พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกหรือพระบิดาการแพทย์สมัยใหม่ของไทยที่ประดิษฐานอยู่หน้าตึก ๗๒ ปีของศิริราชดังที่เห็นในภาพนี้ ประติมากรผู้ปั้นคือ ศาสตราจารย์สนั่น ศิลากร ศิลปินแห่งชาติ ศิษย์เอกท่านหนึ่งของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และเป็นผู้ปั้นอนุสาวรีย์อีกหลายแห่งทั่วประเทศ
ในศาลา ๑๐๐ ปีด้านหลังของพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกนี้ ก็เป็นที่ประดิษฐาน พระราชานุสาวรีย์ของพระชายาของสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งก็คือ สมเด็จพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน คือ สมเด็จพระศรีนครินทรทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าและแม่ฟ้าหลวง ของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งเชื่อว่าประชาชนทั่วประเทศจะได้เห็นพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จย่านี้อย่างชินตาอยู่บ้างแล้วจากสื่อต่างๆ เมื่อมีข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จถวายพระราชสักการะต่อพระราชานุสาวรีย์นี้ในพระราชวโรกาสต่างๆอยู่เป็นประจำ
สมเด็จพระบรมราชชนก นั้น เหล่าพสกนิกรไทยได้ขอพระราชทานพระวโรกาสทูนเกล้าทูนกระหม่อมน้อมถวายพระราชสมัญญาว่าเป็น พระบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ของไทย อีก สมเด็จพระบรมราชชนนี นั้น เหล่าพสกนิกรก็ร่วมกันทูนเกล้าทูนกระหม่อมน้อมถวายพระราชสมัญญาว่าเป็น พระมารดาแห่งการพยาบาล ขณะที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และโรงพยาบาลศิริราช นี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรก และคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราช ก็เป็นคณะพยาบาลศาสตร์แห่งแรกของประเทศเช่นกัน
ประติมากรผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก ได้แก่ ศาสตราจารย์สนั่น ศิลากร และต่อมาอีกเกือบ ๔๐ ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ผดุงศักดิ์ ศิลากร ก็เป็นผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีขึ้นอีกองค์หนึ่งมาประดิษฐ์ฐานคู่กันที่ศิริราช ห่างกันเป็นคนละห้วงเวลาที่สมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งในขณะที่ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ก็ทรงเป็นครูแพทย์ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ณ ศริริาช อันเป็นแหล่งประดิษฐานพระราชนุสาวรีย์ทั้งสองพระองค์ท่านนี้ด้วย ประติมากร ๒ ท่านที่ปั้นพระราชานุสาวรีย์ ๒ องค์นั้น ก็เป็นพ่อลูกกัน ทว่า ห่างกันเกือบ ๔ ทศวรรษ
การก่อเกิดพระราชานุสาวรีย์คู่ รวมทั้งเรื่องราวอันเป็นเสมือนหมายเหตุทางสังคมไทยและบันทึกพัฒนาการทางการแพทย์และสุขภาพกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมไทย กระทั่งเป็นเรื่องราวเหมือนกับอยู่ในชุดเหตุการณ์เดียวกันดังกล่าวนี้ กินเวลาของการก่อเกิดขึ้นในสังคมไทยเกือบ ๔๐ ปี โดยประติมากรผู้พ่อนั้น ก็ไม่ทันได้เห็นพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีที่ได้มาประดิษฐานคู่กับผลงานตนเอง ซึ่งเป็นผลงานประติมากรของลูกผู้สืบสายเลือด เช่นกัน และทั้งหมดนี้ ก่อเกิดขึ้นในแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ รัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงเป็นราชโอรสในทั้งสองพระองค์ท่าน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ผดุงศักดิ์ ศิลากร ซึ่งเป็นลูกอาจารย์สนั่นและเป็นผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลา ๑๐๐ ปีของศิริราชนี้ เป็นอาจารย์ของโรงเรียนเวชนิทัศน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งปัจจุบันได้ปรับสถานภาพและเปลี่ยนชื่อเป็นสถานเทคโนโลยีทางแพทยศาสตร์ศึกษา
