คนข้างกายผู้เขียนชอบพูดเสมอว่า ความรู้และสุนทรียศาสตร์ในการดำเนินชีวิตของบรรพบุรุษเรานั้น ถูกแทนที่ด้วยการพัฒนาแบบสมัยใหม่ ตลอดเวลาสี่สิบถึงห้าสิบปีที่ผ่านมา ความรู้ดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้ ไม่ได้ถูกปรับและสร้างขึ้นใหม่ คนที่จำได้แม่นยำก็แทบจะลาโลกไปหมด ที่เหลือก็อยู่ก็เป็นคนชราที่ หลงลืม คนรุ่นใหม่ก็ไม่เคยได้รับการถ่ายทอดปลูกฝัง จึงเป็นผู้ไม่รู้ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แต่ก็เป็น ผู้มีความสนใจใคร่รู้

ข่าวน้ำท่วมรายวันมีแต่จะเปิดเผยความเสียหายและการแผ่ขยายเพิ่มขึ้นของพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ปีนี้ที่แห่งใดไม่ถูกพิษน้ำท่วมถือว่าดวงดี ใครๆคงอยากแห่กันไปอยู่

วันนี้ (๑ ตุลาคม ๒๕๕๔)น้ำท่วมที่ ลพบุรี และ อยุธยา หนักมาก

ที่ วัดสะตือ อำเภอท่าเรือ มีพระนอนองค์ใหญ่ เรียกกันว่าหลวงพ่อโต ตรงนั้นก็น้ำท่วมทุกปีเหมือนกัน อยู่ติดกับเขื่อนพระรามหก ปีที่แล้วท่วมมากผิดปกติจากในรอบหลายสิบปี  ชาวบ้านเขาพูดกันว่า หลวงพ่อโตท่านอยากสรงน้ำ(อาบน้ำ) แต่ปีนี้ท่านอยากสรงเกศ (สระผม) เพราะน้ำยิ่งหนักกว่าปีที่แล้ว

ที่บ้านเราก็ได้องค์พระเตือนบอกระดับน้ำเช่นกัน จึงเฝ้าระวังเหตุการณ์ด้วยใจสงบ นอบน้อม

 

ผู้เขียนยังอยู่บ้านริมน้ำป่าสักทุกวัน แม้ว่าต่อนี้ไปน้ำจะท่วมหนักๆอย่างนี้ทุกปี ก็จะยังคงอยู่ ซึ่งน่าจะสุขสบายและง่ายกว่าการย้ายบ้านหนีน้ำท่วมแล้วไปเจอปัญหาอื่น จึงต้องอยู่ศึกษา เรียนรู้เพื่อปรับใจ ปรับการดำรงชีวิตค่ะ

คนข้างกายผู้เขียนชอบพูดเสมอว่า ความรู้และสุนทรียศาสตร์ในการดำเนินชีวิตของบรรพบุรุษเรานั้น ถูกแทนที่ด้วยการพัฒนาแบบสมัยใหม่ ตลอดเวลาสี่สิบถึงห้าสิบปีที่ผ่านมา ความรู้ดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้ ไม่ได้ถูกปรับและสร้างขึ้นใหม่ คนที่จำได้แม่นยำก็แทบจะลาโลกไปหมด ที่เหลือก็อยู่ก็เป็นคนชราที่ หลงลืม  คนรุ่นใหม่ก็ไม่เคยได้รับการถ่ายทอดปลูกฝัง จึงเป็นผู้ไม่รู้ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แต่ก็เป็น ผู้มีความสนใจใคร่รู้  

...ผู้หลงลืม ผู้ไม่รู้ และ ผู้สนใจใคร่รู้ น่าคิดนะคะ

เพื่อให้ตนเองมองเห็นภาพใหญ่ของพื้นที่น้ำท่วมและแบ่งปันเรื่องราวกับท่านผู้อ่าน วันนี้จะขอคุยถึงภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบลุ่มน้ำนี้ บันทึกนี้ได้ข้อมูลมาจากสามแหล่ง คือ

  • เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ หนังสือพิมพ์มติชน หน้าพิเศษ “ประชาชื่น” มีคอลัมน์ที่น่าสนใจมากคือ น้ำท่วมเจ้าพระยา สมัยโบราณดินอุดมสมบูรณ์ และ คอลัมน์สยามประเทศไทย โดยคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เรื่อง สยามเมืองน้ำ มีน้ำมากท่วมสยาม อ่านแล้วทำให้ฉุกคิด หวนคิดไปหลายประการ ประการหนึ่งคือ คนยุคปัจจุบันลืมเลือน ไม่เข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญของสภาพภูมิศาสตร์และระบบนิเวศที่ตนเองดำรงชีพอยู่ ระบบการศึกษาที่ทำให้เรารู้ทั่วโลกยกเว้นเรื่องของตัวเองกำลังทำลายเราอย่างรุนแรง จะกลับลำ แก้ความเสียหายกันทันไหมหนอ

