วันจันทร์ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๔ นี้ เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ของพี่น้องชาวไทยจีนเลยขอนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับดวงจันทร์และการเรียนรู้แบบข้ามสังคมวัฒนธรรม (Cross-Culturals Learning) ไปด้วย มาแบ่งปันกันสักเล็กน้อย [๑]

ความเป็นดวงจันทร์กับทรรศนะพื้นฐาน
ในการอธิบายสังคมมนุษย์กับระบบธรรมชาติ

ในสังคมต่างๆของมนุษย์นับแต่อารยธรรมโบราณกระทั่งวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จะมีตำนานและเรื่องราวที่สื่อสะท้อนระบบวิธีคิดต่อโลกและจักรวาล ที่มีเรื่องราวของดวงจันทร์เป็นศูนย์กลาง หลากหลายอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย เช่น ในสังคมไทยก็มีนิทานเรื่องตากับยาย ๒ คนกำลังตำข้าวบนดวงจันทร์ ซึ่งทำให้วีถีชีวิตในสังคมชาวนา เหมือนกับมีความเยือกเย็นของแสงจันทร์และความกว้างเกินจินตนาการของผืนฟ้า เป็นการเชื่อมโยงกับความเมตตาและเอื้ออาทรของบรรพชน

ในสังคมจีนก็มีตำนานเกี่ยวกับการทำขนมสื่อสารเพื่อร่วมกันลุกขึ้นต่อสู้ปลดแอกตนเองจากผู้กดขี่ในคืนไหว้พระจันทร์ ซึ่งต่อมาก็เป็นตำนานที่ทำให้มีขนมไหว้พระจันทร์และเทศกาลไหว้พระจันทร์ของชาวไทยจีนและชาวจีนทั่วโลกดังปัจจุบัน

ในบางสังคม เช่น สังคมวัฒนธรรมของพี่น้องมุสลิม ก็มีนิทานอธิบายดวงจันทร์ข้างขึ้นข้างแรมผ่านเรื่องบ้านของกระต่ายมีหน้าต่าง ๑๕ ช่อง ซึ่งกระต่ายต้องทำหน้าที่หมุนเวียนเปิด-ปิดหน้าต่างทั้ง ๑๕ ช่องนั้นคืนละบาน เมื่อเปิดก็ทำให้เกิดข้างขึ้นเดือนหงาย เมื่อปิดก็เกิดข้างแรม หมุนเวียนรอบละ ๑๕ วัน

ในเรื่องเล่าของบางวัฒนธรรม ก็เปรียบกลางคืนเป็นอุปสรรค และเปรียบลักษณะการแตกกระจายของดาว กับลักษณะกลมโตของดวงจันทร์ว่า ที่ดวงจันทร์กลมโตกว่าดวงดาวนั้น ก็เนื่องจากดวงจันทร์เป็นการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนกลมเกลียว  ไม่แตกกระจายกันเป็นเศษเสี้ยวเกลื่อนกล่นอย่างหมู่ดาว จึงได้ทำให้ดวงจันทร์มีพลังความสว่างเจิดจ้า ขจัดความมืดและมีความงดงามยามค่ำคืน ดังนั้น ดวงจันทร์ในความหมายหนึ่งจึงเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีกลมเกลียว ขนมไหว้พระจันทร์และการไหว้พระจันทร์ก็เป็นเครื่องสมานไมตรีและผูกสมัครรักใคร่กันของญาติมิตร ละแวกบ้าน ชุมชน และเพื่อนมนุษย์

ทางศิลปะและการก่อเกิดพัฒนาการทางศิลปวิทยาหลายแขนงนั้น การเฝ้าสังเกตกระบวนการดังกล่าว ก่อให้เกิดภูมิปัญญาบนพื้นฐานเกี่ยวกับแสงและเงา จากดวงจันทร์ ดวงดาว และพระอาทิตย์ ซึ่งในอารยธรรมโบราณของอินเดียและกรีก ก็ทำให้เกิดระบบหมายรู้เวลาอันเป็นที่มาของระบบปฏิทิน นาฬิกา และมาตรวัดหลายอย่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการก่อเกิดพัฒนาการทางวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆอีกหลายด้านกระทั่งในปัจจุบัน

