คุณครูปาด – ศีลวัต ก่อนหน้านี้เคยสนใจกระบวนการเรียนรู้ที่เป็น active learning และ constructionism แต่กระบวนการเหล่านั้นแยกครูออกจากการเติบโตของเด็ก ต่างจากกระบวนการของ Open Approach ที่ให้เด็กสร้างความรู้เอง ๔๐% อีก ๖๐% ให้เด็กได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ได้สนทนา ได้สื่อสารกันทางความคิด ห้องเรียนแบบนี้เป็นห้องเรียนที่ครูมีส่วนในการเติบโตของเด็ก ได้ฟังเขาจนถึงที่สุด ได้พยายามแสดงความเข้าใจออกมาให้ถึงที่สุด ครูและเพื่อนต้องพยายามฟังกัน โดยครูต้องใช้พลังในการฟังให้เด็กมีความพยายามที่จะอธิบายความคิดของตัวเองออกมา
กระบวนการเรียนรู้แบบนี้ ถ้าอยากให้เกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ภาพที่จะเกิดขึ้นกับทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องชัด เพื่อให้ครูสามารถเพื่อนครูได้ และเป็นการช่วยครูเพื่อให้ครูไปช่วยเด็ก การเปิดชั้นเรียนช่วยให้ครูได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อนที่ร่วมสังเกตการณ์อยู่ก็จะได้เห็นเพื่อนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเมื่อผ่านประสบการณ์ไปแล้วช่วงหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับครูคือ ครูจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าอะไรอยู่ในตัวเด็ก ครูจะช่วยให้เด็กยืนอยู่ในประสบการณ์เก่าของตนแล้วไปสร้างความรู้ในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างไร และอะไรคือสะพานที่จะพาเด็กไปสู่ความรู้ใหม่ ครูจะค่อยๆ เรียนรู้ และสามารถคาดการณ์ได้ว่าบนโจทย์ที่ครูส่งให้ เด็กจะคิดออกมาได้กี่แบบ และครูจะประมวลให้เขารู้ว่าพวกเขากำลังรู้อะไรอยู่ได้อย่างไร
ครูจะทำอย่างนี้ได้ต้องออกแบบก่อนว่าครูจะเขียนอะไรบนกระดาน ต้องรู้ว่าเรื่องที่เขียนจะนำไปสู่อะไรและจะสรุปออกมาเป็นอะไร ครูจะพาชั้นเรียนให้ไปถึงการเรียนการเรียนความรู้ที่แตกต่างของเพื่อน หรือ ไปที่ขั้นการประมวลความเข้าใจของทุกคนไปสู่ความรู้ใหม่นั้นขึ้นอยู่กับความสำเร็จในขั้นการประมวลความรู้ของครู
ครูที่เป็นพี่เลี้ยงจะมีแรงทำงานเมื่อได้เห็นครูที่ดูแลอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนครูจะมีแรงทำงานเมื่อได้เห็นว่าเด็กสื่อสารกับครูได้
พระอาจารย์ชยสาโร องค์ประธานที่ปรึกษาโรงเรียนทอสี และโรงเรียนปัญญาประทีป “วันนี้ดี มีโอกาสได้ฟัง ไม่อย่างนั้นไปไหนต้องพูดตลอด...หลวงพ่อชาเคยอุปมาไว้ว่า การทำงานเหมือนการปลูกต้นไม้ ที่มีทั้งหน้าที่ของผู้ปลูก หน้าที่ของธรรมชาติ เราจะคาดหวังหมายมั่นปั้นมือว่าต้นไม้จะต้องโตปีละกี่เมตร ออกผลเท่านั้นเท่านี้ ต้องหวานอย่างนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ที่เราทำได้ก็คือทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วปล่อยวางกับผลที่จะเกิดขึ้น