 

  • ผู้เขียนได้อ่านหนังสืออีกเล่มของ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ชื่อ “อยุธยา ยศยิ่งฟ้า:ว่าด้วยวิถีชีวิตของไพร่ฟ้า ข้าไท สมัยกรุงศรีอยูธยา” พบข้อมูลที่ตัวเองแม้เคยอ่านก็หลงลืมไปเหมือนกัน มาอ่านตอนน้ำท่วมอีกครั้งทำให้ เข้า ถึง ใจ ยิ่งขึ้น

 

  • “จดหมายเหตุลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม”  แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ศรีปัญญา พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๔๘ ในบทที่หก ว่าด้วยที่ประกอบกสิกรรมและอู่ข้าวอู่น้ำของสยาม

 

ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ลุ่มน้ำเจ้าพระยา หมายถึง บริเวณที่ราบริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ภาคกลางตอนล่างของไทย มี แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นประธาน มีแควไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ๒ สาย คือ แม่น้ำสะแกกรัง และ แม่น้ำป่าสัก

ลุ่มน้ำนี้มีอิทธิพลและความสำคัญต่อประชากรในพื้นที่ภาคกลาง ๑๑ จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพ และ สมุทรปราการ

 

 

จากภาพแผนที่แสดงเขตลุ่มน้ำภาคกลาง ซึ่ง มติชนได้มาจาก “แผนที่ความรู้ท้องถิ่นไทยภาคกลาง” โดย กวี วรกวิน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๗ หน้า ๒๗ จะเห็นเส้นโยงใยเป็นข่ายสายน้ำมากมายจริงๆ  ก็สมเหตุสมผลที่สยามจะเป็นประเทศที่มีน้ำมาก อุดมสมบูรณ์

นอกจากมีลำน้ำหลายสายแล้ว บริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างนี้ยังเป็น ที่ราบลุ่มต่ำ ภาพจากดาวเทียมตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ “จากห้วงอวกาศสู่พื้นแผ่นดินไทย” หน้า ๒๔๔-๒๔๕ ซึ่ง ปรากฏในหนังสือ “อยุธยายศยิ่งฟ้า” หน้า ๕ จะเห็นภาพร่องรอยของทะเลอ่าวไทยเมื่อหลายพันปีมาแล้ว น่าอัศจรรย์ เพราะมีชายฝั่งทะเลกว้างขวางลึกเข้าไปกว่าปัจจุบันมากมาย ให้ดูบริเวณสีเข้มๆ คือทะเลอยู่ลึกเข้าไปผ่าน อยุธยา ไปจนถึง สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี ทีเดียว

 

 

คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนไว้ว่า “...อ่าวสยามโบราณที่กว้างขวางดังกล่าวมิได้อยู่คงที่ เพราะแผ่นดินงอกออกไปเรื่อยๆโดยรอบตามปรากฏการณ์ธรรมชาติ ชายฝั่งทะเลก็หดเลื่อนลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นอ่าวสยามอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ และจะไม่คงอยู่ตลอดไป แต่จะเปลี่ยนแปลงต่อไปอีก

เหตุที่แผ่นดินงอกและชายฝั่งทะเลหดเลื่อน ก็เพราะการทับถมของตะกอนหรือโคลนตมที่ล้นทะลักไหลมากับน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำป่าสัก และ แม่น้ำบางปะกง...”

หลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม จากประวัติศาสตร์และโบราณคดี จึงบอกให้เราทราบว่า “...เมื่อหลายพันปีก่อนหรือประมาณหมื่นปีมาแล้ว บริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างนี้เป็นท้องทะเลอ่าวสยามและบริเวณราชธานีกรุงศรีอยุธยายังอยู่ใต้ทะเล...”

