ผมใช้รูปแบบการบรรยายแบบ “เล่าเรื่อง” ชวนคุย ชวนคิด มีภาพและสื่อวีดีทัศน์มาคั่นการเรียนรู้เป็นระยะๆ

ค่ายผู้นำ 4 จอบ ถือเป็นค่ายกระบวนการเรียนรู้ที่ท้าทายผมและทีมงานเป็นอย่างยิ่ง ผมและทีมงานจัดวางกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด  ซึ่งงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณเกือบๆ 70 คน 

ค่ายผู้นำ 4 จอบ เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากกีฬา 4 จอบ  มีสถาบัน หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ จากทั่วประเทศเป็นภาคีสานสัมพันธ์ขับเคลื่อนต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 9  โดยครั้งนี่ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ 


ทั้งผมและทีมงานได้รับเชิญให้เป็น “วิทยากร” บรรยายเกี่ยวกับ “ความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม”  เมื่อตรวจเช็คตารางกิจกรรมตนเองแล้ว  ผมก็ตอบรับอย่างไม่อิดออด  เพราะถือว่าเป็นโอกาสอันดีในการที่จะพัฒนาตัวเอง พัฒนาทีม ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับนิสิตและนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ

 



เตรียมการสู่การเรียนรู้
: คิดใหม่  ทำใหม่ เพื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ 

 

ผมเสนอรูปแบบและแนวคิดให้ทางคณะเทคโนโลยีได้พิจารณา  หลักๆ ผมย้ำถึงแนวคิดหลัก 3 ประการคือ “ความเป็นผู้นำ,ความเป็นทีม,และการทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมในชุมชน”

 

นอกจากนั้นยังเสนอให้กระบวนการที่จัดขึ้นนั้น  เป็นเสมือนการปฐมนิเทศค่ายไปในตัว  พร้อมๆ กับการแนะนำให้มีการถ่ายทำ “วีดีทัศน์”  เรื่องราวของกิจกรรมในครั้งนี้อย่างเสร็จสรรพ เช่น การเตรียมงานและผูกโยงเรื่องราวลงชุมชน  สะท้อน “ข้อมูลชุมชน” และเรื่องราวการ “เตรียมค่าย” ไปพร้อมๆ กัน  โดยตั้งเป้าไว้ว่าวีดีทัศน์ชุดดังกล่าวจะนำมาจัดฉายให้ทุกคนได้ชมร่วมกันในเวทีการอบรมที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม 2554 


กรณีดังกล่าวทางคณะเห็นชอบในทุกกระบวนการ  เพราะถือว่ารูปแบบต่างๆ นั้น  ล้วนยังไม่ถูกนำมาใช้ในเวทีผู้นำของค่าย 4 จอบเลยสักครั้งเดียว  นั่นจึงหมายถึงว่ารูปแบบทั้งหมดที่เสนอไปนั้น เป็นการคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ โดยอาศัยกระบวนการการจัดการความรู้ (KM) เป็นกลไกการขับเคลื่อน 

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมอบหมายให้ทีมงานลงชุมชนถ่ายทำวีดีทัศน์ และเก็บข้อมูลเบื้องต้นของชุมชนให้ได้มากที่สุด  รวมถึงการสืบค้น “สายธารการเกิดค่าย 4 จอบ” ไปพร้อมๆ กัน  แต่กระบวนการทั้งหมดนั้น  ไม่ได้รังสรรค์จากทีมงานผมฝ่ายเดียว  หากแต่กำหนดให้นิสิตที่เป็นเจ้าของโครงการได้เป็น “ต้นเรื่อง”  ในการนำพาไปสู่การเรียนรู้  เรียกได้ว่า “สอนงาน สร้างทีม” ให้นิสิตไปในตัวนั่นเอง 

