ข้อสันนิษฐานนี้มิใช่ผลโดยตรง อาจเรียกว่า ผลข้างเคียง จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งของแพทย์ประจำบ้านที่ข้าพเจ้าร่วมดูแล (abstract)
.
งานวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อหาองค์ประกอบ goal of care discussion ที่ดีตามมุมมองผู้ให้บริการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
( แพทย์ และพยาบาล ต่างสาขา ทั้งหมด 10 ท่าน)
โดยใช้ Nominal Group Technique (NGT) ซึ่งเป็นขบวนการ brain stroming ประเภทหนึ่ง
NGT มีลักษณะเด่นคือ
1. ให้ทุกคนที่เข้าร่วม ผลัดกันพูดตามลำดับวนไปเรื่อยๆ , มีช่วงให้เสริม (แต่ห้าม กัด ขัด ดัดกัน ) แล้ว โหวตท้ายที่สุด
เพื่อ ลดภาวะเกรงใจผู้น้อยผู้ใหญ่ เพราะให้โอกาสออกความเห็นเท่าเทียม ลดการเผชิญหน้า
2. ให้โจทย์ที่เฉพาะเจาะจง เพื่อ เพ่งเป้าให้ได้คำตอบที่ต้องการในเวลาจำกัด
.
หากพิจารณาปัจจัยสร้าง motivation ตามหลัก SCRAF แล้ว NGT น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดี ในการสร้าง และตลกผลึกความรู้
ในบริบท ที่ในทีมมีวัยวุฒิคุณวุฒิหลากหลายและ แต่ละคนมีเวลาจำกัด อย่างในโรงเรียนแพทย์
.
#####
.
ผลลัพท์ที่ตอบคำถามวิจัย แม้ข้อคิดเห็นเป็นประโยชน์ไม่น้อย แต่ไม่สามารถ "ลงลึก" ได้อย่างที่หวัง
ส่วนหนึ่ง อาจเกิดจาก การตั้งคำถาม ของผู้วิจัยมือสมัครเล่นอย่างข้าพเจ้า ยังไม่คม ไม่จำเพาะมากพอ
.
อีกส่วนหนึ่งที่ขอนำมาเล่าวันนี้...เป็นข้อสังเกตพฤติกรรมในระหว่างกิจกรรม
.
1. ภาษาที่แตกต่างระหว่าง กลุ่มผู้เข้าร่วมที่เป็นแพทย์ และพยาบาล :
กลุ่มแพทย์ มักสื่อสารเป็นกรอบความคิด -concept เช่นหลัก 8C - 1E ( concern, competence, communication, comfort, childeren, cheerfulness, consistency, equaninmity)
ขณะที่กลุ่มพยาบาล เล่าเรื่องมีบริบทครบถ้วน - context rish เช่น " ให้มีตัวแทน เพราะว่ามีประสบการณ์ (ผู้ป่วย) มีลูกสิบคน เก่งๆ ทั้งนั้น เป็นหมอ ห้าหกคน เป็นนายพลนายพัน เพราะฉะนั้นต้องมี concensus ว่าใครจะเป็นตัวแทน.."
ขณะที่กลุ่มพยาบาล เล่าเรื่องมีบริบทครบถ้วน - context rish เช่น " ให้มีตัวแทน เพราะว่ามีประสบการณ์ (ผู้ป่วย) มีลูกสิบคน เก่งๆ ทั้งนั้น เป็นหมอ ห้าหกคน เป็นนายพลนายพัน เพราะฉะนั้นต้องมี concensus ว่าใครจะเป็นตัวแทน.."
การสื่อสารสองแบบนี้มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกัน
- แบบ concept ข้อดีคือ explicit ง่าย น่าจดจำเพราะประหยัดหน่วยความจำ
แต่เรามักพบบ่อยๆ ว่า ในการสื่อสารของมนุษย์นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อย ไม่มี one size fit
ต่างจาก ตำแหน่งใส้ติ่ง ไม่ว่า จะอยู่เชียงใหม่ ยะลา..ก็ท้องด้านขวาล่าง
- แบบ context rish ข้อดีคือ สร้างภาพ อารมณ์ร่วม เร้าพลัง
แต่เมื่อบันทึกเป็นตัวอักษร การอ่าน การสกัดเพื่อนำไปใช้ ต้องใช้เวลาและพลังมาก
.
2. ได้ข้อมูลจากการอภิปรายประสบการณ์จริงส่วนตัว มากกว่ากรณีศึกษา :
แม้ได้กำหนดกรณีศึกษา case scenario ในการอภิปราย แต่ข้อมูลน่าสนใจ กลับมักมาจาก เรื่องเล่าประสบการณ์จริงส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแต่ละท่านต่างแผนก ต่างกรรม ต่างวาระ ทำให้บางครั้งผู้ฟังท่านอื่นรวมทั้งผู้วิจัยนึกภาพไม่ออก
จึงต้องใช้เวลาในการซักถามเพิ่มเติม
.
