นางมองตามเสียงเรียกนั้นด้วยความแปลกใจ เพราะเห็นคุณครูสิทธิ์กับคุณครูชาติยืนอยู่ที่บันไดบ้านด้วยสีหน้าวิตกกังวล นางรีบเดินเข้าไปยกมือไหว้พร้อมกับเชิญคุณครูขึ้นมาบนบ้าน ยังไม่ทันพูดอะไรต่อคุณครูเดินขึ้นบันไดและถามขึ้นอีกว่า
" แมบ่อยู้ติอิหล่า" (แม่ไม่อยู่หรือหนู)
คุณครูยังมีสีหน้ากังวลทำให้นางเพิ่มความไม่สบายใจขึ้นอีก เสียงของคุณครูทำให้แม่ซึ่งกำลังเลี้ยงหม่อนอยู่ในห้องครัวเดินออกมาดู แม่ยกมือไหว้คุณครูด้วยสีหน้างงๆ
"คุณคูมีทุละอีหยังน๊อขะน้อย"
( คุณครูมีธุระอะไรเหรอคะ)
แม่พูดพร้อมกับนั่งลงพับเพียบเรียบร้อยและโน้มตัวมาข้างหน้าอยู่ในท่ากึ่งๆหมอบ ซึ่งเป็นท่าที่แม่ปฏิบัติเป็นประจำ นางเห็นจนชินตาและถือเป็นภาพที่ประทับใจมาก จนนางเลียนแบบกิริยาอาการของแม่ไปโดยอัตโนมัติและติดตัวมาถึงปัจจุบันนี้
ขณะนั้นนางเดินไปยกขันน้ำมาต้อนรับและนั่งอยู่เยื้องๆแม่ไปทางด้านหลังเล็กน้อย คุณครูนิ่งอยู่พักหนึ่ง มองหน้านางแล้วก็หันมาพูดกับแม่ว่า
" ผมมาขออนุญาตยาย ให่อินางไปเฮียนต่อ"
แม่และนางหันมามองหน้ากันโดยอัตโนมัติ คงไม่ต้องบอกว่านางตื่นเต้นขนาดไหน หัวใจพองโตแทบทะลุออกมาข้างนอก แต่แม่กลับมีสีหน้ากังวลมากขึ้น แม่มองหน้าคุณครูและพูดอย่างเกรงใจว่า
" ให่ไปบ่ได้ดอก...แมบ่มีเงิน"
คุณครูนิ่งแต่ยังไม่หมดความพยายามได้อธิบายให้แม่ฟังต่อว่า
" คืจั่งซี่คับคุณยาย ตอนนี้โรงเรียนเฮาเปิดสอนมาได้ปีกว่าแล่ว แต่ผลการเฮียนของเด็กน่อยบ่ดีปานใด๋ สู้โรงเรียน... บ่ได้ โรงเรียนเฮาเป็นโรงเรียนใหญ่อันดับที่สองของตำบล ครูทุกคนได้ปรึกษากันแล่ววา ถ่าอิหล่าได้ไปเฮียนต่อสิสร้างซือเสียงให่กับโรงเรียนเฮาได้ โรงเรียนอื่นๆกะสิฮู้จักเฮาหลายขึ้น ยายบ่ต้องห่วงค่าใช้จ่าย ครูทุกคนสิรับผิดชอบเอง ยายบ่ต้องเสียเงินจั๊กบาท"
แม่นั่งฟังคุณครูพูดจนจบก่อนจะพูดขึ้นว่า
" แม่นอยู้ ขะน่อยบ่เถียง แต่เฮียนจบอยู่หนี่แล่ว ขะน่อยกะบ่มีเงินส่งลูกเฮียนต่อคืเก่า เฮียนซำนี่สิไปเฮ็ดหยังได้ ขะน่อยบ่มีเงินอีหลี แค่สิกินแต่ละมื่อกะยังบ่พอ"
แม่พูดเสียยืดยาวพร้อมกับเสียงเริ่มสั่น น้ำตาคลอเบ้า จนคุณครูชะงักไม่กล้าพูดต่อ นางเองก็นั่งก้มหน้า หัวใจที่พองโตเมื่อครู่นี้เริ่มห่อเหี่ยวลงมาอีก นางเข้าใจความรู้สึกของแม่ดีจึงไม่กล้าเซ้าซี้ เพราะเห็นแม่ลำบากมามาก เนื่องจากฝนแล้งติดต่อกันมาหลายปี ข้าวที่เก็บไว้ก็เหลือน้อยลงทุกที ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาเริ่มชัดเจนขึ้น นั่นก็คือ
ในแต่ละวันพี่สาวจะไปทำงานที่ไร่ซึ่งเพื่อนบ้านให้ทำฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า ถ้ามีคนว่าจ้างทำงานทั่วไปก็จะไป ส่วนแม่ก็จะออกไปหาอึ่ง หาแย้ แล้วนำไปแลกข้าวกับญาติที่ย้ายไปทำมาหากินอยู่ใกล้ๆกับลำน้ำชี ซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่า แม่จะใช้วิธีหาบและเดินเท้าไปประมาณ 6 กม.เพื่อขึ้นรถโดยสารไปที่บ้านญาติ แม่ไม่ยอมให้ลูกไปด้วย ซึ่งลูกๆทุกคนก็จะเชื่อฟัง พอกลับมาตอนเย็น อึ่งกับแย้ยังเหลือเท่าเดิม เพราะญาติให้เหตุผลว่า