ไม่เพียงเท่านั้น  ผมยังถือโอกาสประสานความร่วมมือไปยังทีมประชาสัมพันธ์และสารสนเทศให้มาช่วยจัดนิทรรศการเรื่องราว “กิจกรรมนอกชั้นเรียน”  เพื่อประชาสัมพันธ์ และสร้างสีสันของความเป็น “นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส” สู่สาธารณะ 

ครับ, ทุกอย่างที่ผมและทีมงานออกแบบไปนั้น  ถือเป็นสิ่งใหม่ที่ “ค่ายผู้นำ 4 จอบ”  ยังไม่เคยจัดกระบวนการเช่นนี้มาก่อน  ดังนั้นการงานในครั้งนี้  จึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษา เมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งเสริมพลังให้ผมและทีมงานต้องละเอียดกับการออกแบบการเรียนรู้ให้ “นิ่งเนียน” ที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้

 

 

เปิดเวที : ถอดบทเรียนชีวิต สู่การละลายพฤติกรรมทางความคิด

ภายหลังพิธีเปิดโครงการค่ายผู้นำ 4 จอบเสร็จสิ้นลง ทีมงานก็นำเข้าสู่กระบวนการละลายพฤติกรรมทางความคิดทันที  มีการทักทายผ่านกระบวนการ “มอร์นิ่ง ทอล์ค” (MORNING  TALK)  ประเมินความคาดหวังผ่านกิจกรรม “ต้นไม้แห่งความคาดหวัง” (Before Action Review)  จากนั้นก็นำเข้าสู่เวทีของการเรียนรู้ความงดงามในนิยามความแตกต่างของการเป็นมนุษย์ผ่านวีดีทัศน์ชุด “ใบไม้ต้นเดียวกัน” พร้อมๆ กับการเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาได้ “โสเหล่” กันเกี่ยวกับสิ่งที่แต่ละคนได้ค้นพบในวีดีทัศน์ชุดดังกล่าว
  

ผมเจตนาให้มีการโสเหล่กันพอเป็นพิธี  เพื่อกระตุ้นให้แต่ละคนได้เรียนรู้ที่จะถอดบทเรียนด้วยตัวเอง เห็นอะไร คิดอย่างไร ได้อะไรก็สื่อสารไปยังคนรอบตัว และที่สำคัญก็คือ  ผมต้องการย้ำให้นิสิตนักศึกษาได้ตระหนักว่างานค่าย 4 จอบในครั้งนี้  ก็ไม่ต่างอะไรไปจากวีดีทัศน์ชุดดังกล่าว  เพราะต่างคนต่างสถาบัน ย่อมมีวัฒนธรรมต่างกัน เพียงเปิดใจเรียนรู้กระบวนการของกันและกัน  ก็ถือว่าเยี่ยมยุทธแล้ว

 

             

ถัดจากนั้นไม่นานนัก  ผมก็เริ่มกระตุ้นการเรียนรู้ให้หนักแน่นขึ้น  ด้วยการให้ทีมงานชักชวนนิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรม “รู้จักฉันรู้จักเธอ”  ซึ่งยังเน้นกระบวนการถอดบทเรียนชีวิตผ่านภาพวาด  โดยมีหัวข้อหลักๆ เปิดกว้างไว้ก็คือ “ความทรงจำดีๆ ในค่าย 4 จอบ  และความทรงจำดีๆ ในมหาวิทยาลัยของฉัน” 

ขั้นตอนนี้  ผมพยายามฝากแฝงกลวิธีให้นิสิตนักศึกษาได้ “ทบทวน”เรื่องราวการทำงานในครั้งที่ผ่านมาว่าทำอะไรไปบ้าง เจออะไรมาบ้าง รักและประทับใจอะไรบ้าง

รวมถึงการพยายามกระตุ้นให้แต่ละคนพูดถึงเรื่องราว “มหาวิทยาลัย” ของตัวเองให้เพื่อนๆ ฟัง  ถือเป็นการถามทักตัวเองว่ารู้จักมหาวิทยาลัยของตัวเองสักแค่ไหน และสามารถใช้พื้นที่จากเวทีดังกล่าวประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เพื่อนๆ ได้รู้จักมหาวิทยาลัยของตัวเองไปในตัว 

