ผมสอนวิชาเริ่มต้นโครงงานวิทยาศาสตร์ให้กับชั้น ม.1 มาตลอด ตั้งแต่หลักสูตร พ.ศ.2523 จนถึงหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 ในปัจจุบัน นับวันการเรียนวิชานี้จะยิ่งทวีความสำคัญ ด้วยหลักการคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น เพราะวิชานี้ เน้นเรียนรู้วิธีและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นพื้นฐานการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองในโอกาสต่อๆไป

วิทยาศาสตร์จะหมายถึงความรู้ทั้ง 2 ส่วน ได้แก่ส่วนที่รู้แล้ว ซึ่งเป็นทฤษฏี หลักการ หรือ กฎ ฯลฯ ที่มีอยู่ในตำรา อีกส่วนเป็นความรู้ที่มนุษย์ยังไม่รู้ จึงต้องมีกระบวนการค้นคว้าหาความรู้อย่างมีขั้นตอนหรืออย่างมีระบบ ด้วยวิธีและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตามที่กล่าวมา

บางคนบอกความรู้ส่วนที่ยังไม่รู้สำคัญยิ่งกว่า เป็นความรู้ก้อนมหึมา ดังฐานภูเขาน้ำแข็งซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ส่วนที่โผล่พ้นขึ้นมาเสมือนความรู้ที่รู้แล้ว เมื่อเทียบกันจึงมีขนาดเล็กมาก เพราะเป็นเพียงบริเวณส่วนปลายยอดภูเขาเท่านั้น ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้คำถามสำคัญกว่าคำตอบคงเนื่องด้วยประการฉะนี้ เพราะวิธีนำไปสู่คำตอบหรือความรู้ใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง เป็นผลมาจากเหตุ ซึ่งก็คือการตั้งคำถาม หรือการระบุปัญหานั่นเอง

กิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งจัดให้ลูกศิษย์มีอยู่อย่างหลากหลาย ตามที่เคยนำเสนอไว้บ้างแล้ว ณ ที่นี้ อาทิ ทิ้งไข่อย่างไร?..ไม่ให้แตก แบบใดจะดังกว่า? ขึ้นอยู่กับอะไร? อีโบ๊ะ ทดสอบหู เรียนรู้ไปกับนักเรียน อารมณ์ครูเป็นสำคัญ สอนเรื่องตัวแปร เป็นต้น

นักเรียนชั้น ม.1 ทุกคน ที่เรียนวิทยาศาสตร์เป็นวิชาเพิ่มเติม จะได้ทำกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ อันที่จริงกิจกรรมแต่ละปี จะคล้ายหรือซ้ำกับปีก่อนๆเป็นส่วนมาก ในภาคเรียนนี้ กิจกรรมแตกต่างไปจากเดิมบ้างก็มี อาทิ การรับน้ำหนักของกระดาษ หรือ แถบพิศวง

 

การเรียนเรื่อง การรับน้ำหนักของกระดาษ กระทำโดยนำกระดาษ A4 2 แผ่น ม้วนตามแนวยาวให้มีขนาดต่างกัน 2 แบบ ได้แก่ ม้วนขนาดใหญ่หรือม้วนหลวมๆ กับม้วนขนาดเล็กหรือม้วนแน่นๆ แล้วนำกระป๋องหรือแก้วพลาสติกผูกเชือกแขวนที่ม้วนกระดาษ ค่อยใส่ก้อนกรวดลงไปทีละก้อน จนม้วนกระดาษหักงอ รับน้ำหนักไม่ไหว เปรียบเทียบความสามารถในการรับน้ำหนักของกระดาษ ระหว่างม้วนหลวมกับม้วนแน่น แบบใดรับน้ำหนักได้ดีกว่า ด้วยการชั่ง จดบันทึก ตัดสินจากน้ำหนักก้อนกรวด

สำหรับเรื่องแถบพิศวง นักเรียนจะเรียนรู้จากการตัดกระดาษเป็นแถบกว้าง-ยาว ประมาณ 2x40 เซนติเมตร แล้วนำปลายกระดาษสองข้าง มาแปะต่อกันด้วยกาวลาเท็กซ์หรือวัสดุอื่นๆ ก่อนติดกาวให้บิดปลายกระดาษด้านหนึ่ง เป็นจำนวนครึ่งรอบ หนึ่งรอบ และสองรอบ จากนั้นตัดแถบกระดาษตามแนวยาว ซึ่งบัดนี้กลายเป็นห่วง ออกเป็น 2 ส่วน พร้อมบันทึกการเปลี่ยนแปลงของห่วงกระดาษที่เกิดขึ้น

ก่อนลงมือตัดกระดาษจริง ทุกกลุ่มต้องคาดคะเน น่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือแถบห่วงกระดาษทั้ง 2-3 แบบ ตามลักษณะการบิดที่ปลายข้างหนึ่งนั้น จะเป็นอย่างไร หลังตัดแบ่ง

วิชานี้ไม่ได้เน้นเนื้อหาสาระ ความรู้ หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ใดๆเลยครับ แค่นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ มีการบันทึกข้อมูล สรุปผลได้ ระบุปัญหา ตั้งและตรวจสอบสมมติฐานเป็น ครูก็พอใจแล้ว เพราะวิธีการหรือทักษะเหล่านี้ จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองต่อไป

โดยเฉพาะน่าจะฝึกให้นักเรียน ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย จนกว่าจะผ่านการพิสูจน์อย่างจริงจังมาแล้วเท่านั้น หรือ น่าจะทำให้เป็นคนที่มีเหตุมีผลมากขึ้น

เมื่อไตร่ตรองและมีเหตุผลมากขึ้น ความผิดพลาดในชีวิตน่าจะน้อยลง