3. การจัดระเบียบด้วยกติกา ลดอารมณ์ร่วม :
เนื่องจาก NGT ถูกออกแบบเพื่อ หาคำตอบให้เร็วที่สุด จึงจำกัดโอกาสการพูดระบายความรู้สึก ซึ่งขัดธรรมชาติมนุษย์เวลาพูดถึงเรื่องที่อ่อนไหว
ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเสนอให้ทำ NGT ในการประชุมคณาจารย์ภาควิชา ด้วยหวังลดระยะเวลาการประชุมให้สั้น ได้ผลสรุปชัดเจน
ท่านหัวหน้า บอกใจเย็นๆ ทดลองกับการประชุมแพทย์ประจำบ้านดูก่อนประไร
ปรากฎว่าเมื่อน้องคนหนึ่งระบาย ความอัดอั้นตันใจ ออกมาพลวัตรการประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหา เลยกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ไป..
ข้าพเจ้าจึงได้ข้อคิด พับเก็บไอเดียการใช้ NGT ในที่ประชุมระดับอาจารย์ ไว้ก่อน..:-)
####
.
จากข้อสังเกตทั้งสามประการ..
เกิดเป็นสมมติฐาน..เป็นไปได้ไหมว่า ปัจจัยสำคัญที่น่าจะส่งเสริม การสร้างความรู้เชิงลึก คือ "การมองเห็นภาพเดียวกัน"
ทั้งนี้ทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ภาพ มีคุณสมบัติ..
1. ประหยัดเนื้อที่สมอง : นักวิทยาศาสตร์ พบว่า การจดจำของสมองมนุษย์นั้น กลับกันกับการทำงานของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ ใช้ memory ต่อภาพหนึ่งๆ เยอะ หลาย bytes
แต่สมองมนุษย์ 1 ภาพ คือ 1 byte เท่ากับแต่ละตัว "อักษร" ( <- ในเครื่องหมาย " " นี่ก็ 5 ภาพ เข้าไปแล้วคะ)
ภาพจึงเป็นสื่อ บรรจุ context ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า verbal concept
2. ประหยัดเพลังงานสมอง :
แม้สมองจะชอบจำภาพมาก แต่การสร้างภาพ จินตนาการขึ้นมาจากตัวอักษร เป็นการใช้พลังงงานมหาศาล
3. สร้างความตื่นตัว เร้าอารมณ์:
"การกระทำ ดังกว่าคำพูด" เพราะการกระทำเป็นภาพเคลื่อนไหว
นักวิทยาศาสตร์พบว่า สมองเราตื่นตัวกับภาพเคลื่อนไหวมากกว่าภาพนิ่ง
เพราะความใหม่ (novel) แต่ละช็อตของภาพเคลื่อนไหว กระตุ้นประสาท
หนัง จึงเรียกความสนใจได้ดีกว่าภาพนิ่ง
แต่หนัง ก็สู้ภาพในชีวิตจริง ที่มีทั้งกลิ่น อุณหภูมิ อารมณ์ร่วมในเหตุการณ์ไม่ได้
4. การผ่องถ่ายพฤติกรรมตรงไปตรงมา ตามหลักวงจรสะท้อน "เขาในตัวเรา" - mirror neuron
.
####
.
ย้อนมาคิด...กิจกรรมอะไรหนอ ที่ให้ภาพเคลื่อนไหว ได้อารมณ์ร่วมกัน
น่าจะเป็น "งานประจำ"
ขอยกตัวอย่าง "การคุยกันก่อนราวน์เช้า" ของทีม Palliative ในสถานที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาต่ออยู่นี้
ช่วง 9-11 น. เป็นเวลาพบปะพูดคุย
ทีมสหสาขา ประกอบด้วย พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักดูแลทางจิตวิญญาณ อาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน นักศึกษาแพทย์
ทีมมี.."ภาพเคลื่อนไหว" ร่วมกันอยู่แล้วคือผู้ป่วยที่กำลังดูแลอยู่
.
SCARF ในบรรยากาศการราวน์
.
