ค่ายผู้นำ 4 จอบ ถือเป็นค่ายกระบวนการเรียนรู้ที่ท้าทายผมและทีมงานเป็นอย่างยิ่ง ผมและทีมงานจัดวางกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ซึ่งงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณเกือบๆ 70 คน
ค่ายผู้นำ 4 จอบ เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากกีฬา 4 จอบ มีสถาบัน หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ จากทั่วประเทศเป็นภาคีสานสัมพันธ์ขับเคลื่อนต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 9 โดยครั้งนี่ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ
ทั้งผมและทีมงานได้รับเชิญให้เป็น “วิทยากร” บรรยายเกี่ยวกับ “ความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม” เมื่อตรวจเช็คตารางกิจกรรมตนเองแล้ว ผมก็ตอบรับอย่างไม่อิดออด เพราะถือว่าเป็นโอกาสอันดีในการที่จะพัฒนาตัวเอง พัฒนาทีม ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับนิสิตและนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ

เตรียมการสู่การเรียนรู้ : คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ
ผมเสนอรูปแบบและแนวคิดให้ทางคณะเทคโนโลยีได้พิจารณา หลักๆ ผมย้ำถึงแนวคิดหลัก 3 ประการคือ “ความเป็นผู้นำ,ความเป็นทีม,และการทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมในชุมชน”
นอกจากนั้นยังเสนอให้กระบวนการที่จัดขึ้นนั้น เป็นเสมือนการปฐมนิเทศค่ายไปในตัว พร้อมๆ กับการแนะนำให้มีการถ่ายทำ “วีดีทัศน์” เรื่องราวของกิจกรรมในครั้งนี้อย่างเสร็จสรรพ เช่น การเตรียมงานและผูกโยงเรื่องราวลงชุมชน สะท้อน “ข้อมูลชุมชน” และเรื่องราวการ “เตรียมค่าย” ไปพร้อมๆ กัน โดยตั้งเป้าไว้ว่าวีดีทัศน์ชุดดังกล่าวจะนำมาจัดฉายให้ทุกคนได้ชมร่วมกันในเวทีการอบรมที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม 2554
กรณีดังกล่าวทางคณะเห็นชอบในทุกกระบวนการ เพราะถือว่ารูปแบบต่างๆ นั้น ล้วนยังไม่ถูกนำมาใช้ในเวทีผู้นำของค่าย 4 จอบเลยสักครั้งเดียว นั่นจึงหมายถึงว่ารูปแบบทั้งหมดที่เสนอไปนั้น เป็นการคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ โดยอาศัยกระบวนการการจัดการความรู้ (KM) เป็นกลไกการขับเคลื่อน
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมอบหมายให้ทีมงานลงชุมชนถ่ายทำวีดีทัศน์ และเก็บข้อมูลเบื้องต้นของชุมชนให้ได้มากที่สุด รวมถึงการสืบค้น “สายธารการเกิดค่าย 4 จอบ” ไปพร้อมๆ กัน แต่กระบวนการทั้งหมดนั้น ไม่ได้รังสรรค์จากทีมงานผมฝ่ายเดียว หากแต่กำหนดให้นิสิตที่เป็นเจ้าของโครงการได้เป็น “ต้นเรื่อง” ในการนำพาไปสู่การเรียนรู้ เรียกได้ว่า “สอนงาน สร้างทีม” ให้นิสิตไปในตัวนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังถือโอกาสประสานความร่วมมือไปยังทีมประชาสัมพันธ์และสารสนเทศให้มาช่วยจัดนิทรรศการเรื่องราว “กิจกรรมนอกชั้นเรียน” เพื่อประชาสัมพันธ์ และสร้างสีสันของความเป็น “นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส” สู่สาธารณะ
