อีกหน่อยอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พ่ออาจจะมีโอกาสพร่ำสอนลูกน้อยลง ลูกต้องเรียนหนังสือสูงขึ้น ลูกมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น ลูกอาจอยู่ห่างไกลพ่อกับแม่มากขึ้น และเมื่อถึงวันนั้นเวลานั้น ลูกจะได้ตระหนักรู้ได้ว่า...สิ่งที่พ่อพร่ำบ่นพร่ำสอนลูกนั้น มันคือความรู้สึกในส่วนลึกจากหัวใจของพ่อ ที่พ่อปรารถนาให้ลูกได้ซึมซับสิ่งดี ดี ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของลูก"

 

               คืนก่อนวันที่พิธีเปิดการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ชั้นปีที่ 1-5 ประจำปีการศึกษา 2554   ณ ศูนย์ฝึกค่ายวิภาวดีรังสิต  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2554 จะเริ่มขึ้น นั้น  สังเกตเห็นความตื่นเต้นในตัวของลูกชายคนเดียวของครอบครัว ที่เก็บอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นอากัปกริยา ที่ผุดลุกผุดนั่ง  หยิบโน้นจับนี่ ลองโน้นลองนี่ ทั้งเจ้าเสื้อนักศึกษาวิชาทหารตัวใหม่ กางเกงนักศึกษาวิชาทหารที่ลองแล้วลองอีก  หมวก เข็มขัด หรือแม้กระทั่งรองเท้าทหารคู่โต คู่นั้น

 

 

 

นั่งมองเค้า...รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวของลูกชายมากกว่า ทุกปีที่ผ่านมา   ด้วยวัย 15 ปี  รูปร่างของลูกสูงแซงเราไปหลายขุม  แขนขามองดูล่ำสัน เป็นเด็กหนุ่มรุ่นกระทงสมวัยเลยทีเดียว  (พูดแล้วก็อดชมแม่เค้าไม่ได้...เพราะที่ผ่านมาหากเป็นพันธุกรรมแล้ว ลูกก็คงตัวไม่สูงมากไปกว่าเรา นี่คงเป็นเพราะ การดูแลเอาใจใส่ เรื่องอาหารการกินของลูกเป็นแน่แท้....ไม่ใช่ว่าลูกจะได้กินอาหารดีอะไรหนักหนาหรอกนะ  หากแต่ว่าลูกได้กินอาหารครบ 5 หมู่  เสียมากกว่า และที่สำคัญก็คือ.....ลูกได้ “ดื่มนม” นม ที่ครอบครัวคอยส่งเสริมให้ลูกทั้งสองคนดื่มกินอยู่อย่างสม่ำเสมอ นั่นเอง)

 

               พูดกับลูกชายเสมอว่า...หลาย ๆ ปีที่ผ่านมานั้น  คำพูดที่พ่อเคยพร่ำบอกลูกบ่อยๆไม่เคยขาด  หลาย ๆ ถ้อยคำ หลาย ๆ ประโยต  ใจความ ที่ซ้ำไปซ้ำมา ที่หากใครได้ยินก็คงรู้สึก เบื่อถ้อยคำเดิม ๆ นี่เสียเต็มประดา

 

“ลูกรู้มั้ย!!  สิ่งที่พ่อเคยพร่ำบ่น พร่ำสอนลูก ให้มีระเบียบวินัยในตัวเองนั้น  หากวันหนึ่งวันใด ที่ลูกต้องอยู่ในกรอบ ที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัด ลูกจะรู้สึกว่า...มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ลูกทำได้อย่างสบายใจ”

 

 

 

 

“พ่อ ไม่เคยเบื่อกับคำพูดเดิม ๆ ที่พ่อพูดกับลูก   ซึ่งบางครั้งลูกก็ใช่ว่า จะใส่ใจฟัง หรือแกล้งเอาหูทวนลมเสียเฉย ๆ   .............พ่อรู้นะ.....แม้นพ่อจะรู้สึกโกธร หรือมีอารมณ์ขุ่นมัวกับพฤติกรรม ที่ฮึดฮัดของลูกในบางครั้งบางโอกาส แต่...พ่อก็จะพูดจะบอกลูกเสมอ" ....ว่า