ลา ลูแบร์ อัครราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศส ซึ่งได้เดินทางมาเมืองไทยอยู่ช่วงสั้นแค่สามเดือนกว่า ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ แต่ลาลูแบร์เป็นคนฉลาด(ก็ฝรั่งเศสเขาคงคัดแล้วว่าไม่เอาคนปัญญาทึบมาเจริญสัมพันธไมตรี) ช่างสังเกตและเขียนบันทึกในสิ่งที่พบเห็นตามที่เขาตีความ ตรงกับความเป็นจริงบ้าง เพี้ยนๆอ่านแล้วน่าขำหรือประหลาดใจบ้าง จดหมายเหตุลา ลูแบร์ จึงเป็นหนังสือแปลที่มีคุณค่า น่าศึกษาว่าลา ลูแบร์ได้เห็นอะไร และฝรั่ง-คนนอกคิดอย่างไรกับเมืองไทย

ข้อสังเกตประการหนึ่งของ ลา ลูแบร์ คือ เรื่องพื้นดินที่เพาะปลูกและการมีน้ำท่วมทุกปีของสยาม(กรุงศรีอยุธยา) เขาเขียนไว้ว่า

๑.    เมืองสยามเป็นดินโคลน

พื้นดินของประเทศสยามมิใช่ดินปนหิน จะหาหินปนอยู่ในดินสักก้อนก็แสนยาก ด้วยประการฉะนี้ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า ประเทศสยามน่าจะเป็นเหมือนที่เขาว่ากันถึงประเทศอียิปต์ ว่าพื้นดินนั้นเกิดจากโคลนที่น้ำฝนชะไหลลงมาจากภูเขา...

๒.    การมีน้ำท่วมทุกปีทำให้พื้นดินสยามอุดมขึ้น

ฉะนั้นดินโคลน(ที่น้ำฝนชะ)ไหลลงมาจากภูเขานี้เองเป็นตัวสาเหตุอันแน่นอนที่ทำให้ราชอาณาจักรสยามมีพื้นดินอันอุดมดีนักในที่ทุกหนทุกแห่งที่มีน้ำท่วมไปถึง...

...การมีน้ำท่วมเป็นประจำปี ย่อมเป็นประกันแก่ประเทศสยามในด้านความอุดมสมบรณ์ในการทำนาข้าว และทำให้ราชอาณาจักรนี้เป็นอู่ข้าอู่น้ำของหลายประเทศทีเดียว.

๓.    น้ำท่วมทำลายตัวแมลงต่างๆ

การที่น้ำท่วมนั้น นอกจากจะทำให้พื้นดินมีปุ๋ยอันอุดมดีแล้วยังช่วยทำลายตัวแมลงร้ายๆ ให้หมดไปได้มิใช่น้อย แม้จะยังเหลือตกค้างอีกเป็นอันมากและทำความรำคาญกับบ่อนทำลายการกสิกรรมเป็นที่สุด ธรรมชาติได้เสี้ยมสอนให้สัตว์ทุกประเภทในประเทศสยามรู้วิธีเอาตัวรอดเมื่อถึงคราวน้ำท่วม บรรดานกที่ไม่เคยจับอยู่กับที่ในเมืองเรา เช่นนกกระทาและนกพิราบเป็นต้น ก็ขึ้นเกาะจับเจ่าอยู่ตามต้นไม้เป็นฝูงๆ พวกมดซึ่งมีความรอบคอบเป็นพิเศษก็ขึ้นทำรังและคลังเสบียงของมันบนต้นไม้

สรุปตามความเข้าใจของผู้เขียนก็คือ พื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยานี้ ก็เป็นที่งอก พื้นที่ต่ำ มีลำน้ำมากมายมารวม มาไหลลงทะเล และการอยู่ในเขตที่มีฝนชุกจากมรสุม ได้น้ำฝนมาก มีน้ำหลากลงมาจากทางเหนือจึงเป็นเรื่องปกติ แต่การที่ในรอบสิบปีมานี้ น้ำมากจนเสียหายเหลือคณา คนปัจจุบันยุคนี้ต้องหาสาเหตุให้พบ เพื่อช่วยกันทำให้ น้ำมาก เป็นสิ่งเป็นคุณ มากกว่าเป็นโทษ และมอง น้ำ ว่าเป็นทรัพยากรที่เราต้องใช้อย่างชาญฉลาดและรู้คุณ

ท่านผู้อ่านคงได้จินตนาการสภาพภูมิศาสตร์ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา และ กรุงศรีอยุธยาแต่กาลก่อนจากข้อมูลที่นำมาฝาก ตอนหน้าจะขอเขียนถึงเรื่อง น้ำหลาก-น้ำท่วมกับการทำนาในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เอาแค่พอเพลิดเพลินต่อการได้เรียนรู้ตามอัธยาศัยค่ะ