ครับ, ทุกอย่างที่ผมและทีมงานออกแบบไปนั้น ถือเป็นสิ่งใหม่ที่ “ค่ายผู้นำ 4 จอบ” ยังไม่เคยจัดกระบวนการเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นการงานในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษา เมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งเสริมพลังให้ผมและทีมงานต้องละเอียดกับการออกแบบการเรียนรู้ให้ “นิ่งเนียน” ที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้
เปิดเวที : ถอดบทเรียนชีวิต สู่การละลายพฤติกรรมทางความคิด
ภายหลังพิธีเปิดโครงการค่ายผู้นำ 4 จอบเสร็จสิ้นลง ทีมงานก็นำเข้าสู่กระบวนการละลายพฤติกรรมทางความคิดทันที มีการทักทายผ่านกระบวนการ “มอร์นิ่ง ทอล์ค” (MORNING TALK) ประเมินความคาดหวังผ่านกิจกรรม “ต้นไม้แห่งความคาดหวัง” (Before Action Review) จากนั้นก็นำเข้าสู่เวทีของการเรียนรู้ความงดงามในนิยามความแตกต่างของการเป็นมนุษย์ผ่านวีดีทัศน์ชุด “ใบไม้ต้นเดียวกัน” พร้อมๆ กับการเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาได้ “โสเหล่” กันเกี่ยวกับสิ่งที่แต่ละคนได้ค้นพบในวีดีทัศน์ชุดดังกล่าว
ผมเจตนาให้มีการโสเหล่กันพอเป็นพิธี เพื่อกระตุ้นให้แต่ละคนได้เรียนรู้ที่จะถอดบทเรียนด้วยตัวเอง เห็นอะไร คิดอย่างไร ได้อะไรก็สื่อสารไปยังคนรอบตัว และที่สำคัญก็คือ ผมต้องการย้ำให้นิสิตนักศึกษาได้ตระหนักว่างานค่าย 4 จอบในครั้งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากวีดีทัศน์ชุดดังกล่าว เพราะต่างคนต่างสถาบัน ย่อมมีวัฒนธรรมต่างกัน เพียงเปิดใจเรียนรู้กระบวนการของกันและกัน ก็ถือว่าเยี่ยมยุทธแล้ว

ถัดจากนั้นไม่นานนัก ผมก็เริ่มกระตุ้นการเรียนรู้ให้หนักแน่นขึ้น ด้วยการให้ทีมงานชักชวนนิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรม “รู้จักฉันรู้จักเธอ” ซึ่งยังเน้นกระบวนการถอดบทเรียนชีวิตผ่านภาพวาด โดยมีหัวข้อหลักๆ เปิดกว้างไว้ก็คือ “ความทรงจำดีๆ ในค่าย 4 จอบ และความทรงจำดีๆ ในมหาวิทยาลัยของฉัน”
ขั้นตอนนี้ ผมพยายามฝากแฝงกลวิธีให้นิสิตนักศึกษาได้ “ทบทวน”เรื่องราวการทำงานในครั้งที่ผ่านมาว่าทำอะไรไปบ้าง เจออะไรมาบ้าง รักและประทับใจอะไรบ้าง
รวมถึงการพยายามกระตุ้นให้แต่ละคนพูดถึงเรื่องราว “มหาวิทยาลัย” ของตัวเองให้เพื่อนๆ ฟัง ถือเป็นการถามทักตัวเองว่ารู้จักมหาวิทยาลัยของตัวเองสักแค่ไหน และสามารถใช้พื้นที่จากเวทีดังกล่าวประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เพื่อนๆ ได้รู้จักมหาวิทยาลัยของตัวเองไปในตัว

สะท้อนภาพชีวิต : สะท้อนภาพการเรียนรู้
ทั้งผมและทีมงานให้ความสำคัญกับกิจกรรมแรกเริ่มข้างต้นเป็นอย่างมาก ทุกคนทำงานกันได้ดีและรวดเร็วน่าดู สามารถสะท้อนผลต่างๆ ได้อย่างน่าชื่นชม เป็นต้นว่าการประเมินความคาดหวังจากกิจกรรมต้นไม้แห่งความหวังนั้น ก็มีประเด็นหลักๆ ที่สำคัญคือ อยากได้รับความรู้เกี่ยวกับทักษะความเป็นผู้นำ ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะการทำงานค่าย