“ กินไม่เป็น"
พวกเราถึงกับกอดคอกันร้องไห้เพราะสงสารแม่ แต่แม่ไม่ยอมแพ้อยู่แค่นั้น ตอนเช้าแม่จะเตรียมห่อข้าวโดยมีข้าวเหนียวและน้ำพริก คือพริกน้ำปลาเท่านั้น นานๆจะมีกับข้าวอย่างอื่นด้วย ถ้าเป็นครอบครัวอื่นก็จะมีปลาร้าเป็นหลัก แต่บ้านเราไม่กินปลาร้า เนื่องจากแม่แพ้ ลูกๆก็เลยไม่กินเหมือนกัน
แม่จะออกตระเวนไปที่ไร่มันสำปะหลังของเพื่อนบ้านซึ่งเจ้าของถอนหัวมันไปขายแล้ว แม่จะขออนุญาตเจ้าของเพื่อขุดหาหัวมันที่เก็บไม่หมด แล้วก็จะหาบกลับบ้าน
ตอนเย็นหลังจากต้อนควายเข้าคอกแล้วนางจะไปรับแม่ที่ไร่ นางจะเดินตามหลังแม่เพราะแม่ไม่ยอมให้ช่วยหาบ กลับถึงบ้านแม่ก็จะฝานมันสำปะหลังที่ได้มากองรวมกันไว้เพื่อตากแห้งในตอนเช้าเมื่อได้ปริมาณที่มากพอก็จะนำไปขายที่ตลาด
กำลังคิดเพลินๆนางก็ตื่นจากภวังค์เมื่อคุณครูทั้งสองท่านหันไปมองหน้ากันหลังจากที่อึ้งไปและคุณครูชาติก็เป็นคนเอ่ยขึ้นว่า
เป็นปูมชีวิตที่น่าชื่นชม มากเลยนะครับคุณยาย
ปรบมือให้กำลังใจนะครับ
อ่านตรงนี้แล้วเห็นภาพ เข้าใจ ที่แม่บอกกับคุณครู เลยคะ
เขียนได้ประทับใจมีพลังมาก..ขอบคุณคะ
มาเยี่ยมคุณยาย และนำภาพมาโชวด้วยครับ
น่าชื่นชมที่ ลูกเข้าใจแม่..และแม่ทุ่มเทแรงกายใจเพื่อชีวิตครอบครัวอยู่รอด..สะท้อนสังคมชนบทที่แข็งแกร่งค่ะ..
..อ่านแล้วคิดถึง ชีวิตของคุณพ่อ-คุณแม่ ในช่วงปลายสงครามใลกครั้งที่สอง ที่แร้นแค้นยากลำบากมากๆ..พี่ใหญ่เป็นลูกคนโต..มีภาพเก่ามาฝากค่ะ
พระคุณแม่ หน้าที่แม่ รักแม่ ... ของแท้ มิมีใดเทียบ
ขอบคุณค่ะพี่คุณยาย เมื่อเช้าไปออกกำลังกาย คิดถึงค่ะ
อ่านแล้ว ทำให้นึกถึงชีวิตตัวเอง ถ้าให้นำมาเขียนเป็นเรื่องเล่า ชีวิตของผมก็รันทดยิ่งกว่าคุณพี่อีกครับ แต่มามองกลับอีกมุมหนึ่งในปัจจุบัน หากคนเราเกิดมาเพรียบพร้อมทุกอย่าง เราจะไม่รู้จักคำว่าต่อสู้ แบ่งปัน มุมานะ จนกลายเป็นเราในวันนี้ ก็เป็นได้
ผมเพิ่งกลับมาจากไปเยี่ยมบ้านเลยเอารูปสาวน้อย ที่อยู่ที่บ้านมาฝาก พร้อมทุ่งนาสวยๆ จากสุรินทร์ครับ
-สวัสดีครับ...
-สบายดีนะครับ..
-กำแพงเพชรกำลังจัดงานกล้วยไข่ปี 54
-แวะมาส่ง "มัสมั่นกล้วยไข่"กับ "ข้าวเม่าทอด" ครับ..
ชีวิตแต่ละคนมีเรื่องเล่าได้มากมาย
แต่การเขียนให้น่าอ่านและชวนติดตาม มีไม่มาก
พี่คนหนึ่งที่เขียนเล่าเป็นเรื่องราวที่น่าอ่านอย่างนี้ไม่ได้
ชื่นชมในความอดทนต่อความยากลำบาก ..จนมาถึงปันจุบันได้ ยอดเยี่ยมค่ะ
หลังๆ แปลให้หน่อยครับ ^^ กำลังอยากติดตาม
น่าติดตามมากนะคะ
ทิ้งท้ายไว้แบบนี้ ผู้อ่านต้องติดตามตอนต่อไป
สวัสดีค่ะคุณแสงฯ
สวัสดีค่ะคุณหมอป.
เรียนท่านอาจารย์
สวัสดีค่ะพี่ใหญ่ที่นับถือ
สวัสดีค่ะน้องปูจ๋า
ที่คิดถึง
สวัสดีค่ะน้องPeter p
สวัสดีค่ะคุณเพชร
สวัสดีค่ะคุณครู
สวัสดีค่ะน้องบีเวอร์
สวัสดีค่ะพี่มณีวรรณ