สัจธรรมข้อหนึ่งคือมนุษย์ทุกคนต่างแสวงหาความสุข ตั้งแต่มีมนุษย์มาถึงปัจจุบัน เชื่อแน่เหลือเกินว่ามนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต่างดิ้นรนเพื่อแสวงหาความสุข จากหลักฐานการกระทำที่ได้พบมา พอวิเคราะห์ได้ว่า นั่นเป็นการแสวงหาความสุข
การจัดตั้งเป็นกลุ่ม เป็นพรรค เป็นพวกก็เพื่อหาแนวทางการอยู่อย่างมีสุข การตั้งลัทธิ ตั้งเป็นศาสนาก็เพื่อแสวงหาความสุข ลัทธิการเมือง ระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นก็เพื่อแสวงหาความสุข แต่นั่นทุก ๆ อย่างที่กล่าวมามันสุขจริงไม่ อย่างไร เมื่อตั้งระเบียนกฎเกณฑ์แล้วยึดปฏิบัติกันจริงจัง ถูกต้องตามที่วางไว้หรือไม่ อย่างไร นี่คือตัวแปรเช่นกัน มาจนถึงปัจจุบันมนุษย์ก็ยังไม่พบสิ่งที่แสวงหาได้อย่างแท้จริง ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เรากำลังแสวงหานั้นมีผู้พบแล้ว ผู้ค้นหาหลักการในเรื่องการดำรงชีพของมนุษย์พบสัจธรรมแล้ว แต่เรามองข้าม ไม่นำมาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าคือตัวแทนที่ปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาสากล พระพุทธเจ้าเป็นผู้นำให้เรายึดแนวทางการดำรงชีพที่ถูกทางเพื่อมุ่งสู่ความสันติสุขอย่างแท้จริง และยั่งยืน พระพุทธเจ้าคือตัวแทนของนายทุน พระพุทธเจ้าคือตัวแทนของทุนนิยม ทุกคนที่ศึกษาพุทธประวัติคงมองเห็นเหมือนกันว่า พระพุทธเจ้ามีความสุข เพราะพระองค์มีทรัพย์สมบัติมากมาย มีผู้รับใช้มากมาย ต้องการอะไรได้ทั้งนั้น นี่คือจุดที่ทุกคนมองว่าพระพุทธเจ้ามีความสุข ตรงข้ามตัวแทนของศาสนาสากล ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า ออกมาอธิบายชี้แจงว่า "การดำรงชีพเช่นนี้ การอยู่เช่นนี้ของมวลมนุษยชาติไม่ใช่หนทางของความสุขเลย" ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงหนีออกบวช ถ้าจะตีความของการออกบวชของพระพุทธเจ้าก็คือ การไม่ยึดวัตถุ การไม่เอาทรัพย์สิน เงินทอง มาเป็นเครื่องบำเรอความสุขทางกาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูก ไม่ควร คือไม่ใช่สัจธรรม นั่นหมายถึงความสุขที่คิด ที่ว่ากันนั้นเป็นสิ่งหลอกลวง ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะมันไม่ใช่สัจธรรม สัจธรรมในการดำรงชีพของมนุษยชาติ คือการดำรงอยู่ด้วยจิตวิญญาณ คือความสุขทางด้านจิตใจ ส่วนประกอบด้านกายในเรื่องต่าง ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้ ความต้องการส่วนประกอบทางกายแค่มีพอเพียง หรือพูดอีกอย่างว่า "พอเพียง"ความสุขแท้จริงยั่งยืน จึงอยู่ที่เรื่องทางจิตวิญญาณเสียมากกว่า ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ถึง 840,00 ธรรมขันธ์ นั้นคือการรักษา การฟื้นฟูจิตใจให้อิ่มด้วยคุณธรรม เพื่อดับทุกข์ และเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เมื่อมนุษย์ยึดหลักการอยู่ร่วมด้วยธรรมะ ยึดความสุขแท้จริง คือความสุขด้านจิตวิญญาณอย่างนี้ก็ไม่มีวันที่จะเบียดเบียนกันเอง หรือไปเบียดเบียนธรรมชาติ ทุกคนคงเห็นประจักษ์แล้วว่าปัจจุบันมนุษย์มีแต่ความเดือนร้อนวุ่นวายไปทั้งโลก ซึ่งนั่นคือความทุกข์ การยึดวัตถุ ยึอเงินทองเพื่อเป็นหนทางบำเรอความสุข ล้วนแต่ทำให้มนุษย์เบียดเบียนด้วยกันเอง