นอกจากนั้นก็มีความคาดหวังที่จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ กับเพื่อนต่างสถาบัน อยากได้รับความสนุกสนานและความสามัคคีจากค่าย 4 จอบ อยากทำประโยชน์เพื่อสังคม เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอนั้น ก็ได้คำตอบที่มีพลังไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่มีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับค่าย 4 จอบและกีฬา 4 จอบอย่างเห็นได้ชัด เพราะกิจกรรมที่ว่านี้ ล้วนทำให้แต่ละคนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ได้พลังจากความรัก ความสามัคคี หรือแม้แต่ได้ระบายความอึดอัดที่นิสิตนักศึกษาในสาขาด้านเกษตรมักถูกมองว่า “ขี้เหล้า เมายา” เป็นต้น
ครับ,ผมให้ความสำคัญกับกระบวนการเหล่านี้ เพราะนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้มีบุคลิกภาพที่ห้าวห้วน จริงจัง หรือออกดิบๆ อยู่มาก ดังนั้นจึงจำต้องหลอมละลายพฤติกรรมทางความคิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีสื่อมาเสริมการเรียนรู้ มีกระบวนการที่ทุกคนต้องเรียนรู้ร่วมกันอย่างง่ายๆ แต่ไม่ไร้สาระ ฝึกให้ทุกคนได้คิดและสื่อสารความคิดแบบเนียนๆ ในวิถีของการ “โสเหล่” เพราะในเวลาอันจำกัดนั้น กระบวนการเช่นนี้ จึงน่าจะเป็นการละลายพฤติกรรมทางความคิดได้เร็วและมีประสิทธิภาพ...
ค้นนิยามความเป็นทีมในองค์กร : วิเคราะห์ตัวตน วิเคราะห์ทีม วิเคราะห์องค์กร
เมื่อกระบวนการละลายพฤติกรรมทางความคิดเสร็จสิ้นลง ก็เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่เริ่มเข้าที่เข้าทาง มีสมาธิมากขึ้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางถูกสลัดออกไปกว่าครึ่ง ปฏิกิริยาการเรียนรู้ร่วมกันเริ่มฉายชัดขึ้นอย่างน่าชื่นใจ
ถึงคราวที่ผมรับช่วงต่อ ด้วยการบรรยายในหัวข้อ “วิเคราะห์ตัวตน วิเคราะห์ทีม วิเคราะห์องค์กร” ซึ่งผมใช้รูปแบบการบรรยายแบบ “เล่าเรื่อง” ชวนคุย ชวนคิด มีภาพและสื่อวีดีทัศน์มาคั่นการเรียนรู้เป็นระยะๆ
กิจกรรมที่ว่านี้ ผมบอกเล่าคุณลักษณะของคนในองค์กรผ่านการวิเคราะห์จากเรื่อง “แก้วน้ำ 4 ใบ” และยึดโยงสู่ “สัตว์ 4 ทิศ” พร้อมๆ กับการชูบทเรียนของผมเองมาแลกเปลี่ยน ผ่านวาทกรรมเชิงความคิด หรือวัฒนธรรมการทำงานในทีมของผม เช่น สอนงานสร้างทีม, จริงจัง จริงใจ,พูดในสิ่งที่ทำ ย้ำในสิ่งที่มี, พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน ฯลฯ
หรือแม้แต่การเปิดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องทักษะของผู้นำ เช่น ทักษะของการคิด การตัดสินใจ การบริหารจัดการ การทำงานเป็นทีม รวมถึงการสะท้อนประสบการณ์ตรงของผมในทำนองว่า บางขณะในองค์กรก็มีผู้นำประเภทคิดไม่ออก บอกไม่ถูก หรือไม่ก็ผู้นำประเภท กว่าหัวจะขยับ หางก็ถูกทับจวนเจียนขาด และเก่งทุกเรื่อง ทำทุกเรื่อง ฯลฯ