ในการสอนคนเราควบคุมเหตุปัจจัยไม่ได้ทั้งหมด ครอบครัว สิ่งแวดล้อม เราป้องกันได้ยาก เหตุปัจจัยที่มองไม่เห็นมีมาก ไม่ว่าเรื่องที่เราทำจะกำลังดี กำลังก้าวหน้า กำลังเข้าที่ เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนทั้งนั้น ปัญหาก็ไม่แน่นอน อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือกิเลส เจตนาดี อุดมการณ์ดี ไม่พอ ต้องหมั่นพิจารณากาย ใจ ธรรมชาติของกุศลธรรม อกุศลธรรม ให้ดี ในการทำงานเรามีกิเลส มีความเห็นที่ไม่ตรงกัน บางคนเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป จะเชื่อว่าตัวเองถูก ส่วนคนที่เชื่อในตัวเองน้อยเกินไป ไม่กลั่นกรอง จะเชื่อหมดทุกเรื่องที่มีคนแนะนำ เราจึงต้องให้เวลากับตัวเองในการสำรวจตัวเองทุกวัน
พระเวียดนามรูปหนึ่งกล่าวว่าคนตะวันตกเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะมีประโยคหนึ่งที่พูดสอนว่า “อย่าอยู่นิ่งเฉย แต่ให้วิ่งไปทำอะไรสักอย่าง” ส่วนคนตะวันออกจะสอนว่า “ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปทำอะไรสักอย่างก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าควรจะทำอะไร หรือไม่ควรจะทำอะไร” การรู้กาลเทศะเกิดจากการได้ดู ได้เรียนรู้ตัวเองบ่อยๆ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งภายในภายนอกล้วนมีผลต่อตัวเองทั้งสิ้น
การเห็นทุกข์เกิดจากสมุทัย ทุกข์ในใจเกิดจากตัณหา สังเกตสิ่งที่ดึงเราออกจากปัจจุบัน ในขณะที่เราพยายามอยู่กับปัจจุบัน เราจะได้เห็นตัวเองเหนื่อย ท้อ หรือเกิดอาการอะไร ต้องภาวนาจึงเห็น
การจะสร้างคณะครูให้ดีให้งาม ต้องให้เวลาในการเจริญสมาธิภาวนา การมีส่วนในการพัฒนาผู้อื่น การฝึกตนสำคัญมาก ในการทำงานจะเห็นตัวเองชัดกว่าการนั่งหลับตา ที่อาจจะเป็นการหลอกลวงของกิเลส แต่ถ้าเอาแต่ความเจริญด้านนอกจะหมดแรง จะแก่เร็ว จะช่วยคนอื่น ต้องช่วยตัวเอง พัฒนาตัวเอง นี่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องพักผ่อนนอนหลับด้วย และมีสติด้วย
มีอยู่คราวหนึ่งพระมหาโมกคัลลาน์เห็นนักโทษกำลังถูกนำตัวไปที่หลักประหารก็สงสาร จึงขอผู้คุมว่า ขอเดินไปข้างนักโทษ ผู้คุมบอกว่าเดินได้แต่ห้ามสั่งสอน ห้ามปลอบใจ เมื่อเดินไปจนถึงที่ประหาร นักโทษก็มีสติขึ้นมา
“You teach what you are.” ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนสำคัญมาก การอยู่ใกล้หลวงพ่อชา ตอนนั้นท่านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เราก็พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่เราได้ศรัทธา ได้ความเชื่อมั่นว่ามรรคผลนิพพานไม่ล้าสมัย
ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งนี้เป็นการสื่อสาร ที่นำไปสู่การศึกษาโดยไม่ต้องอาศัยคำพูดใดๆ
ผมเข้าใจว่า ที่เล่ามา ๓ ตอนนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของ PLC หากดำเนินการต่อเนื่อง ครูจะได้เรียนรู้มาก น่าจะเป็นเครื่องมือพัฒนาครูที่ดีมาก
วิจารณ์
เรียน อาจารย์วิจารณ์ ที่เคารพ
ที่โรงเรียนพยายามจะจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งวงย่อยและวงใหญ่ตามวาระ เพื่อประมวลความเข้าใจของครูเป็นระยะค่ะ
วันที่ ๑๗ ต.ค.๕๔ นี้จะมี มหกรรม Lesson Study ครั้งแรกของโรงเรียน เพื่อประมวลความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และยกระดับความรู้ของคุณครูค่ะ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ครูใหม่