 

 

 

สะท้อนภาพชีวิต : สะท้อนภาพการเรียนรู้

 

ทั้งผมและทีมงานให้ความสำคัญกับกิจกรรมแรกเริ่มข้างต้นเป็นอย่างมาก   ทุกคนทำงานกันได้ดีและรวดเร็วน่าดู  สามารถสะท้อนผลต่างๆ ได้อย่างน่าชื่นชม  เป็นต้นว่าการประเมินความคาดหวังจากกิจกรรมต้นไม้แห่งความหวังนั้น  ก็มีประเด็นหลักๆ ที่สำคัญคือ อยากได้รับความรู้เกี่ยวกับทักษะความเป็นผู้นำ  ทักษะการทำงานเป็นทีม  ทักษะการทำงานค่าย  

นอกจากนั้นก็มีความคาดหวังที่จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ กับเพื่อนต่างสถาบัน  อยากได้รับความสนุกสนานและความสามัคคีจากค่าย 4 จอบ  อยากทำประโยชน์เพื่อสังคม  เป็นต้น

 

 

ส่วนกิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอนั้น  ก็ได้คำตอบที่มีพลังไม่น้อย  เพราะส่วนใหญ่มีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับค่าย 4 จอบและกีฬา 4 จอบอย่างเห็นได้ชัด  เพราะกิจกรรมที่ว่านี้  ล้วนทำให้แต่ละคนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน  ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน  ได้พลังจากความรัก ความสามัคคี  หรือแม้แต่ได้ระบายความอึดอัดที่นิสิตนักศึกษาในสาขาด้านเกษตรมักถูกมองว่า “ขี้เหล้า เมายา”  เป็นต้น 

ครับ,ผมให้ความสำคัญกับกระบวนการเหล่านี้  เพราะนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้มีบุคลิกภาพที่ห้าวห้วน จริงจัง หรือออกดิบๆ อยู่มาก  ดังนั้นจึงจำต้องหลอมละลายพฤติกรรมทางความคิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป  มีสื่อมาเสริมการเรียนรู้  มีกระบวนการที่ทุกคนต้องเรียนรู้ร่วมกันอย่างง่ายๆ แต่ไม่ไร้สาระ  ฝึกให้ทุกคนได้คิดและสื่อสารความคิดแบบเนียนๆ ในวิถีของการ “โสเหล่” เพราะในเวลาอันจำกัดนั้น  กระบวนการเช่นนี้  จึงน่าจะเป็นการละลายพฤติกรรมทางความคิดได้เร็วและมีประสิทธิภาพ...

 

 

 

ค้นนิยามความเป็นทีมในองค์กร : วิเคราะห์ตัวตน วิเคราะห์ทีม วิเคราะห์องค์กร

  

เมื่อกระบวนการละลายพฤติกรรมทางความคิดเสร็จสิ้นลง  ก็เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่เริ่มเข้าที่เข้าทาง มีสมาธิมากขึ้น  ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางถูกสลัดออกไปกว่าครึ่ง  ปฏิกิริยาการเรียนรู้ร่วมกันเริ่มฉายชัดขึ้นอย่างน่าชื่นใจ 

ถึงคราวที่ผมรับช่วงต่อ  ด้วยการบรรยายในหัวข้อ “วิเคราะห์ตัวตน วิเคราะห์ทีม วิเคราะห์องค์กร”  ซึ่งผมใช้รูปแบบการบรรยายแบบ “เล่าเรื่อง” ชวนคุย ชวนคิด มีภาพและสื่อวีดีทัศน์มาคั่นการเรียนรู้เป็นระยะๆ 