แต่ไม่ว่าประเด็นใดก็ตาม ผมก็พยายามสื่อสารให้นิสิตนักศึกษาได้รับรู้ว่า องค์กรทุกองค์กรมีความหลากหลายในทางบุคคล ดังนั้นการบริหารความแตกต่างของคนในองค์กร จึงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะความแตกต่างที่ว่านั้น ก็หมายถึงการเติมเต็มคน เติมเต็มงาน และเติมเต็มองค์กร หรือสังคมนั่นเอง

Woke Shop : เรียนรู้อะไรในค่าย
เรียนรู้อะไรในค่าย เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมบรรจุไว้ในเวทีการเรียนรู้ของวันนั้น ผมบอกเล่าแนวคิดการทำงานของตนเอง (ปัญญาปฏิบัติ) ให้นิสิตนักศึกษาได้รับฟัง เพื่อกระตุ้นให้แต่ละคนได้รู้และตระหนักว่า พวกเขาก็ล้วนเป็นคนประเภท “ปัญญาปฏิบัติ” ด้วยกันทั้งนั้น
กรณีของผมนั้น ผมยกตัวอย่างกรอบแนวคิด 9 ประการมาเล่าสู่กันฟัง (รู้ตัวตนโครงการ>ทุกหมู่บ้านมีเรื่องเล่า > เราไม่ใช่นัก “เสก-สร้าง” > ทุกเส้นทางมีปัญหา > คลังปัญญาชุมชน > เราคือคนต้นแบบ > อย่าแยกส่วนการเรียนรู้ > หันกลับไปดู “บ้านเกิด” > ก่อเกิดองค์ความรู้) ผสมผสานไปกับภาพถ่ายต่างๆ รวมถึงยกตัวอย่างผ่านหนังสือเรียนนอกฤดูและเรื่องเล่าเร้าพลังชาวค่ายของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามไปพร้อมๆ กัน
เรียกได้ว่ายกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นให้แต่ละคน เกิดแรงบันดาลใจและมองภาพของการทำงานได้ชัดเจนมากขึ้น
กระบวนการดังกล่าว เป็นการกระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาเกิดแรงคิดที่จะนำองค์ความรู้ของตัวเองออกมาแลกเปลี่ยนกับคนรอบข้าง เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มมีใจมากขึ้น ผมก็แบ่งกลุ่มทำ Woke Shop ทันที โดยมีประเด็นให้แต่ละกลุ่มได้ “โสเหล่” แบบสบายๆ คือ “การได้มาซึ่งค่าย, การบริหารจัดการค่าย,ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำค่าย,ทิศทางการขับเคลื่อนค่าย 4 จอบในครั้งถัดไป”

ครับ,ฟังดูเป็นประเด็นไม่ได้ลึกซึ้ง หรูหราอะไรมาก แต่ผมก็เชื่อว่า ถ้านิสิตนักศึกษาที่มาในวันนี้เป็น “ตัวจริง เสียงจริง” (คนหน้างาน : ปัญญาปฏิบัติ) ก็ย่อมนำพาไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างไม่ยากเย็น และที่สำคัญบางสิ่งบางอย่างอาจถูกนำไปใช้ในค่ายที่กำลังจะมีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่า “ร่วมคิด ร่วมสร้าง ปรับประยุกต์ให้เกิดผล” นั่นเอง
สะท้อนงาน สะท้อนคลังปัญญาของคนค่าย
หลังการ Woke Shop และโสเหล่ยุติลง ก่อนที่แต่ละกลุ่มจะนำเสนองานอันเกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันนั้น ผมก็จัดกระบวนการ “ทบทวนตัวเอง” ให้เกิด “สติ” อีกครั้งด้วยการให้นั่งสมาธิแบบตามใจชอบ โดยมีเสียงเพลงเบาๆ คลอเคลียอยู่ในโสตประสาทของแต่ละคน
ซึ่งกิจกรรมที่ว่านั้น ผมตั้งเชื่อว่า “เรียนรู้ตัวตน : ฟังเสียงตัวเอง”
