อย่าปล่อยให้ความฝันของใครๆ เดินทางอย่างเดียวดาย

            นั่นคือแนวคิดหลักอีกแนวคิดหนึ่งที่ผมยึดเป็นครรลองในโลกแห่งชีวิตและการงาน 
            ช่วยอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อยก็ช่วยเป็นผู้รับฟังที่ดี  เพราะการรับฟังที่ว่านั้น  ก็เป็นประหนึ่งการเสริมพลังให้ความฝันของใครคนนั้นได้เติบโตและโบกบินไปในตัว

            ก็ด้วยวิธีคิดเช่นนั้นเอง  เมื่อหลายปีก่อน  ผมและทีมงานที่ร่วมชะตากรรมกันมาอย่างโชกโชน  จึงประกาศวาระอันสำคัญขึ้นในองค์กร นั่นก็คือ “นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส”  โดยมุ่งที่จะเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้เสนอความคิด (ความฝัน) ออกสู่สาธารณะอย่างสร้างสรรค์  ผ่านกระบวนการ หรือสไตล์ของนิสิต  ไม่ว่าความคิด หรือความฝันเหล่านั้นจะเป็นรูปร่างเช่นใด  ทั้งผมและทีมงานก็พร้อมที่จะเป็นผู้ฟัง และผู้นำสารที่ดี

                ระยะแรกๆ  ผมเปิดกว้างให้นิสิตนำเสนอความคิดความฝันของตัวเองอย่างไม่จำกัด  เป็นต้นว่า  ละคร  ภาพถ่าย บทกวี  ความเรียง สารคดี  วีดีทัศน์  เพลง,เพลงค่าย  หรืออื่นๆ อีกจิปาถะ  แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครโผล่มาเป็น “ศิลปินเดี่ยว” ในกรอบนวัตกรรมความคิดนิสิต มมส ได้สักคน 

            ถึงกระนั้นผมและทีมงานก็ไม่ท้อถอย  ไม่เคยคิดที่จะพับวางเรื่องนวัตกรรมความคิดของนิสิตลงเลยสักนิด  ตรงกันข้ามกลับผลักให้กระบวนคิดดังกล่าวขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง  มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตเขียน “เรื่องเล่าเร้าพลัง”  (story telling)  ในโอกาสต่างๆ เช่น  เรื่องเล่าเร้าพลังชาวค่าย  เรื่องเล่าเร้าพลังชาวหอพัก  การประกวดภาพถ่ายชาวค่าย การประกวดภาพถ่ายความสุขเล็กๆ ของชาวหอพัก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนถูกนำมาผลิตเป็นนวัตกรรม หรืองานสร้างสรรค์ของนิสิตอย่างน่าชื่นชม  แถมยังถือเป็นเครื่องมือในการพัฒนานิสิตไปในตัวอย่างนิ่งเนียน  ฝึกทักษะการมองโลกและชีวิต ฝึกทักษะการคิด การอ่านและการเขียนเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทีละนิดๆ

            ครับ,จากวันนั้นถึงวันนี้เรื่องราวอันเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรม หรืองานสร้างสรรค์ผ่านความคิดของนิสิตก็เดินทางมาร่วม ๔ ปีเศษ  ผมเห็นการเติบโตและงอกงามในหลายเรื่อง  ทั้งในมิติของการเป็นจดหมายเหตุชีวิต จดหมายเหตุองค์กร หรือแม้แต่พลังทางปัญญาของนิสิตทั้งที่เป็นผู้สร้างและผู้เสพ  และที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือกลายเป็นกระบอกเสียงแห่งการประชาสัมพันธ์ความเป็นมหาวิทยาลัยไปสู่สาธารณะอย่างเหลือเชื่อ

            และที่สำคัญก็คือ ทั้งผมและทีงาน “ไม่ได้ปล่อยให้ความฝันของใครบางคนเดินทางอยู่อย่างเดียวดาย” เพียงสื่อสารมายังผมและทีมงาน  ความคิดและความฝันที่ว่านั้น จะได้รับการจัดแต่งเป็นผลงานภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส” 

            ครั้งนี้ก็เช่นกัน หนังสือรวมเรื่องสั้นชุด “หุ่นไล่กา ตุ๊กตาไล่ฝน” ของสุทิน  ทองสีเหลืองก็เช่นเดียวกัน  ล้วนเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าทั้งผมและทีมงานไม่ปล่อยวางให้ความฝันของเขาเดินทางอยู่อย่างเดียวดาย  เพราะเรานำมาจัดแต่งเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเสริมปัญญาของนิสิต  เป็นการให้ทุนการศึกษาในอีกมิติหนึ่ง  แทนที่จะให้เป็นเงินทุนเหมือนทั่วไป แต่เรากลับแปลงต้นทุนเหล่านั้นมาเป็น “หนังสือ”  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างให้ได้มากที่สุด

            สุดท้ายนี้  ขอขอบคุณทุกๆ ความฝันของทีมงานใน “กองกิจการนิสิต”  รวมถึงความฝันของชาว “กากะเยีย” ที่ไม่ปล่อยให้ ความฝันของนิสิต เดินทางไปอย่างเดียวดาย
            และที่สำคัญขอขอบคุณสุทินฯ ที่นำพาความฝันของตัวเองมาให้ผมและทีมงานได้ทำหน้าที่สื่อสารไปสู่สาธารณะ

            สำหรับผู้อ่านนั้น  ก็ไม่ต่างกัน  เพราะท่านต่างก็กำลังทำหน้าที่ด้วยการเปิดใจรังสรรค์พื้นที่ให้ความฝันของใครๆ ได้มีที่เหยียบยืนเพื่อเติบโตและโบกบินด้วยเช่นกัน

 

หอมกลิ่นความฝันกลางฤดูฝน,
พนัส  ปรีวาสนา
สิงหาคม ๕๔

 

นั่นคือคำนำที่ผมเขียนขึ้นในหนังสือรวมเรื่องสั้น ๗ เรื่องของนิสิต  หลายต่อหลายเรื่องบอกเล่าเรื่องราวในรั้วมหาวิทยาลัย  มีมุมชวนคิดชวนมองอยู่ไม่น้อย  ผมไม่ได้เพ่งพินิจคุณค่าสารัตถะในทาง "วรรณศิลป์"  จนลืมคุณค่าทางใจที่นิสิตพยายามสร้างสรรค์ออกมา...

พรุ่งนี้จะมีพิธีมอบหนังสือให้กับสุทิน  ทองสีเหลือง จำนวน ๒๐๐  เล่ม ผมบอกกับนิสิตว่านี่คือ "ทุนการศึกษา" เป็นทุนการศึกษาที่ไม่ได้ให้เป็นตัวเงิน แต่ให้เป็นทุนชีวิตที่เขาสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารต่อคนอื่นๆ...พร้อมๆ กับการหล่อเลี้ยงความฝันของเขาให้เติบโตไปเรื่อยๆ

ส่วนที่เหลืออีกหลายร้อยเล่มนั้น  ผมจะส่งมอบไปยังห้องสมุดโรงเรียนรอบชุมชนมหาวิทยาลัยฯ  และส่งมอบไปยังคณะต่างๆ เพื่อปลุกให้ความฝันของใครๆ ได้ตื่นขึ้นมาแสวงหาพื้นที่เหยียบยืนเฉกเช่นกับที่สุทินฯ ได้พา "หุ่นไล่กา ตุ๊กตาไล่ฝน" ได้แสวงหาพื้นที่เหยียบยืนอย่างมีตัวตน และสง่างาม -