กิจกรรมที่ว่านี้  ผมบอกเล่าคุณลักษณะของคนในองค์กรผ่านการวิเคราะห์จากเรื่อง “แก้วน้ำ 4 ใบ” และยึดโยงสู่ “สัตว์ 4 ทิศ” พร้อมๆ กับการชูบทเรียนของผมเองมาแลกเปลี่ยน  ผ่านวาทกรรมเชิงความคิด หรือวัฒนธรรมการทำงานในทีมของผม เช่น สอนงานสร้างทีม, จริงจัง จริงใจ,พูดในสิ่งที่ทำ ย้ำในสิ่งที่มี, พูดให้ฟัง  ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน ฯลฯ 

หรือแม้แต่การเปิดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องทักษะของผู้นำ เช่น ทักษะของการคิด การตัดสินใจ การบริหารจัดการ การทำงานเป็นทีม  รวมถึงการสะท้อนประสบการณ์ตรงของผมในทำนองว่า  บางขณะในองค์กรก็มีผู้นำประเภทคิดไม่ออก บอกไม่ถูก  หรือไม่ก็ผู้นำประเภท กว่าหัวจะขยับ หางก็ถูกทับจวนเจียนขาด และเก่งทุกเรื่อง ทำทุกเรื่อง ฯลฯ 

แต่ไม่ว่าประเด็นใดก็ตาม  ผมก็พยายามสื่อสารให้นิสิตนักศึกษาได้รับรู้ว่า  องค์กรทุกองค์กรมีความหลากหลายในทางบุคคล  ดังนั้นการบริหารความแตกต่างของคนในองค์กร  จึงเป็นเรื่องท้าทาย  เพราะความแตกต่างที่ว่านั้น ก็หมายถึงการเติมเต็มคน เติมเต็มงาน และเติมเต็มองค์กร หรือสังคมนั่นเอง

 

 

 

 

Woke Shop :  เรียนรู้อะไรในค่าย

 

 

เรียนรู้อะไรในค่าย  เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมบรรจุไว้ในเวทีการเรียนรู้ของวันนั้น  ผมบอกเล่าแนวคิดการทำงานของตนเอง (ปัญญาปฏิบัติ) ให้นิสิตนักศึกษาได้รับฟัง  เพื่อกระตุ้นให้แต่ละคนได้รู้และตระหนักว่า พวกเขาก็ล้วนเป็นคนประเภท “ปัญญาปฏิบัติ” ด้วยกันทั้งนั้น 

กรณีของผมนั้น  ผมยกตัวอย่างกรอบแนวคิด 9 ประการมาเล่าสู่กันฟัง  (รู้ตัวตนโครงการ>ทุกหมู่บ้านมีเรื่องเล่า > เราไม่ใช่นัก “เสก-สร้าง” > ทุกเส้นทางมีปัญหา > คลังปัญญาชุมชน  >  เราคือคนต้นแบบ >  อย่าแยกส่วนการเรียนรู้ > หันกลับไปดู “บ้านเกิด” > ก่อเกิดองค์ความรู้)  ผสมผสานไปกับภาพถ่ายต่างๆ รวมถึงยกตัวอย่างผ่านหนังสือเรียนนอกฤดูและเรื่องเล่าเร้าพลังชาวค่ายของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามไปพร้อมๆ กัน 

เรียกได้ว่ายกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด  เพื่อกระตุ้นให้แต่ละคน เกิดแรงบันดาลใจและมองภาพของการทำงานได้ชัดเจนมากขึ้น

กระบวนการดังกล่าว เป็นการกระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาเกิดแรงคิดที่จะนำองค์ความรู้ของตัวเองออกมาแลกเปลี่ยนกับคนรอบข้าง  เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มมีใจมากขึ้น  ผมก็แบ่งกลุ่มทำ Woke Shop ทันที  โดยมีประเด็นให้แต่ละกลุ่มได้ “โสเหล่” แบบสบายๆ คือ “การได้มาซึ่งค่าย, การบริหารจัดการค่าย,ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำค่าย,ทิศทางการขับเคลื่อนค่าย 4 จอบในครั้งถัดไป”


 