และขณะเดียวกันก็เบียดเบียนธรรมชาติ ปัจจุบันที่เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ มากมายในสังคม เกิดจากปัญหาระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และปัญหาสภาพแวดล้อม คือเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งปัญหาทั้งปวงนี้ล้วนเกิดจากเรื่องลัทธิทุนนิยมทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนให้หนีห่างจากวัตถุนิยม ดังที่พระองค์ได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม จากนั้นก็อบรมบ่มใจในเรื่องของจิตวิญญาณ เราอาศัยพึ่งพาวัตถุ แต่ความจำเป็น เพียงเพื่ออยู่รอดเท่านั้น ถ้าจะพูดแบบรวมความคืออยู่อย่างพอเพียง พอเพียงในที่นี้คือพอมีพอกิน ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง ไม่ต้องยึดอะไรเป็นทรัพย์สินของตัว สิ่งสำคัญคือเรื่องของจิตวิญญาณเป็นหลัก นั้นไม่ได้หมายความว่าต้องออกบวช การออกบวชคงหมายถึงการแสวงหาธรรม การปฎิบัติธรรมเพื่อให้มีศีลธรรมอยู่ในจิต อยู่ในสายเลือดนั้นเอง การที่มีประเพณีบวชในพุทธศาสนาก็เพื่อให้ได้ศึกษาธรรมก่อนที่จะครองเรือนนั่นเอง แต่เรายังหลงทาง คือบวชด้วยความจำเป็น บวชด้วยประเพณี ไม่ได้บวชเพื่อเข้าไปศึกษาธรรม เรามีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องนี้แต่ก็ยังหลงทาง ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั้ง ๆ ที่นี้เป็นแก่นแท้ของชีวิต ไม่ได้นำแก่นแท้ของศาสนาสากลมาสอนมาเรียน จริง ๆ วัดน่าจะเป็นโรงเรียนสุดท้ายที่สอนวิชาชีพให้ คือ ธรรมะ ตัวอย่างที่เราควรศึกษา คือการดำรงชีพในระบบของสัตว์ทั่ว ๆ ไป สัตว์อยู่อย่างพอเพียง อยู่อย่างมีสัจธรรม ไม่ธรรมลายธรรมชาติเกินความจำเป็น อยู่อย่างนี้ความสมดุลทางธรรมชาติก็ยังสภาพเดิมที่อยู่ควบคู่กันไป นี่ถ้ามนุษย์มีสมองเท่ากับสัตว์ทั่ว ๆ ไปแล้ว เรื่องปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ก็ไม่เกิดขึ้น ที่มันเกิดเพราะมนุษย์มีความฉลาดกว่าสัตว์คิดค้นอะไรได้มากกว่าสัตว์ และหากสิ่งที่คิดค้นเหล่านั้นนำมาใช้ให้ถูกวิธี ในเรื่องการดำรงชีพที่เป็นสัจธรรมแล้ว ก็คงไม่มีปัญหา ปัญหาที่เกิดเนื่องจากความรู้ที่คิดได้ล้วนนำมาแสวงหาผลประโยชน์ บำเรอความสุขที่หลอกลวง จนเกินความพอดีนั่นเอง
ศาสนาสากลได้เกิดขึ้นแล้ว เกิดมานับพันปีแล้ว ได้มีผู้ปฏิบัติแล้ว ได้ค้นพบแล้ว ว่านั่นคือความสุขที่แท้จริง แต่เราก็มองข้าม ไม่ได้ศึกษาค้นหาสัจธรรม หรือนำหลักการมาปฏิบัติต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกันอย่างสืบเนื่อง นั่นเพราะเรากำลังหลงผิด เนื่องจากถูกมอมด้วยลัทธิ หรือระบบการเมืองอะไรทำนองนี้จนฝังไว้ในสายเลือด จึงยากที่จะเกิดความรู้สึกซาบซึ้งในรส ในมูลเหตุ ในผลของสัจธรรมเรื่องการดำรงชีพของมนุษย์ได้อย่างละเอียดพิสดาร
แท้จริงมนุษย์ต่างหาความสุข เพียงแต่หลงทาง จากข้อคิดเห็นข้างต้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งน่าจะช่วยสะกิดใจได้บ้าง จะได้หันมาทบทวน และร่วมกันสร้างสรรค์ "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก" "ธัมมิกสังคมนิยม" "พระศรีอาริย์"
หากท่านสนใจเรื่องอื่น ๆ กรุณาคลิก http://www.nature-dhrama.com