และเมื่อการนำเสนองานเสร็จสิ้นลง ผมก็เปิดเวทีการโสเหล่เพื่อเก็บตกกันอีกรอบ คราวนี้มีนิสิตร่วมสะท้อนความคิดของตัวเองมากขึ้น เมื่อผ่านพ้นไปได้สักระยะ ผมก็เปิดวีดีทัศน์เกี่ยวกับการทำนาของชาวนาไทยให้นิสิตนักศึกษาได้ดูชม ซึ่งเกือบทั้งหมด ก็ไม่เคยชมวีดีทัศน์ชุดนี้มาก่อน ผมเรียกชื่อวีดีทัศน์ว่า “ปัญญาปฏิบัติ KM THAILAND”
เมื่อวีดีทัศน์ปิดตัวลง ก็เข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนผ่านสื่อ ด้วยวิธีการ “โยนไมค์” ให้นิสิตนักศึกษาได้บอกเล่าสู่กันฟัง มีทั้งประเภทสมัครใจพูด และอีกกลุ่มก็เป็นประเภทที่ผมเน้นอยากจะให้ “พูด”
เมื่อเวลาเดินทางมาถึงตอนนี้ ก็เห็นได้ชัดว่า เกือบทุกคนดูสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น กล้าคิด กล้าพูด กล้าเล่น กล้าแซวกันอย่างชัดแจ้ง ความห้าวห้วนที่เห็นในภาคเช้าเริ่มกลายสภาพเป็นความอ่อนโยนอย่างมหัศจรรย์
และก่อนปิดเวทีในวันนั้น ทีมงานของผมก็นำวีดีทัศน์ที่เกี่ยวกับงานค่าย 4 จอบครั้งที่ 9 มาฉายให้ดูร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องราวของบ้านขามเฒ่าฯ อันเป็นพื้นที่ๆ ออกค่ายในครั้งนี้ และวีดีทัศน์ชุดนี้ก็เป็นเสมือนสื่อที่ถูกนำมาปฐมนิเทศชาวค่ายไปในตัวด้วยเหมือนกัน เมื่อชมแล้วจะรู้เลยว่า “เจ้าภาพ มมส” เตรียมงานกันอย่างไร ลงชุมชนอย่างไร ทำอะไรไปบ้างแล้ว...เป็นต้น
ซึ่งผมคิดว่าไม่ขี้เหร่นักหรอก อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องบรรยายสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง..

AAR : ดอกผลของการเรียนรู้
ก่อนเวทีจะยุติและปิดตัวลง ผมสรุปผลการเรียนรู้ร่วมกันให้นิสิตนักศึกษารับฟังอย่างกว้างๆ พร้อมๆ กับการสะท้อนเปิดใจให้นิสิตนักศึกษาได้รับรู้ว่า นี่คือเวทีแรกที่ผมและทีมงานต้องใช้พลังอย่างมหาศาลต่อการ “เล้าโลม หรือนวด” เพื่อให้ทุกคนเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะเปิดใจสู่การเรียนรู้ร่วมกัน เพราะรู้ดีว่ากระบวนการเช่นนี้ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน เพราะออกค่ายทุกครั้ง ก็รู้มาบ้างว่า ไม่มีกระบวนยุทธแบบนี้ก่อนเหมือนกัน แต่จะลุยหนักในพื้นที่เลย มิหนำซ้ำก็ไม่ค่อยมีการถอดบทเรียนที่เป็นรูปธรรม ทำให้เจ้าภาพในครั้งถัดไป ไม่มีข้อมูลที่เป็นรูปธรรมในการ “ต่อยอด”
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอให้ทุกคนเปิดใจและช่วยกัน “นับหนึ่ง” ให้เวทีครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวิถีคนค่าย 4 จอบให้จงได้
จากนั้น ทีมงานก็ขยับเข้ามาจัดกระบวนการประเมินผลแบบ AAR (After Action Review) และนี่คือส่วนหนึ่งที่นิสิตนักศึกษาได้สะท้อนออกมายังผมและทีมงาน
- ได้รู้จักหลักการที่จะเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม
- ได้รู้คุณค่าของการถอดบทเรียน หรือการทบทวนชีวิตและกิจกรรม
- ได้รู้จักแนวทางการทำงานค่าย
