๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ วันนี้เป็นวันที่โรงเรียนเมืองชุมพรบ้านเขาถล่ม ต้องเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปเป็นจำนวน ๓ คน ด้วยกัน ได้แก่
♦ ท่านผู้อำนวยการปรีชา ตรีทศ
♦ คุณครูทิพย์รัตน์ นาควิเชียร
♦ คุณครูเสนอ กิจพิมล
เวลา ๐๙.๐๐ น. คณะครูและนักเรียนร่วมแสดงมุทิตาจิต ท่านทั้งสาม เริ่มด้วยคุณครูมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึก
ตัวแทนนักเรียนมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึก
ผอ.ปรีชา ตรีทศ คุณครูทิพย์รัตน์ นาควิเชียรและคุณครูเสนอ กิจพิมล ถ่ายภาพร่วมกับนักเรียนแต่ละห้องและคุณครูทั้งหมด
ทั้งสามท่านมอบของที่ระลึกให้คุณครูและบุคลากรทุกท่าน
ท่านเป็นผู้กล้าที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองจากชีวิตข้าราชการอันยาวนานไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ
...ขอแสดงความยินดีกับชีวิตที่เกษมสุข
Have a brighter day!
เพื่อชีวิตวันใหม่่ที่สดใสกว่า
โถข้าวเบญจรงค์ของที่ระลึกงานเกษียณ..เกษมสุข ๒๕๕๔
งานนี้ไม่มีการรดน้ำแสดงมุทิตาจิต เหตุผล ท่านบอกว่า "ท่านยังไม่แก่" จึงไม่มีภาพมาอวด
ที่เรียกกันว่า ครอบครัว
เลาะเลียบคลองผดุง
ตุลย์ ณ ราชดำเนิน [email protected]
ตามปกติ 1 ตุลาคมของทุกปี นับเป็นวันแรกของคนที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ทั่วประเทศที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดในทุกกระทรวงต้องพ้นจากหน้าที่ภาระงานความรับผิดชอบทั้งปวง ซึ่งรู้จักอย่างเป็นทางการว่า เกษียณอายุราชการ
การเกษียณอายุราชการนั้นเท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลง การดำรงตนครั้งสำคัญของชีวิตอีกครั้งหนึ่งในวัย 60 ปลายๆ หรือ 60 ต้นๆ ที่ต้องยอมรับความจริงว่า ต่อไปนี้ชีวิตประจำวันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จะสุขจะทุกข์ อารมณ์จะผ่องใสหรือหมองเศร้า ย่อมขึ้นอยู่กับใจยังยึดติดกับอำนาจบารมีในตำแหน่งหน้าที่มากน้อยเพียงใด หากเป็นเพียงแค่เป็นความแปลกแยก แค่เหงาบางเวลาบ้างก็ยังดี แต่จะให้ตัดใจขาดจากงานที่ทำมานานกว่าครึ่งชีวิตทันทีทันใดได้ไง
ได้รับข้อเสนอแนะดีๆ จาก ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ฝากมาถึงผู้เกษียณอายุทั้งหลายลองนำไปปฏิบัติดู
วันนี้ เวลานี้ ให้คิดว่าดีแล้วที่จะได้พักผ่อน มีเวลา เป็นของตัวเอง ซึ่งการพักผ่อนเป็นเรื่องจำเป็น และอยาก เตือนว่า เราหยุดพักผ่อนร่างกายได้แต่ไม่ควรหยุดใช้สมอง เพราะจะทำให้สมองทำงานช้าลง
อย่าใช้ชีวิตแบบอยู่เฉยๆ ไปวันๆ โดยไม่ทำงาน หากนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านชีวิตจะเงียบเหงาและเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่ายมาก จะทำให้เกิดความวิตกกังวล คิดมาก และส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรม แทนที่จะได้พักสุขสบายแต่กลับอยู่อย่างคนซึมเศร้า ป่วยและแก่กว่าตอนที่ยังไม่เกษียณอายุราชการเสียอีก
ท้ายที่สุดจะมีชีวิตสั้นเพราะมัวคิดแต่เรื่องร้ายๆ
ดังนั้น อยากให้ลองฝึกใช้สมองให้เป็นประโยชน์ ที่ง่ายใกล้ตัวสุดคือ การเขียนบันทึกประวัติ ถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องราวการทำงานของตัวเองที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง ถึงแม้ไม่ได้นำไปตีพิมพ์ที่ไหน อย่างน้อยลูกหลานก็ได้อ่านกันในครอบครัว
การมีกลุ่มมีเพื่อนและมีกิจกรรมอื่นๆ ทำสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าภายในจิตใจและจะเห็นคุณค่าของตัวเองตลอดเวลา ที่สำคัญคือ ความอบอุ่นของบุคคลใกล้ชิดทั้งหลายที่เรียกกันว่า ครอบครัว
หน้า 26วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7620 ข่าวสดรายวัน
www.khaosod.co.th/view_news.php