตัวเอง แต่ก็ทำให้เป็นวันหนึ่งที่มีความหมายต่อตัวเองดีมากทีเดียว ผมได้นั่งรำลึกถึงผู้คน  ได้คิดใคร่ครวญ และได้ซาบซึ้งเรื่องราวมากมายในชีวิตทั้งวัน อย่างที่ตั้งใจ

    ทำหมายเหตุวันใหม่ให้ตนเอง   

เปิดเฟซบุ๊ค : ผมตั้งใจที่จะอดทนใช้สื่อความรู้ที่พอดี-พอดีอย่าง gotoknow.org และจะยังไม่ใช้เฟซบุ๊คเป็นสื่อเชื่อมต่อกับโลกรอบข้างมา ๒-๓ ปี จากนั้นก็ค่อยๆเขียนบันทึกใน gotoknow ซึ่งทอนความเป็นวิชาการลงไปหน่อยหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็ยกระดับจากการคุยเหมือนการแช็ตในสื่อออนไลน์ทั่วๆไป ให้ขึ้นมาเป็นสื่อความรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันสักหน่อยหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคลิกที่พอดีของสื่อความรู้ออนไลน์อย่าง gotoknow แล้วก็ใช้พัฒนาวิธีพึ่งตนเองในการทำหน้าที่ต่างๆให้ได้มากที่สุด เมื่อพอมีสื่อช่วยทำงานได้พอสมควรแล้ว จึงค่อยคิดใช้สื่ออย่างอื่นเพิ่มขึ้น จึงใช้วาระอย่างนี้เปิด facebook เป็นหมายเหตุชีวิตให้ตนเองไปในตัวเสียเลย

อาจจะเป็นการทำให้ชีวิตยุ่งยากสำหรับคนทั่วไป ทว่า ผมกับคนที่มีทางเดินของชีวิตการงานอย่างนี้ อย่างไรเสียก็ต้องมีบทบาทหน้าที่ทางสังคมในการทำงานความรู้ ซึ่งสื่อและเทคโนโลยี รวมทั้งภูมิปัญญาต่างๆเพื่อสร้างความรู้และพัฒนาการเรียนรู้ของสังคมสำหรับการอยู่ร่วมกัน เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้และใช้ทำงานได้ด้วยการปฏิบัติ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งเล็กๆที่ทำให้กับตนเองสำหรับการเดินไปข้างหน้า

เขียนบันทึกเป็นหมุดหมาย : บันทึกและสื่อการเรียนรู้โลกกว้างที่แบ่งปันผ่านชีวิตและการงานของเราเอง ผมควรจะมีบันทึกและอนุทินที่สะท้อนการมีความเชื่อมต่อกับการทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบการณ์ชีวิตในเมืองใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร และการทำงานเชิงเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับความเป็นสังคมเมืองชนบท และโลกกว้างในบริบทใหม่ๆ  

เมื่อคิดดังนั้น เลยก็เดินหาข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่งโดยซื้อนิตยสารไทม์ฉบับที่กำลังจะออกในสัปดาห์หน้าคือ ๓ ตุลาคม ๒๐๑๑ จากนั้นก็อ่านและย่อยเขียนอนุทินเป็นหมายเหตุความคิดทางด้านสภาวการณ์สังคมโลก, ทรัพยากรน้ำกับแนวโน้มการขาดแคลนน้ำของโลก, การศึกษา, สุขภาพและสาธารณสุข, การเคลื่อนไหวทางสังคม

ผมนึกถึงการเดินป่าและเข้าป่าเพื่อหาหน่อไม้ หาฟืน หากลอย เมื่อครั้งอยู่บ้านนอกที่หนองบัว นครสวรรค์ ซึ่งการรู้จักวิธีบากโคนไม้ หักกิ่งไม้บอกสัญญาณต่างๆรายทาง หรือจัดวางก้อนหิน เป็นระยะๆ พอให้เป็นที่หมายรู้ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียนรู้ว่าจำเป็นต้องทำ เป็นระบบและซับซ้อนยิ่งกว่าเครื่องหมายจราจรเสียอีก ทั้งเพื่อตัวเราเองและเป็นคุณธรรมเพื่อคนอื่น ที่อาจได้เดินผ่านทาง ให้ได้รู้แผนที่ชีวิตในป่ากว้าง