ครับ,ฟังดูเป็นประเด็นไม่ได้ลึกซึ้ง หรูหราอะไรมาก  แต่ผมก็เชื่อว่า ถ้านิสิตนักศึกษาที่มาในวันนี้เป็น “ตัวจริง เสียงจริง” (คนหน้างาน : ปัญญาปฏิบัติ) ก็ย่อมนำพาไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างไม่ยากเย็น  และที่สำคัญบางสิ่งบางอย่างอาจถูกนำไปใช้ในค่ายที่กำลังจะมีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน  เรียกได้ว่า “ร่วมคิด ร่วมสร้าง ปรับประยุกต์ให้เกิดผล” นั่นเอง

 

สะท้อนงาน สะท้อนคลังปัญญาของคนค่าย

 

หลังการ Woke Shop และโสเหล่ยุติลง  ก่อนที่แต่ละกลุ่มจะนำเสนองานอันเกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันนั้น  ผมก็จัดกระบวนการ “ทบทวนตัวเอง”  ให้เกิด “สติ” อีกครั้งด้วยการให้นั่งสมาธิแบบตามใจชอบ  โดยมีเสียงเพลงเบาๆ คลอเคลียอยู่ในโสตประสาทของแต่ละคน

ซึ่งกิจกรรมที่ว่านั้น  ผมตั้งเชื่อว่า “เรียนรู้ตัวตน : ฟังเสียงตัวเอง”

และเมื่อการนำเสนองานเสร็จสิ้นลง  ผมก็เปิดเวทีการโสเหล่เพื่อเก็บตกกันอีกรอบ  คราวนี้มีนิสิตร่วมสะท้อนความคิดของตัวเองมากขึ้น  เมื่อผ่านพ้นไปได้สักระยะ  ผมก็เปิดวีดีทัศน์เกี่ยวกับการทำนาของชาวนาไทยให้นิสิตนักศึกษาได้ดูชม  ซึ่งเกือบทั้งหมด ก็ไม่เคยชมวีดีทัศน์ชุดนี้มาก่อน  ผมเรียกชื่อวีดีทัศน์ว่า “ปัญญาปฏิบัติ  KM THAILAND”

 

เมื่อวีดีทัศน์ปิดตัวลง ก็เข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนผ่านสื่อ  ด้วยวิธีการ “โยนไมค์”  ให้นิสิตนักศึกษาได้บอกเล่าสู่กันฟัง  มีทั้งประเภทสมัครใจพูด และอีกกลุ่มก็เป็นประเภทที่ผมเน้นอยากจะให้ “พูด” 

เมื่อเวลาเดินทางมาถึงตอนนี้  ก็เห็นได้ชัดว่า เกือบทุกคนดูสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น  กล้าคิด กล้าพูด กล้าเล่น กล้าแซวกันอย่างชัดแจ้ง  ความห้าวห้วนที่เห็นในภาคเช้าเริ่มกลายสภาพเป็นความอ่อนโยนอย่างมหัศจรรย์

และก่อนปิดเวทีในวันนั้น  ทีมงานของผมก็นำวีดีทัศน์ที่เกี่ยวกับงานค่าย 4 จอบครั้งที่ 9 มาฉายให้ดูร่วมกัน  ซึ่งเป็นเรื่องราวของบ้านขามเฒ่าฯ  อันเป็นพื้นที่ๆ ออกค่ายในครั้งนี้  และวีดีทัศน์ชุดนี้ก็เป็นเสมือนสื่อที่ถูกนำมาปฐมนิเทศชาวค่ายไปในตัวด้วยเหมือนกัน  เมื่อชมแล้วจะรู้เลยว่า “เจ้าภาพ มมส” เตรียมงานกันอย่างไร ลงชุมชนอย่างไร ทำอะไรไปบ้างแล้ว...เป็นต้น

ซึ่งผมคิดว่าไม่ขี้เหร่นักหรอก  อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องบรรยายสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง..