- ทีมให้กำลังใจ หาจุดดีของกันและกัน, เมื่อผู้น้อยผิดพลาด ผู้ใหญ่ก็ให้กำลังใจ บอกว่าตนเองก็ผิดพลาดได้เช่นกัน
--> ลดความแตกต่างของ Status - กำหนดความคาดหวัง ในการทำหน้าที่ของแต่ละคน เช่น นักศึกษาแพทย์ คือ ซักประวัติสร้างความคุ้ยเคย อาจไม่ต้องถึงลงลึกแก้ปัญหาให้ผู้ป่วย
-> เพิ่ม Certainty - มีการพูดคุยนอกเรื่องงาน ให้ความสนใจเรื่องส่วนตัว เช่น ครอบครัว กิจกรรมวันหยุด ใครเจ็บป่วยบ้าง มีการนำขนมที่บ้านมาแจก
-> เพิ่ม Relateness - ให้อำนาจการตัดสินใจ ยืดหยุ่น เช่น ให้สมาชิกทีม แบ่งเวลาเอาเองในช่วงวัน นักศึกษาไม่จำเป็นต้องเดินตามอาจารย์ ไปดูผู้ป่วยเองก่อนก็ได้
-> เพิ่ม Autonomy - พูดถึงผู้ป่วยในแง่ดี + สิ่งดีๆ ที่ตนทำให้ผู้ป่วย + ความรู้สึกดีๆ ที่ได้จากการช่วยดูแลผู้ป่วย
-> เพิ่ม sense of Fairness
สิ่งเหล่านี้ ทำให้กระบวนการ Brain stroming เป็นไปอย่างไหลลื่น ธรรมชาติ และลงลึกถึงการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
#####
.
การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นทางการนั้นมีข้อดี คือ สร้างเครือข่าย ได้เห็นความหลากหลาย
เป็นการขยายความรู้ในเชิงกว้าง..
ขณะเดียวกัน เพื่อเสริมความรู้ในเชิงลึก
กิจกรรมประจำวัน ในงานประจำ
ซึ่งเราเห็น "ภาพมีชีวิต" ร่วมกันอยู่แล้ว
หากเติม "SCARF" เข้าไป
ก็สามารถเป็นเครื่องมือผ่องถ่ายความรู้จากรุ่นสู่รุ่น พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมองค์กร
..ได้อย่างมีประสิทธิภาพ..
..เรียบง่าย ตรงไปตรงมา...

มนุษย์เรามีธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสังคม ด้วยพื้นฐานเช่นนี้ การต่อยอดด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแบ่งปัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข จึงเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการรักษา และพัฒนาอย่างต่อเนื่องนะคะ :)
ขอบคุณคะพี่ใหญ่ เชื่อว่า ปฎิสัมพันธ์ของมนุษย์ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแบ่งปัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข
ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้คะ แม้เทคโนโลยี social media จะก้าวหน้าเพียงใด ก็ทดแทนไม่ได้หมด
สวัสดีครับ...
ผมชอบครับ...เพราะแสดงถึงการขับเคลื่อน R2R ในหน่วยงาน ร่วมมือกันทำงานในทีมสุขภาพ...เกิดการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาในหน้างาน
แค่เห็นว่า...มีภาพการขับเคลื่อนก็ชื่นใจ..และอยากขยายออกให้มาก ๆ ...ครับ
การมี ..."ภาพร่วมกัน"...เป็นภาพที่ใครเข้ามาอ่านแล้วก็อยากเห็นเหมือนกัน...ซึ่งได้เห็นจากงานชิ้นนี้ และได้ความรู้มากมาย
ผ่านข้อดีและข้อด้อยที่ให้ไว้
ถ้ามีโอกาสพัฒนาต่อ (หรือทำไปแล้วนะครับ) ผมอยากจะเห็น
1. รูปร่างหน้าตา และการให้ความหมายของครอบครัวผู้ป่วยในเชียงใหม่เป็นอย่างไร ? ...ผมเช่นกัน บางครั้งเผลอลืมว่า...แถวอีสานจะมีโครงสร้างครอบครัวในฝัน...ครอบครัวสามวัย...เหมือนในอดีต...แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อลงไปชุมชนจริง ๆ พบว่า ครอบครัวมีซับซ้อนและพลวัตร มากมาย ซึ่งน่าศึกษามากว่า แต่ละครอบครัวมีการจัดการ และทีมสุขภาพ จะมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยอย่างไรได้บ้าง ?