ผมเองนั้น ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ผดุงศักดิ์ประติมากรผู้ลูกนี้ที่โรงเรียนเวชนิทัศน์ศิริราช อีกทั้งครูศิลปะหลายท่านของผม ที่โรงเรียนเพาะช่างกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร นั้น ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านศาสตราจารย์สนั่น ศิลากรแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ประติมากรผู้พ่อ ซึ่งทั้งโรงเรียนเพาะช่างกับมหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น ต่างก็เป็นสถาบันศิลปะแห่งแรกซึ่งเสมือนแม่แบบของสถาบันทางศิลปะสมัยใหม่ทั่วประเทศ เช่นเดียวกับความเป็นสถาบันแม่ทางแพทยศาสตร์และพยาบาลศาสตร์ของศิริราช
กล่าวได้ว่า เป็นเรื่องราวทางสังคมที่เกิดการมาบรรจบกันของความเป็นแบบฉบับของหลายเหตุการณ์ บอกเล่าพัฒนาการสุขภาวะของสังคมไทยผ่านห้วงเวลานับครึ่งศตวรรษ มีความสืบเนื่อง สอดคล้องเป็นเรื่องราวที่มีความหมายชวนซาบซึ้งใจ และลงตัวไปด้วยกันหลายมิติ นับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง เป็นตัวอย่างอันงดงามตัวอย่างหนึ่งของเรื่องราวความสร้างสรรค์ทางสังคมที่สืบสานและสั่งสมต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น
วันเสาร์นี้ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นวันมหิดล จึงขอนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าสืบสาน น้อมเกล้าสักการะเทอดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก องค์พระบิดาแห่งการแพทย์และการสาธารณสุขไทย
รวมทั้งขอร่วมน้อมเกล้าเทอดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงร่วมก่อให้เกิดเรื่องราว ประหนึ่งวางหมุดหมายอันแข็งแรงในการบูรณาการกันของสรรพศาสตร์โดยมีสุขภาวะทางสังคมและประโยชน์สุขของปวงมหาชนเป็นที่ตั้ง ทั้งวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์และสุขภาพ ศิลปะ การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของพลเมืองไทย สื่อสะท้อนไว้ในพระบรมราชานุสาวรีย์คู่ของทั้งสองพระองค์ท่านนี้อย่างน่าอัศจรรย์.
ผมก็เป็นรุ่นน้องท่านพี่อีกทีหนึ่ง ;)...
ขอในหลวงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
สวัสดีครับท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn ครับ
พอมานั่งๆดูแล้วนี่ ค่อยเสาะหาเรื่องลักษณะนี้ ที่มีความสืบเนื่อง อดทน รอคอย สั่งสม
มานั่งเรียนรู้ หาความซาบซึ้งชื่นชม ก็ได้ความคิดดีๆไปอีกแบบหนึ่งมากเลยนะครับ
สังคมไทยชอบขี้ลืม เรื่องทำนองนี้ก็ทำให้มีอีกตัวอย่างหนึ่ง
ให้คิดเพื่อได้ความอดทนต่อเรื่องต่างๆได้ดีเหมือนกันนะครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอบคุณที่ไปเยี่ยมและพาไปชมผลงานศิลปะอันมีความหมายลึกซึ้งและรื่นรมย์ค่ะ
มาอ่านบันทึกนี้เหมือนอ่านจดหมายเหตุเลยค่ะ อารย์ร้อยเรียง เรียบเรียง เชื่อมโยงจนอ่านแล้วได้ทั้งความรู้และความซาบซึ้งกับเรื่องราว ขอบคุณในความอุตสาหะที่สร้างสรรค์บันทึกไว้ให้อยู่ในความทรงจำไปได้อีกยาวนานค่ะ
พี่ใหญ่ได้ไปถวายสักการะที่หน้าพระราชานุสาวรีย์ของทั้งสองพระองค์ เนื่องในวันมหิดล และร่วมลงนามถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ..