- ได้ฝึกทักษะการพูด การวาดภาพ การเล่าเรื่อง
- ได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ
- ได้ทบทวนความเป็นผู้นำของตัวเอง
- ได้รู้จักตัวตนของตนเองมากขึ้น
- ได้รู้จักระบบการวางแผนกลยุทธ์ของการเป็นผู้นำ
- ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรให้ดียิ่งขึ้น
- ได้รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนใหม่ ซึ่งมีแนวคิดและมุมมองแตกต่างกันออกไป
- ได้แนวคิดของการทำงานให้มีความสุข และหลักการจำว่า การทำงานต้องมีอุปสรรค ในฐานะการเป็นผู้นำ ต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหา และต้องมีความอดทนต่อหลายสิ่งหลายอย่าง
- เข้าใจแนวทางการจัดค่าย 4 จอบมากขึ้น
- การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีการจัดการความรู้และความสามารถถ่ายทอดไปยังเพื่อนร่วมงานได้
- ได้รับความรู้ได้ร่วมคิดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกค่ายสี่จอบ
- ได้ดูวีดีโอที่น่าประทับใจ
- รู้ถึงการวางตนเลือกสิ่งที่ควรทำความเป็นผู้นำ
- สิ่งที่ได้ในวันนี้คือสภาวะความเป็นผู้นำและผู้ตามรวมทั้งเพื่อนและมิตรภาพเพิ่มขึ้น
- ได้แนวคิดจากการทำงาน การทำกิจกรรมที่แปลกใหม่เพิ่มเติมจากที่สถาบันไม่มีปรับทัศนคติของการทำหน้าที่ตนเองในฐานะของผู้นำและผู้ตามที่เหมาะสม
- ได้รู้ว่าสี่จอบครั้งต่อไปจะทำอย่างไรมีแนวทาง
- สนุก และใช้ปฏิบัติจริงได้
...
ค่ายผู้นำ 4 จอบ
17 พฤษภาคม 2554
ณ คณะเทคโนโลยี มมส
ปากกาของพวกเรานั้นคือจอบ บรรจงวาดบนกระดาษที่เรียกว่าแผ่นดิน ตัวหนังสือที่ประณีตคือต้นไม้พืชผล ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เป็นครัวโลก และพร้อมที่จะแทนที่ภาคอุตสาหกรรม บางอย่างในอนาคต
สวัสดีค่ะ
มาอ่านและเก็บเกี่ยวกระบวการที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ คุณศักดา เสือบุญทอง
ปากกาของพวกเรานั้นคือจอบ บรรจงวาดบนกระดาษที่เรียกว่าแผ่นดิน ตัวหนังสือที่ประณีตคือต้นไม้พืชผล
..
ผมชอบความเปรียบข้างต้นมากครับ และก็เห็นคล้อยกับความหมายนั้นทุกประการ ประเทศไทยมีแก่นรากอันหนักแน่นในวิถีการเกษตร ผมเองก็เกิดและโตอยู่กับวิถีวัฒนธรรมเช่นนี้
กิจกรรมในเวทีครั้งนั้น จากการประเมินแล้วถือว่าผู้เข้าร่วมกระบวนการเป็น "ตัวจริง" เยอะมาก ดูจากงานที่สังเคราะห์ออกมาก็ชัดเจน เป็นรูปธรรม
สำหรับผมและทีมงานต้องใช้พลังในการ "นวด" นานหน่อย เพราะนิสิตนักศึกษาไม่คุ้นชินกับกิจกรรมทำนองนี้ และด้วยบุคลิกก็ไม่ชอบนิ่งๆ อยู่แล้ว...
แต่ก็ดีครับ ทุกอย่างผ่านพ้นไป และทิ้งรอยจำที่สร้างสรรค์ในกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
สวัสดีครับ อ.ลำดวน
กระบวนการที่ใช้ จริงๆ ก็เหมือนการบรรยายครับ เพียงแต่ใส่สีสันให้สนุกสนาน ให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญ ผมเน้นการเล่าเรื่อง ชวนคิด ชวนคุย หยิกหยอกไปพร้อมๆ กัน..
ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ อ่านด้วยความชื่นชมและหวังว่า จะมีการขยายผลต่อไปในภาคปฏิบัติอื่นๆนะคะ :)
สวัสดีครับ พี่นงนาท สนธิสุวรรณ
หลังการอบรมในวันนั้น สองวันถัดไป นิสิตนักศึกษาก็ลงพื้นที่จัดค่ายที่หมู่บ้านใกล้ๆ มหาวิทยาลัยฯ ผมดีใจที่มีโอกาสได้สร้างกระบวนการเรียนรู้บางอย่างร่วมกับพวกเขา ผมไม่ห่วงเรื่องความรู้และทักษะของแกนนำ เพราะเชื่อว่าเขาเรียนมาในวิชาชีพเหล่านี้ ย่อมรู้และเข้าใจในระดับหนึ่ง สามารถทำงานได้แน่นอน แต่กระบวนการที่ผมเสริมเป็นพลังปัญญานั้น จะเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม, การปล่อยวางวัฒนธรรมส่วนตัว เพื่อเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ร่วมกับเพื่อนต่างสถาบัน และเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชนที่เป็นบริบทให้เรียนรู้
นอกจากนั้น ผมก็เน้นการเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน ให้ถือว่าไปเรียนรู้ ไม่ใช่ไปให้บริการวิชาการแบบนักวิชาการทั่วๆ ไป แต่ให้ใช้กิจกรรมค่ายเป็นสะพานของการลงสู่ชุมชน พยายามผสมผสานระหว่างความรู้ที่นิสิตมีให้เข้ากับความรู้จากชาวบ้านให้ลงตัวมากที่สุด...
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ น่าสนใจมากในกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดจากการร่วมกันคิดสรรสร้าง ชอบชื่อ ค่าย 4 จอบ มากๆค่ะ ขอเรียนรู้ด้วยนะคะ
สวัสดีครับ อ.Rinda
เดิมก่อนมีค่าย 4 จอบนั้น นิสิตนักศึกษา จะมีกีฬา 4 จอบครับ
ค่าย 4 จอบ เป็นกิจกรรมออกค่ายบริการแก่สังคม
ซึ่งเป็นความร่วมมือของสถาบันที่สอนในวิชาชีพการเกษตรเป็นหลักครับ
มาอ่านได้ความรู้ดีๆครับ....
ขออนุญาตนำบางส่วนไปใช้ในมหาวิทยาลัยของผมบ้าง....
ขอบคุณที่ให้ความรู้และแนวคิดครับ....
ด้วยความปรารถนาดีจากลุงหนาน......พรหมมา
มาเยี่ยมชมผลงาน และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ อย่าลืม ! นำบล็อกนี้เข้าแพลนเน็ตของท่าน ด้วยนะครับ
ได้ความรู้และแนวทางในการเรียนดีมากเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่นะค่ะ ^^
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านบันทึกนี้ค่ะ
พร้อมกับมาคิด และเรียนรู้กับบันทึกนี้ด้วยค่ะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกที่มีคุณค่าบันทึกนี้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
เรียนท่านอาจารย์
สวัสดีครับ krutoom
กลับมาอ่านเรื่องราวเหล่านี้หลังผ่านพ้นไปในห้วงปี...
ภาพกิจกรรมในเวทีนั้น แจ่มชัดเหมือนเพิ่งผ่านพ้น
ครับ-...การเรียนรู้เป็นปัจจุบันและไม่รู้จบ
นั่นคือสิ่งที่ผม เชื่อ -ศรัทธา
สวัสดีครับ อ.NIKHOM
บทบาทครูหน้าชั้นเรียนวันนี้ คือการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน..
วิทยากรวันนี้ คือ วิทยากรกระบวนการ -วิทยากรกระบวนกร
ด้วยความเชื่อเช่นนั้น จึงทำให้ผมเน้นกระบวนการ มากกว่าการบรรยาย สื่อสารทางเดียว...
หวังว่าคงมีโอกาสได้เรียนรู้ร่วมกัน นะครับ
สวัสดีครับ อ.ธนิตย์ สุวรรณเจริญ
กว่าหัวจะขยับ หางก็ถูกทับจวนเจียนขาด
วาทกรรม เช่นนี้ ...ผมฉุกคิดจากสถานการณ์จริงในองค์กรของตนเอง
จากนั้นก็สร้างวาทกรรมมาจำกัดความเพื่อนำเข้าสู่การ "สอนงาน...สร้างทีม"
ขอบคุณครับ