ผมเองก็มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แม้ว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจะไม่มากมายอะไรนัก หากแต่กำไรที่เป็นคุณค่าทางจิตใจนั้น กลับมีอยู่อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว

 

 

 

เรื่องเล่าริมทาง :

เติมสิ่งที่เขา "ขาด" ให้ "เต็ม"

 

 

ข้าวมันไก่....เมนูเด็ดประจำร้านของโกตุ้ย(เมืองลำปาง)

ราคาจานละ 25 บาทเท่านั้นเอง(ที่อื่นจานละ 35-40 บาท)

 

 

(๑)

 

 

               “ลูกเพ่!  ผมว่าผมสั่งข้าวมันไก่ธรรมดาน่ะ ทำไมเขาถึงเอาพิเศษมาให้ผมล่ะ?”  เจ้าก๋อยถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นข้าวมันไก่ในจานมีปริมาณมากผิดปกติ

               “อ๋อ! ไอ้ที่แกเห็นอยู่นี่เป็นจานธรรมดาน่ะ ถ้าจานพิเศษจะได้เยอะกว่านี้อีกจะบอกให้  กินจานเดียวรับรองอิ่มได้ทั้งวันเลยทีเดียว ที่ร้านนี้เขาก็เป็นงี้แหละ เขาขายในราคามิตรภาพ เขาขอให้ลูกค้าได้กินอิ่มและพอใจเอาไว้ก่อน ส่วนราคานั้นมาทีหลัง”  ผมบอกให้เจ้าก๋อยฟัง

               “แล้วเขาไม่ขาดทุนรึ? ลูกเพ่!” 

               “ไม่ขาดทุนหรอก เพียงแต่อาจจะได้กำไรน้อยลงเท่านั้นเอง  แต่ก็พอจะทำให้เขาอยู่ได้น่ะ  ไม่งั้นเขาก็คงจะเลิกขายไปตั้งนานแล้วล่ะ และเจ้าของร้านเขาก็ดูมีความสุขมากๆ ด้วย ที่ได้ทำอย่างนี้”  ผมบอกเจ้าก๋อย

               “แหม! ทำเหมือนกับว่าลูกเพ่รู้จักเจ้าของร้านเป็นอย่างดีงั้นแหละ” เจ้าก๋อยเอ่ยด้วยความสงสัย

               “อืม!  ก็มากินที่นี่ประจำเกือบ 4 ปีแล้วน่ะ มาลำปางทีไรส่วนมากก็จะแวะมากินข้าวที่นี่แหละ เพราะอร่อย ราคาถูก และได้เยอะดี  มาบ่อยจนทำให้รู้จักและคุ้นเคยกับเจ้าของร้านอยู่พอสมควร”

               “เฮียเจ้าของร้านเขาชื่ออะไรรึ ลูกเพ่?”  เจ้าก๋อยถามต่ออีก

               “แกชื่อ “โกตุ้ย” น่ะ  เป็นเจ้าของร้านที่ใจดีและอารมณ์ดีมากๆ เลยล่ะ”  ผมบอก

               

               เวลาผมนำสินค้ามาส่งให้กับลูกค้าที่ตัวเมืองลำปาง หากรู้สึกหิวขึ้นมาทีไร ร้านแรกที่ผมคิดถึงและอยากจะไปกิน ก็คือ “ร้านข้าวมันไก่โกตุ้ย” ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนศรีเกิด หลังศาลหลักเมืองลำปาง หรือด้านหลังของเรือนจำจังหวัดลำปาง

                เหตุผลที่ทำให้ผมชอบไปกินอาหารที่ร้านของโกตุ้ย ก็เพราะว่าอาหารอร่อย ได้เยอะ ราคาถูก และบริการดี รวมถึงรู้สึกชอบแนวคิดและปรัชญาการใช้ชีวิตของโกตุ้ยด้วย

                วันนั้น....  ก็เป็นอีกมื้อหนึ่งที่ผมมากินข้าวมันไก่ที่ร้านของโกตุ้ย และพาเจ้าก๋อยมากินด้วย  

 

 

(๒)

 


                โกตุ้ย.....เป็นชายวัยกลางคน เป็นเจ้าของร้านที่ใจดี อารมณ์ดี  มีเมตตา และมีความเป็นกันเองมาก  ใครได้คุยด้วยแล้วจะรู้สึกประทับใจและสัมผัสได้ถึงความดีงามที่มีอยู่ภายในจิตใจของแก

                ร้านอาหารของโกตุ้ย ขายอาหารหลายอย่างด้วยกัน ทั้งก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวผัด และข้าวราดหมูเกาหลี  แต่ที่ผมชอบกินบ่อยที่สุด ก็คือ.... ข้าวมันไก่

                ร้านนี้จะจำหน่ายอาหารในราคาที่ค่อนข้างจะถูกมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารประเภทเดียวกันของร้านอื่นๆ  แถมได้ปริมาณที่ค่อนข้างจะเยอะมากเป็นพิเศษอีกด้วย  เลยทำให้ลูกค้าชอบใจและพากันมากินอาหารที่ร้านนี้อย่างแน่นหนาทุกๆ วัน