ยาสระผมซันซิลค์กับสบู่นกแก้ว : ผมใช้ยาสระผมและสบู่จนหมดคามือแล้ว เย็นวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ นี้ ก็เป็นจังหวะที่พอดีสำหรับซื้อยาสระผมขวดใหม่กับสบู่ก้อนใหม่ ร้านโชว์ห่วยของป้าในหมู่บ้านที่ผมหาเรื่องเดินไปซื้อของและคุยกับท่านอยู่เป็นประจำเหลือสบู่นกแก้วแบบดั้งเดิมก้อนเดียวพอดี ขณะเดียวกัน ก็ซื้อยาสระผมซัลซิลค์ เลือกขวดที่เหลืออยู่สีเดียวมาขวดหนึ่ง จากนั้น ก็ใช้อาบน้ำสระผมอย่างมีความสุข

น้ำจากฝักบัว ทำให้ผมนึกถึงการที่ต้องเดินไปซื้อสุขภัณฑ์ เหน็ดเหนื่อยขาลากหลายเที่ยวและหลายครั้ง รวมทั้งการได้ทำห้องน้ำแบบลองผิดลองถูกด้วยฝีมือตนเอง ยืนอาบน้ำทีไรก็ให้รู้สึกว่าเย็นชื่นใจกว่าน้ำจากฝักบัวที่ไหนๆ ส่วนสบู่ตรานกแก้วก็ทำให้ผมนึกถึงการอาบน้ำคลองที่บ้านนอก หนองบัว นครสวรรค์ ทั้งที่เมื่อเด็กแถวบ้านผมแทบจะไม่ได้ใช้สบู่ถูตัวเลย

ข้าวแกงเทโพ :  ผมติดฝีมือทำกับข้าวของร้านอาหารและร้านข้าวแกงในหมู่บ้านของผมแทบทุกร้าน รวมทั้งร้านข้าวแกงของสองสามีภรรยาซึ่งดูเป็นคนต่างจังหวัดและขยันขันแข็งทำมาหากินมาก เย็นวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ นี้ เลยเดินไปซื้อข้าวแกง เป็นแกงเทโพและผัดหอยแมลงภู่ ทั้งสองอย่างเกือบหมดพอดี แม่ค้าข้าวแกงเลยบอกให้ลูกตักให้ผมแถมให้หมดทั้งสองอย่าง กินได้ถึง ๓ มื้อ ตั้งแต่มื้อเย็นวานกระทั่งถึงมื้อกลางวันของวันเสาร์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ นี้ ข้าวแกงในหมู่บ้านทำให้ผมรู้สึกร่วมเลือดเนื้อและชีวิตจิตใจของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในห้วงหนึ่งของชีวิต

หนังสือเล่มแรกและแขกเจ้าแรกมาเป็นคู่ : ครอบครัวของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อธิวัฒน์  เจี่ยวิวัฒน์กุล รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กับ ดร.นิด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุทัยทิพย์ เจี่ยวิวรรธน์กุล อาจารย์สาขาประชากรศึกษา ของภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไปไหว้พระและทำบุญที่พุทธมณฑลมา แล้วก็แวะมาหา นำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกซึ่งอาจารย์ดร.อธิวัฒน์ทำและผมได้ขอท่านไว้เล่มหนึ่ง มาให้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ จิตสำนึกต่อองค์กรของครูในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร พร้อมกับซื้อเสื้อยืดพิมพ์คติพจน์ของท่านพุทธทาสภิกขุมา ๒ ตัวให้ผมกับภรรยา กับเช่าและอาราธนาพระพุทธรูปอีก ๑ องค์ มาให้ ทั้งสองท่านเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและน้องรัก ที่ได้ร่วมงานกันหลายครั้ง 

จดหมายเชิญฉบับแรกที่บ้านสันป่าตอง : ก่อนกินข้าวมื้อเที่ยง ภรรยาผมก็บอกว่าไปรษณีย์นำเอาจดหมาย EMS ไปส่ง ผมก็เลยขอให้แกะออกอ่านให้ฟังสักหน่อย เป็นจดหมายเชิญจาก สวรส หรือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ให้เป็นผู้ดำเนินการเสวนา เวทีย่อยเวทีหนึ่งในงานมหกรรมสุขภาพที่อิมแพ็คเมืองทองธานีในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เลยนับว่าเป็นงานแรกของวันแรก และเป็นจดหมายฉบับแรกที่ส่งถึงผมที่บ้านห้วยส้ม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

เป็นทั้งการเริ่มต้นทำงานด้วยกันในอีกจังหวะหนึ่งของชีวิต และเป็นเหมือนกัลยาณมิตรก่อนเก่าที่กรายมาเยือน ร่วมทำหมายเหตุต้อนรับการดำเนินชีวิตการงานในอีกถิ่นฐานหนึ่งของผม.