 

“ลูก จำไว้นะ!! ...พ่อมีโอกาสพร่ำสอน และอบรมลูกในวัยนี้ นั่นเป็นเพราะลูกยังคงใช้ชีวิตใกล้ชิดกับพ่อ กับครอบครัวมากที่สุด  หากไม่มีคำพูดที่พ่อพูด คำพูดที่พ่อสอนลูกในช่วงวัยนี้  อีกหน่อยอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พ่ออาจจะมีโอกาสพร่ำสอนลูกน้อยลง ลูกต้องเรียนหนังสือสูงขึ้น ลูกมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น  ลูกอาจอยู่ห่างไกลพ่อกับแม่มากขึ้น และเมื่อถึงวันนั้นเวลานั้น ลูกจะได้ตระหนักรู้ได้ว่า...สิ่งที่พ่อพร่ำบ่นพร่ำสอนลูกนั้น  มันคือความรู้สึกในส่วนลึกจากหัวใจของพ่อ ที่พ่อปรารถนาให้ลูกได้ซึมซับสิ่งดี ดี ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของลูก" 

 

 

 

เมื่อถึงวันนั้น วันที่คำสอนของพ่อสัมฤทธิ์ผล  วันที่ถ้อยคำ ของพ่อที่พูดกับลูก ซ้ำ ๆ เสมอมา  เป็นวันที่ลูกได้ประจักษ์ชัดว่า...สิ่งที่พ่อพูด... สิ่งพ่อกล่าวอ้างถึง มันคือ...สิ่งที่สอนให้เราเป็นคนมีระเบียบวินัยในตัวเอง   และหากว่าชีวิตของพ่อได้อยู่ยืนยาว... จนแก่จนเฒ่า

 

 

 

 

  

              ลูกจะรู้หรือไม่ก็ตามที!! พ่อจะนั่งดูความสำเร็จในชีวิตของลูก พ่อจะนั่งยิ้ม นั่งมองดูลูกของพ่อ..ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความความสุขและความหวังว่า...เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง จะเป็นคนดี มีระเบียบแบบแผนในชีวิต ...และคิดเลยเถิดไปถึงครอบครัวของลูกในอนาคตด้วยเช่นกันนะว่า หากลูกดำเนินรอยชีวิตตาม  ระเบียบแบบแผน มีวินัยในชีวิต  เมื่อลูกเติบโตขึ้น ลูกจะรับรู้ได้ว่า ลูกไม่เสียดายช่วงเวลาที่ลูกสูญเสียไปกับการฝึก ให้มีระเบียบวินัยในตัวเอง ความอดทน ความอดกลั้น เมื่อถึงวันนั้น ครอบครัวของลูกต้องซึมซับ ระเบียบแบบแผนในชีวิตแบบนี้  รูปแบบการปลูกฝังที่พ่อได้พร่ำสอนลูกเป็นแน่แท้ ...พ่อเชื่อของพ่ออย่างนี้

 

 

 

               และในวันเปิดพิธีการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร นั้น… พ่อรับรู้ถึงความพองโตในหัวใจของลูกเช่นกัน และพ่ออยากให้ลูกจดจำความสวยงามในระเบียบวินัยของทหารที่ซึมซับผ่านเครื่องแบบของนักศึกษาวิชาทหาร ที่ลูกได้รับจากการฝึกในแบบอย่างที่ไม่ต่างกับความเป็นชายชาติทหาร ในวัยนี้ของลูก และเก็บมันเอาไว้ในหัวใจของลูก และใช้มันเป็นทุนชีวิตให้กับลูกในวันหน้า   

 

 

 

เมื่อถึงเวลานั้น...ลูกจะคิดถึงพ่อ คิดถึงคำพูดที่พ่อเพียรสอนลูกเสมอ 

....

...

..

.

พ่อรักลูกนะ...