* ขอบคุณเรื่องเล่าที่นำมาแบ่งปันค่ะ ขออนุญาตนำไปเผยแพร่นะคะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่แวะไปแบ่งปันและเติมเต็มให้ที่บันทึก
เข้ามาอ่านแล้วเพลินเหมือนกับศึกษาเรื่องราวเก่าๆที่ชักจะเลือนๆกันไปนะคะ
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
เหมือนอ่านจดหมายเหตุ เลยเจ้า ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ ดร.ยุวนุชครับ
ก็เป็นเรื่องที่แปลกมากเลยนะครับ หากผู้คนได้ทราบด้วยก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าประทับใจมาก บังเอิญผมนั้นได้ร่วมสมัยกับคนต้นเรื่อง อีกทั้งได้สัมผัสกับเรื่องราวไปด้วยหลายพรมแดนที่เชื่อมโยงกันได้พอดี เลยเห็นว่าจะต้องเล่าไว้สักหน่อยน่ะครับ เชื่อว่าน้อยคนมากครับที่จะทราบ แม้แต่คนศิริราชและคนมหิดลเอง
สวัสดีครับพี่ใหญ่ครับ
กราบขอบพระคุณพี่ใหญ่ที่มาเยือนและนำเป็นเผยแพร่ต่อครับผม
พี่ใหญ่สบายดีนะครับ พรุ่งนี้หากเตร็ดเตร่ไปแถวศาลายาละก็ จะขอพาพี่ใหญ่ชมงานศิลปะและฟังเพลงคีตาญชลีด้วยกัน กับครูอาจารย์และหมู่มิตรคนทำงานแนวชุมชนหลากหลายรุ่นวัยและจากหลายสาขาแน่ะครับ
ทางชาวมหิดลกลุ่มเล็กๆจำนวนหนึ่งกับหมู่มิตรจากหลายแห่ง จะถือโอกาสที่ผมอำลาไปอยู่ต่างจังหวัด จัดพบปะเสวนากันแบบเราๆ ที่มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา ซึ่งในวันนี้ผมพอจะเห็นภาพรวมแล้วละครับว่ากลายเป็นเวทีที่คึกคักเอาการ ดูน่าสนุกและน่าจะเป็นเวทีสร้างเครือข่ายและเคลื่อนไหวพลังวิชาการ-พลังความรู้จากต่างวงการ ต่างบริบท ให้เกิดการบูรณาการและทวีคูณพลังกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ผมเองนั้น ก็เหมือนกับเขาจัดให้เป็นเวทีอำลากัน แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนเรากำลังได้พากันเดินและกำลังออกเดินเพื่อเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงการทำงานในขอบเขตที่กว้างขวางและหนักแน่นกว่าเดิม
สวัสดีครับคุณครู krugui ครับ
เรื่องเก่าๆนี่ไม่นำมาเล่าก็มักลืมนะครับ
เลยต้องรีบเล่าถ่ายทอดไว้ เพราะหลายเรื่องนี่ก็ชักจะลืมๆเหมือนกันแล้วละครับ
สวัสดีครับคุณ poo ครับ
ตอนนี้ทางเหนือนอกจากไม่โดนน้ำท่วมแล้วนี่
ก็เริ่มเย็นแล้วกระมังครับเนี่ย
แวะมาทักทายอาจารย์อีกครั้ง หลังวันมหิดลและหลังจากได้พบอาจารย์ในงานอำลาที่สถาบันอาเซียนฯ
ขอส่งความสุขแด่อาจารย์วิรัตน์และครอบครัวในการสร้างแหล่งเรียนรู้ที่เชียงใหม่ มีโอกาสขึ้นเชียงใหม่ ผมจะโทรหาอาจารย์แน่นอนครับ
ผมคิด-ขีด-เขียน ในสมุดทำมือของอาจารย์แล้วครับ รู้สึกมั่นใจในการถอดบทเรียนได้ทุกขณะของชีวิตจริงๆ ครับ
ลองอ่านตัวอย่างบทเรียนหนึ่งที่ http://www.gotoknow.org/blog/otpop/462695