                เมื่อปีที่แล้ว  โกตุ้ยได้หยุดขายอาหารไประยะหนึ่ง  เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดอันเนื่องมาจากกล้ามเนื้ออกและไหล่อักเสบ  ในช่วงนี้เองที่ทำให้ผมได้มีโอกาสแวะเข้ามาเยี่ยมและพูดคุยกับแกเป็นการส่วนตัวอยู่บ่อยๆ  เพื่อเป็นการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและให้กำลังใจกับผู้ป่วย  ทำให้ผมได้รู้จักและคุ้นเคยกับโกตุ้ยมากยิ่งขึ้น

                ในอดีตโกตุ้ยเคยรวยมาก่อน โดยมีกิจการเป็นของตนเองหลายอย่าง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 กิจการที่แกทำอยู่ก็ประสบภาวะขาดทุนและต้องปิดกิจการลงไปในที่สุด  จากคนที่เคยรวย ก็กลายเป็นคนที่แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว

                อย่างไรก็ตาม  หลังจากที่ใช้เวลารักษาสภาพความบอบช้ำอยู่ระยะหนึ่ง  ต่อมาโกตุ้ยก็วางแผนที่จะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ โดยการเปิดร้านอาหารในบริเวณบ้านพัก เพื่อทำข้าวมันไก่และก๋วยเตี๋ยวขายในราคาถูก  เพราะเป็นสิ่งที่แกพอจะมีความรู้และมีประสบการณ์อยู่บ้างพอสมควร

                ด้วยเหตุที่ว่าบริเวณนั้นนอกจากจะอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลศูนย์ลำปางแล้ว ก็ยังมีสถานศึกษาตั้งอยู่ใกล้ๆ หลายแห่งด้วยกัน  ทำให้นักศึกษากลายเป็นลูกค้าหลักของร้าน โดยมีลูกค้าทั่วๆ ไปเดินทางมากินอาหารที่ร้านนี้อย่างไม่ขาดสายด้วยเช่นกัน

                ด้วยรสชาติของอาหารที่อร่อย ปริมาณมาก  ราคาถูก  และการบริการเป็นเป็นกันเอง  ทำให้ร้านอาหารของโกตุ้ยมีลูกค้ามาอุดหนุนแน่นร้านทุกวัน  ซึ่งช่วยพลิกฟื้นชีวิตของโกตุ้ยและครอบครัวให้มีความสุขและสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่ง

                ช่วงหนึ่ง  โกตุ้ยได้เล่าให้ผมฟังว่า.....

                “ในชีวิตของผมเคยผ่านประสบการณ์ร้ายๆ มามากมาย  ในช่วงที่ยากลำบากเหล่านั้น มีใครต่อใครหลายๆ คนคอยช่วยปลอบโยนและให้กำลังใจผม ทำให้ผมมีกำลังใจและสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งหนึ่ง

                ผมเคยสัมผัสถึงความทุกข์ยาก ความลำบาก และความหิวโหยมาก่อน  ผมจึงเข้าใจถึงความต้องการและความรู้สึกของลูกค้าเป็นอย่างดี 

                เมื่อผมเปิดร้านอาหารขึ้นมา สิ่งแรกที่ผมอยากเห็นก็คืออยากเห็นลูกค้าที่เข้ามากินอาหารที่นี่อิ่มหนำสำราญและกลับไปอย่างมีความสุข เลยเพิ่มปริมาณอาหารให้ลูกค้ามากเป็นพิเศษ ในราคาที่ค่อนข้างถูก ซึ่งก็ทำให้ลูกค้าทุกคนพึงพอใจ ในขณะที่ผมเองก็มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไป  แม้ว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจะไม่มากมายอะไรนัก  หากแต่กำไรที่เป็นคุณค่าทางจิตใจนั้น กลับมีอยู่อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว   

                ก็ถือว่าช่วยๆ กันไปนะครับ  เราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา  ช่วยกันไปช่วยกันมาคนละไม้คนละมือ เพื่อช่วยกันทำให้สังคมของเรางดงาม  มีความสุข อบอุ่น  และน่าอยู่มากยิ่งๆ ขึ้น”

 

 

(๓)

 

               

                เที่ยงวันนั้น ในขณะที่ผมกับเจ้าก๋อยกำลังนั่งกินข้าวมันไก่อย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น  ช่วงหนึ่งเด็กนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวะศึกษาจังหวัดลำปาง 2 คน ได้พากันเดินเข้ามาที่ร้าน ทำการสั่งอาหารเสร็จแล้วก็เดินมานั่งที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของ  แว่บหนึ่งผมได้ยิน พวกเธอพูดคุยกันถึงความกังวลใจบางอย่าง  ทำให้ผมพลอยได้ยินอย่างเต็มๆ หูไปด้วย โดยมิได้ตั้งใจแต่อย่างใด