บทเพลง วรรณกรรม งานศิลปะ บทกวี และการสร้างสรรค์เชิงวิธีคิด วิธีมอง วิธีเข้าใจอันลึกซึ้งต่อชีวิตและโลกของสรรพสิ่งเป็นจำนวนมาก ใช้ดวงจันทร์ แสงจันทร์ และลักษณะการสาดแสงอย่างสม่ำเสมอในโลกยามค่ำคืนของดวงจันทร์ เป็นสัญลักษณ์เพื่อสร้างความบันดาลใจให้ผู้คนมีพลังสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆภายในตนเอง เช่น อิสรภาพและเสรีภาพของมนุษย์ในการเข้าถึงความงดงามและความสูงส่งอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ความยุติธรรมไม่แยกแบ่งชนชั้น หญิงชาย ผู้ยากดีมีจน ความศานติเยือกเย็น พลังแห่งปัญญาที่อ่อนโยน กอปรด้วยความรักความเมตตา ความเสมอภาคและความร่วมชะตาชีวิตเดียวกันของผู้คนและสรรพชีวิตดุจญาติพี่น้อง ผู้ร่วมเป็นทุกข์สุขของกันและกัน

จินตนาการเกี่ยวกับดวงจันทร์ จึงเป็นจินตนาการเพื่อจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับปรากฏการณ์และสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดวิธีคิดและวิธีมองโลกของสรรพสิ่ง กระทั่งสามารถสร้างภูมิปัญญาและออกแบบสังคมเพื่อจัดระบบชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้มีความสมดุลสอดคล้องกับธรรมชาติในขอบเขตต่างๆได้

                                      

ชมรูปเขียนยุคคลาสิคของยุโรป : ความหลับไหลของเอนดีเมียน : The Sleep of Endymion [๒] งานของจิตรกร ๓ พี่น้องชาวฝรั่งเศส Anne-Louis Girodet, ๑๗๙๑ เป็นภาพเขียนถ่ายทอดวิธีอธิบายโลกและดวงจันทร์ด้วยจินตนาการเกี่ยวกับแสงดวงจันทร์ผสมผสานกับการผูกเรื่องเป็นเทพปกรณัมของกรีก ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวเอนดีเมียน  ซึ่งในตำนาน ได้ผูกเรื่องความเป็นดวงจันทร์และกลางวันกลางคืนของโลก โดยให้มี เอนดีเมียน ชายหนุ่มรูปงามและเป็นคนเลี้ยงแกะ แต่ต้องกลายเป็นผู้ที่ต้องหลับไหลไปตลอดกาล กับเทพีแห่งดวงจันทร์ที่มุ่งรักษาพรหมจรรย์ แต่มีความผูกพันกับเอนดีเมียน ต้องลงมายังผืนโลกเพื่อได้ชื่นชมเอนดีเมียนในค่ำคืนยามหลับไหล จึงทำให้เกิดแสงนวลของดวงจันทร์ส่องมายังโลกในยามค่ำคืนตลอดมา

ข้างขึ้นกับข้างแรม
ต่างมีเดือนเพ็ญในบรรยากาศที่ต่างกัน

ในสังคมเมืองและในวิถีชีวิตชุมชนที่ไม่ได้อาศัยธรรมชาติของกลางคืนและแสงของดวงจันทร์มากนักนั้น มักจะชื่นชอบเพ็ญเดือนหงายในคืนข้างขึ้น ซึ่งจะส่องสว่างตอนหัวค่ำ แต่จะคล้อยต่ำและตกกำบังไพรลับทิวไม้เมื่อใกล้สว่าง ซึ่งผู้คนโดยมากก็จะไม่ค่อยได้เห็นแล้ว