2. หลายครั้ง...ที่ได้มีโอกาสจัดสนทนากลุ่มในสายวิชาชีพสุขภาพหลากหลายสถานภาพรวมกัน พบว่า วิชาชีพระดับล่าง ๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นเท่าไหร ? แต่เมื่อได้อ่าน SCRAF ในบรรยากาศการราวน์ ของอาจารย์ พบว่า น่าสนใจมากครับ ในการประยุกต์ใช้ในบริบทการทำงานของเครือข่ายสุขภาพในระดับพื้นที่
ขอบคุณมากครับ...น่าสนใจ และปลุกโชติพลังในผมอีกครั้งครับ
สบายดีนะครับ
ผลัดกันพูดตามลำดับวนไปเรื่อยๆ , มีช่วงให้เสริม
(แต่ห้าม กัด ขัด ดัดกัน )
ว้า กำลังจะดำเนินการเทียว แต่ว่าห้ามเสียแล้ว อิอิ
สบายดีคะ :-)
ขอเรียกว่ายังอยู่ในระหว่างครึ่งทาง ของ R2R ก่อนคะ
เห็นคุณค่า แต่ยังไม่มีโอกาส นำผลไปใส่ในเนื้องานแล้ววัดผลเลยคะ
อย่างที่ คุณหมออดิเรก สมเป็นนักวิชาการ ให้ความเห็นเป็นประโยชน์ในการต่อ
ยอดความคิดมากคะ
1. การวัดผล น่าจะติดตามดูผลกระทบต่อ ครอบครัวหลังผู้ป่วยเสียชีวิตระยะหนึ่ง เช่น 6 เดือน โดยอาจขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ติดตาม เพื่อดูว่า การสื่อสารของทีม ลดภาวะเครียด พลวัตร (เย้..หาคำแทนว่าครอบครัวซวนเซหรือไม่ ถ้าซวนเซ ลักษณะครอบครัวแบบใดเป็นปัจจัยเสี่ยง..
การทำงานกับครอบครัว ในชุมชน คงต้องปรึกษาหมออดิเรกต่อไปแล้วคะ :-)
2. "ความเกรงใจ" ทำให้เรามักไม่ได้ยินความเห็นจากบางกลุ่ม ซึ่งปฎิบัติหน้างานแท้ๆๆ ไปคะ แต่การทดลองใช้ กติกา เป็นตัวกำหนด ไม่เนียนเท่ากับ สร้างบรรยากาศบวก อยู่กันแบบพี่น้อง คะ
2.
เรียน คุณหมอ
ขอบคุณนะคะที่แวะไปเยี่ยมชม
555..วิธีนี้ออกจะขัดธรรมชาติ
ตัว modurator เหนื่อยใจคะ นานๆ ทำทีถึงพอไหว
ยินดีคะคุณฐิตินันท์
ชื่นชอบแนวการเขียนแบบนี้คะ เรื่องใกล้ตัว ของเรา ของคนในครอบครัว
ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน
เขียนอีกนะคะ :-)
We see We feel We change :)
อ่านแล้วท่าทาง เป็นทีมทำงานที่อบอุ่นนะคะ สหวิชาชีพ แต่ก็ร่วมกันพัฒนา
Too many "rules of talking" for my taste!
เป็นบันทึกที่ดีมากเลยค่ะ...น่าอ่าน
หากว่าเราเพิ่มความอ่อนโยน...และความรักเกื้อกูลเข้าไปจะทำให้งานนี้งามยิ่งนัก
SCRAF เป็นตัวช่วยจำสั้นๆ ให้ระลึกได้คะว่า ธรรมขาติความต้องการของมนุษย์
คืออะไร
เป็นวิธีเรียกสติพิจารณาตนเอง ทำความเข้าใจผู้อื่นเทคนิคหนึ่งคะ :-)
น่าจะจริงคะ ความรู้ เหตุผล ความคิดแบบ logic ใช้ในการตัดสินใจก็จริง
แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เกิดจากความรู้"สึก" :-)
สวัสดีคะ ใบไม้ผู้ร่าเริง :-) การร่วมมือระหว่างสหวิชาชีพคืออุดมคติที่อยากไปให้ถึงคะ
สวัสดีคะอาจารย์
NGT พัฒนาโดยนักวิชาการ NASA ในยุค 60's คะ ซึ่งน่าจะสะท้อน วิธีการคิด
การศึกษา ตามต้นกำเนิด
คิดถึง จิตตปัญญา ที่ให้กติกาง่ายๆ แต่ลุ่มลึกที่่ว่า
กอง "อัตตา" ไว้หน้าประตู ออกนอกห้องค่อยไปเก็บ ;-)
อ่านบล็อก R2R แล้วค่อยๆ ประจักษ์ว่า
งานวิจัยเพื่อพัฒนางาน ใช้ความอ่อนโยน เกื้อกูล ให้ผลดีกว่ากฎระเบียบแข็งๆ เพียงอย่างเดียว
ขอบคุณมากคะ
เป็นประโยชน์มากค่ะ
ชอบหลัก SCRAF น่าจะได้เอาไปประยุกต์ใช้แน่ ๆ
ในการเป็นทีมพี่เลี้ยงให้ทีมดูแลผู้ป่วย ได้พูดคุยกันในแบบมิตรภาพ...อบอุ่น
และใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของทีมชุมชน
ที่จะออกไปเชื่อมเครือข่ายดูแลสุขภาพของผู้ป่วยและครอบครัว
และสุขภาพของทั้งชุมชนเอง
ขอบคุณมากค่ะ คุณหมอ CMUpal
Thank you for reminding me of:
Concept = model, a stylized category or a box to put similar things in
Context = reality, a detailed description of things (before we force into their -square peg- models).
Yes. ;-)