                “ติ๊ก! วันนี้ฉันเหลือเงินอยู่แค่ 20 บาทเองน่ะ เพราะว่าเมื่อเช้าไปซื้อกระดาษพิมพ์งานกับสมุดโน้ตมา หมดไปตั้ง 120  บาทแน่ะ เลยเหลือแค่นี้  ถ้ายังไงฉันขอยืมเธอ 5 บาทน่ะ เพื่อจ่ายเป็นค่าข้าวมันไก่มื้อนี้”  นักศึกษาคนแรกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความกังวลใจ

                “ไม่เป็นไรหรอกหญิง ฉันมีอยู่ 30 บาทน่ะ  บวกกับของเธออีก 20 บาท รวมแล้วเราสองคนมีเงินอยู่ 50 บาทพอดี เพียงพอสำหรับจ่ายค่าข้าวมันไก่ 2 จาน เป๊ะเลย  ฮะ ฮะ ฮ่า”  นักศึกษาที่ชื่อติ๊กตอบเพื่อนอย่างอารมณ์ดี

                จากนั้น ทั้งสองคนก็พากันคุยกันถึงเรื่องอื่น เมื่อข้าวมันไก่ที่เธอสั่งมาถึง พวกเธอก็พากันนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข

                หลังจากผมกับเจ้าก๋อยกินเสร็จแล้ว  ผมก็บอกให้เจ้าก๋อยไปรอที่รถก่อน ส่วนผมเดินไปหาโกตุ้ยเพื่อจ่ายค่าอาหาร

                ผมเอาเงินให้โกตุ้ย จำนวน 100 บาท  โดยจ่ายเป็นค่าข้าวมันไก่ของผมกับเจ้าก๋อย 50 บาท ส่วนอีก 50 บาทนั้น ผมจ่ายแทนให้นักศึกษา 2 คนนั้น  เพื่อให้พวกเธอเก็บเงินของเธอเอาไว้สำหรับซื้อน้ำดื่มหรือจ่ายเป็นค่ารถโดยสารกลับบ้าน  ซึ่งโกตุ้ยก็ผงกหัวรับทราบด้วยความเข้าใจ

                ผมเดินออกจากร้านของโกตุ้ยด้วยความสุขและเบิกบานใจ  โดยไม่ได้หันกลับไปมองที่นักศึกษาสาวทั้งสองคนนั้นอีกเลย

                ผมรู้สึกมีความสุข.....ที่ตนเองได้มีโอกาสทำความดีโดยการช่วยเหลือคนอื่นอีกครั้งหนึ่ง  

                เบิกบานใจ.....ที่ได้เติมสิ่งที่คนอื่น “ขาด” ให้ “เต็ม”   แม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่เพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

 

 

 

 

 นี่แหละ  "โกตุ้ย"  เจ้าของร้านที่อารมณ์ดีและยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา

 

 

 ลูกค้ากำลังยืนรอรับอาหารที่ตนเองสั่ง

 

 

 

 

เพลง   "ขาด"

ร้องโดย    "Playground"

 

 

บันทึกแนบท้าย

 

๑.)   ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้นมา  เพื่ออยากจะให้ทุกท่านได้ช่วยกันส่งเสริมและให้กำลังใจคนทำดีนะครับ เพื่อให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและมีกำลังใจที่จะทำความดีต่อไปเรื่อยๆ

       ผมคิดว่า "คนดีๆ" อย่างโกตุ้ย คงมีอยู่เป็นจำนวนมากในสังคมไทยเรา  เพียงแต่เราอาจจะมองข้ามความดีและความงามที่เขาทำไป เนื่องจากอาจจะคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้น เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากมายนัก    

       หากเราช่วยกันค้นหาและช่วยกันให้กำลังใจ ผมคิดว่าคงจะมีอีกหลายๆ คนที่เห็นตัวอย่าง แล้วก็นำไปปฏิบัติตาม ซึ่งจะทำให้สังคมของเรามีคนดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ขาดสาย

 

๒.)   คำว่า  "ขาด"  มีอยู่ ๒ ความหมายด้วยกัน  คือ "ขาดทางด้านวัตถุ" กับ "ขาดทางด้านจิตใจหรือความรู้สึก"

       ขาดทางด้านวัตถุ  ได้แก่  ขาดเงิน  สิ่งของ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องใช้ไม้สอย  เสื้อผ้า หรือแม้แต่การขาดที่อยู่อาศัย

       ขาดทางด้านจิตใจหรือความรู้สึก  ได้แก่  ขาดความรัก  ขาดความอบอุ่น  ขาดเพื่อน  ขาดกำลังใจ  ขาดที่ปรึกษา หรือแม้แต่ขาดการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้าง

       บางคนอาจจะขาดทางด้านวัตถุ ในขณะที่บางคนอาจจะขาดทางด้านจิตใจ

       ไม่ว่าจะขาดสิ่งใดก็ตาม  หากเราช่วยกันเติมเต็มให้กันและกัน  ก็จะทำให้สังคมของเรามีความน่าอยู่ มีความสุข และอบอุ่นมากยิ่งๆ ขึ้น....นะครับ