แต่ในสังคมชนบทและเขตถิ่นฐานป่าเขาลำเนาไพรนั้น เพ็ญเดือนหงายที่ขึ้นในตอนหัวค่ำ จะมีความสำคัญสำหรับชาวบ้านทั่วๆไป เช่น เด็กๆ สตรีแม่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ และผู้ที่ชอบความรื่นเริงใจกับแสงจันทร์ ส่วนเดือนเพ็ญของคืนข้างแรม ก็จะมีความหมายมากต่อผู้ที่ต้องทำงานในนาไร่และมีความผูกพันกับความมั่นคงปลอดภัยของวัวควาย มีความสำนึกต่อส่วนรวม ใส่ใจต่อครอบครัว ผู้คนและชุมชน ให้ได้ความสุขสบาย กินอิ่มนอนสุข ซึ่งจะต้องเฝ้าระวังภยันตรายต่างๆในยามค่ำคืนและต้องขวนขวายตื่นขึ้นทำการงานแข่งกับดวงตะวัน

เดือนเพ็ญข้างขึ้น เห่กล่อมชีวิตให้ได้ผ่อนพัก

เดือนเพ็ญของข้างขึ้นนั้น จะขึ้นลอยฟ้าในตอนหัวค่ำซึ่งผู้คนโดยมากจะยังไม่หลับไหล ชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนชนบทจึงยังมีชีวิตชีวา ไม่ต้องระวังภัยกันมากนัก แต่ประมาณยาม ๒ หรือยาม ๓ หรือนับแต่ประมาณเที่ยงคืนไปถึงตีหนึ่ง-ตีสองนั้น เดือนหงายของข้างขึ้นจะเริ่มคล้อยต่ำกำบังไพรและฟ้าปิด หรือเป็นช่วงเดือนต่ำและดาวตก สภาพชุมชนในชนบทจะกลายเป็นช่วงที่มืด อีกทั้งเป็นห้วงเวลาที่คนส่วนใหญ่จะหลับลึก จัดว่าเป็นห้วงยามที่ชุมชนจะอ่อนแอที่สุด 

ห้วงเวลาดังกล่าว จึงมักจะตกเป็นฤกษ์โจร เพราะเหมาะแก่การที่โจรผู้ร้ายจะซุ่มรอและถือเป็นจังหวะเข้าทำการปล้นวัวควายและทรัพย์สินชาวบ้าน ในขณะที่ความมืดหลังเดือนลับทิวไม้เช่นกัน ก็กลับจะทำให้ชาวบ้านซึ่งเป็นฝ่ายตกอยู่ภายใต้การซุ่มรอโจมตีด้านเดียว ยากแก่การที่จะติดตามและต่อสู้ขัดขืนโจรได้ เดือนเพ็ญในคืนข้างขึ้นจึงเหมือนกับการตื่นและความหลับไหลที่ดำเนินไปพร้อมกับผู้คนในวิถีทั่วไป เหมือนกับเป็นสิ่งดีที่มาในยามไม่มีความจำเป็น และเมื่ออยู่ในสภาวการณ์ที่จำเป็นจริงๆก็กลับหายไป เหมือนเดือนเพ็ญของคืนข้างขึ้นที่จะคล้อยต่ำและลับทิวไม้เมื่อใกล้รุ่ง แทนที่จะส่องสว่างในยามผู้คนต้องการหลับสบายและพอได้อาศัยแสงจันทร์ตื่นขึ้นทำนาไร่กระทั่งสว่าง ซึ่งกว่าที่จะต้องหยุดพักเมื่อกรำแดดร้อนยามสายก็จะได้งานจากแรงกายแรงใจมากมายไปแล้ว