 

 

AAR :  ดอกผลของการเรียนรู้ 

 

ก่อนเวทีจะยุติและปิดตัวลง  ผมสรุปผลการเรียนรู้ร่วมกันให้นิสิตนักศึกษารับฟังอย่างกว้างๆ  พร้อมๆ กับการสะท้อนเปิดใจให้นิสิตนักศึกษาได้รับรู้ว่า นี่คือเวทีแรกที่ผมและทีมงานต้องใช้พลังอย่างมหาศาลต่อการ “เล้าโลม หรือนวด” เพื่อให้ทุกคนเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะเปิดใจสู่การเรียนรู้ร่วมกัน  เพราะรู้ดีว่ากระบวนการเช่นนี้ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน  เพราะออกค่ายทุกครั้ง ก็รู้มาบ้างว่า  ไม่มีกระบวนยุทธแบบนี้ก่อนเหมือนกัน  แต่จะลุยหนักในพื้นที่เลย  มิหนำซ้ำก็ไม่ค่อยมีการถอดบทเรียนที่เป็นรูปธรรม  ทำให้เจ้าภาพในครั้งถัดไป ไม่มีข้อมูลที่เป็นรูปธรรมในการ “ต่อยอด”

ด้วยเหตุนี้  ผมจึงขอให้ทุกคนเปิดใจและช่วยกัน “นับหนึ่ง”  ให้เวทีครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวิถีคนค่าย 4 จอบให้จงได้

จากนั้น  ทีมงานก็ขยับเข้ามาจัดกระบวนการประเมินผลแบบ AAR (After Action Review)  และนี่คือส่วนหนึ่งที่นิสิตนักศึกษาได้สะท้อนออกมายังผมและทีมงาน

  • ได้รู้จักหลักการที่จะเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม
  • ได้รู้คุณค่าของการถอดบทเรียน หรือการทบทวนชีวิตและกิจกรรม
  • ได้รู้จักแนวทางการทำงานค่าย
  • ได้ฝึกทักษะการพูด การวาดภาพ การเล่าเรื่อง
  • ได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ
  • ได้ทบทวนความเป็นผู้นำของตัวเอง
  • ได้รู้จักตัวตนของตนเองมากขึ้น
  • ได้รู้จักระบบการวางแผนกลยุทธ์ของการเป็นผู้นำ
  • ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรให้ดียิ่งขึ้น
  • ได้รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนใหม่ ซึ่งมีแนวคิดและมุมมองแตกต่างกันออกไป
  • ได้แนวคิดของการทำงานให้มีความสุข และหลักการจำว่า การทำงานต้องมีอุปสรรค ในฐานะการเป็นผู้นำ ต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหา และต้องมีความอดทนต่อหลายสิ่งหลายอย่าง
  • เข้าใจแนวทางการจัดค่าย 4 จอบมากขึ้น
  • การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีการจัดการความรู้และความสามารถถ่ายทอดไปยังเพื่อนร่วมงานได้
  • ได้รับความรู้ได้ร่วมคิดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกค่ายสี่จอบ
  • ได้ดูวีดีโอที่น่าประทับใจ
  • รู้ถึงการวางตนเลือกสิ่งที่ควรทำความเป็นผู้นำ
  • สิ่งที่ได้ในวันนี้คือสภาวะความเป็นผู้นำและผู้ตามรวมทั้งเพื่อนและมิตรภาพเพิ่มขึ้น
  • ได้แนวคิดจากการทำงาน การทำกิจกรรมที่แปลกใหม่เพิ่มเติมจากที่สถาบันไม่มีปรับทัศนคติของการทำหน้าที่ตนเองในฐานะของผู้นำและผู้ตามที่เหมาะสม       
  • ได้รู้ว่าสี่จอบครั้งต่อไปจะทำอย่างไรมีแนวทาง
  • สนุก และใช้ปฏิบัติจริงได้

 

...
ค่ายผู้นำ 4 จอบ
17 พฤษภาคม 2554
ณ คณะเทคโนโลยี มมส