เดือนเพ็ญข้างแรม นำทางผู้ตื่นสู่ชีวิตและการงาน

ในคืนข้างแรมนั้น ตอนหัวค่ำดวงจันทร์จะยังไม่ขึ้น แต่เมื่อผู้คนเริ่มเข้านอนและหลับสบาย ซึ่งก็จะเป็นช่วงดึกสงัดยามสองยามสามเช่นกัน ดวงจันทร์ข้างแรมก็กลับจะเริ่มขึ้นสู่ฟ้า ลอยเด่นเป็นเดือนเพ็ญ แล้วก็ส่องสว่างเจิดจ้าค้างฟ้าไปจนถึงตอนกลางวัน ชาวบ้านและเด็กๆที่นอนหลับจะไม่เคยเห็น แต่ชาวบ้านที่ต้องเฝ้าวัวควายและระวังภัยให้ผู้คนจะอุ่นใจ โจรผู้ร้ายจะหลีกเลี่ยงการเข้าปล้นเพราะแสงของดวงจันทร์ยามดึกจะเจิดจ้า ทำให้ชาวบ้านสามารถมองเห็นจากระยะไกลและโจรผู้ร้ายจะถูกซุ่มตามตัวได้ง่าย 

อีกทั้งเมื่อตื่นแต่เช้าและต้องไปทำนาไร่หรือเดินป่า แสงของดวงจันทร์ก็จะส่องทางให้มองเห็นได้ง่าย การจัดคาราวานเกวียนออกไปหาไม้และของป่าที่ต้องแรมทางไกล จึงจะต้องทำในคืนข้างแรมในช่วงที่จะมีเดือนเพ็ญขึ้นเมื่อค่อนรุ่ง เดือนเพ็ญในคืนข้างแรม จึงราวกับความตื่นขึ้นมาเป็นเพื่อนของมนุษย์และเฝ้าดูแลผู้คนในยามหลับไหล ร่วมทุกข์กับผู้คนและจากหายเมื่อผู้คนอยู่ในโมงยามแห่งความสุข

ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ดวงจันทร์ที่เป็นเพื่อนคุ้มภัยของมนุษย์มากกว่า จึงเป็นเดือนเพ็ญในคืนข้างแรม มากกว่าเดือนเพ็ญในคืนข้างขึ้น คนชนบทที่ต้องถือมีดพร้าและถือปืนอยู่ยาม เดินป่า และตื่นไปนาไร่ยามย่ำรุ่งก่อนสว่าง ก็เชื่อว่าคงจะต้องนึกออก

ในวิถีชีวิตของชาวประมงที่ต้องออกเรือก็เช่นกัน จะออกเรือในข้างแรมและคืนสู่ฝั่งเมื่อเดือนหงาย การออกเรือในข้างแรม ชาวเรือและชาวประมงจะได้หาปลาอย่างเต็มที่เมื่อตอนหัวค่ำ และจะได้ผ่อนคลายกับเดือนเพ็ญที่จะขึ้นเจิดจ้าเมื่อใกล้สว่าง

เมื่อเป็นอย่างนี้ การไหว้พระจันทร์ของคนหมู่มากซึ่งมักจะไหว้พระจันทร์ในเพ็ญเดือนหงายของคืนข้างขึ้นนั้น จึงไม่ควรลืมที่จะไหว้และผ่านความรำลึกถึงความมีคุณต่อมนุษย์อย่างแท้จริงของเดือนเพ็ญในคืนข้างแรมด้วยนะครับเนี่ย.

............................................................................................................................................................................................

[๑] เรื่องราวในบันทึกนี้นำมาจากบางส่วนในบันทึก แสง-เงาและไรแดด : วิถีคิดและความสร้างสรรค์ทางศิลปวิทยาที่เก่าแก่และก้าวหน้าที่สุดแนวหนึ่ง ใน http://www.gotoknow.org/blog/wiratkmsr-art/403970

[๒] Andrew Graham -Dixon (Editorial Consultance).2008. Art : The Definitive  Visual Guide .Doring Kindersly.