ความรักของลูกสาวคนเล็กของผมที่มีต่อ “หมาขี้ไคล” ของเธอ ก็เลยเป็นความรักและความผูกพันอมตะ ที่ไม่อาจจะพรากออกจากกันได้เลย

 

 

 

 

เรื่องของลูกสาว  :

ตุ๊กตาหมาขี้ไคลกับลูกสาวคนเล็ก

 

 

ซ้ายมือ คือ "หมาขี้ไคล" ......... ส่วนขวามือ คือ "หมาซิงโป"

 

 

 

(๑)

 

 

            ที่ผ่านมา รายการโทรทัศน์แนววาไรตี้โชว์หลายรายการได้นำเอาดารา นักแสดง นักร้อง หรือคนดังหลายๆ คนมาเป็นแขกรับเชิญของรายการ โดยบางช่วงทางรายการก็มีการ “อำ” แขกรับเชิญ โดยการนำเอาสิ่งของที่แขกรับเชิญคนนั้นชอบหรือโปรดปรานมาโชว์กลางรายการด้วย เช่น  ตุ๊กตาเก่าๆ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนูเก่า เสื้อผ้า ชุดนอน หมอน และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทำให้แขกรับเชิญนั้นๆ เกิดอาการเขินอาย และพลอยทำให้ผู้ชมทางบ้านได้รับความบันเทิงหรรษาตามไปด้วย

            ผมเคยได้ชมรายการลักษณะนี้มาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็มองเห็นความน่ารักและความผูกพันของแขกรับเชิญที่มีความผูกพันกับสิ่งของนั้นๆ ราวกับมันมีคุณค่ามากมายมหาศาล ดูทีไรผมก็อมยิ้มอย่างอารมณ์ดีทุกที

            แต่ในขณะเดียวกันผมก็อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า......

            “ทำไมคนนี้ถึงติด(สิ่งของ)ของชิ้นนั้นมากขนาดนี้?”

            “หากของชิ้นนั้นหายหรือผุพังลงไปแล้ว เขาจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ?”

            ผมไม่เคยติดสิ่งของใดๆ มาก่อน  เลยไม่เคยเข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่มีอาการ “ติดสิ่งของ” อย่างลึกซึ้งมากนัก  

            จวบจนกระทั่งเมื่อมันเกิดขึ้นกับ “ลูกสาวคนเล็ก” ของผมแล้ว ผมถึงได้เข้าใจถึงความรู้สึกนั้นได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

 

 

 

(๒)

 

            

            ลูกสาวคนเล็กของผม เธอชื่อว่า “น้องแพรวพราว” (ด.ญ.สิริฐิติยา  ศรีดารัตน์) ตอนนี้อายุ 3  ขวบกว่าๆ กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 ของศูนย์เด็กเล็กประจำตำบล อยู่ในช่วงวัยที่กำลังซนอย่างสุดๆ เลยทีเดียว

            เธอเป็นเด็กที่มีความห้าวอยู่ในตัวคล้ายเด็กผู้ชาย แข็งแรงและตัวโตกว่าเด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน  ชอบร้องเพลง ชอบเต้น ชอบเล่นชกมวย ชอบทำการบ้านมาก ชอบไหว้พระและสวดมนตร์ก่อนนอน ปลุกง่าย ไม่ขี้เซา  แต่ขี้งอนนิดๆ

            ปีที่แล้ว  ตอนเธออายุ 2 ขวบ ผมนำเธอไปเข้าเรียนที่ศูนย์เด็กเล็กประจำตำบล  เธอร้องไห้กระจองอแง จะหนีกลับบ้านเอาดื้อๆ กว่าจะกล่อมเธอให้อยู่กับครูได้ ก็ใช้เวลาตั้งนาน  พอตอนเย็นกลับไปถึงบ้าน ก็มีรอยฟกช้ำที่เกิดจากการถูกพื่อนร่วมห้อง “กัด” อยู่ที่แขนของเธออีกต่างหาก  เรียกว่าได้รอยจารึกตั้งแต่วันแรกของการไปโรงเรียนเลยทีเดียว

            ไม่นานหลังจากนั้น  ครูก็พากันบ่นให้แม่ยายของผมฟังว่า “น้องแพรวพราวช่างร้ายเหลือทน หากเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ  คงจะดูแลไม่ไหว คงจะต้องให้ย้ายไปเรียนที่อื่นน่ะ”

            แม่ยายก็เลยนำเรื่องมาเล่าให้ผมฟังด้วยความกังวลใจ ผมฟังแม่ยายเล่าด้วยความรู้สึกขำๆ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกกังวลใจอยู่บ้างเล็กน้อย และจะต้องหาวิธีแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนที่สุด

            ปัญหาที่เกิดกับน้องแพรวพราว ก็คือ.....วันหนึ่งเธออึใส่กางเกง พอครูเห็นก็รีบไปถอดกางเกงให้ และจะพาไปล้างทำความสะอาดที่ห้องน้ำ  แต่ในขณะที่ครูกำลังแก้กางเกงให้อยู่นั้น เธอก็เอามือจับอุนจิ แล้วก็เอามาลูบที่แก้มของคุณครูด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ....เท่านั้นแหละครับ  ครูท่านนั้นก็อ้วกแตกอ้วกแตน ด้วยฝีมืออันร้ายกาจและแสบทรวงของลูกสาวคนเล็กของผมคนนี้    (คิคิคิ) 

            ยัง.....ยังไม่พอแค่นี้นะครับ   หลายวันต่อมา ก็เกิดเรื่องลักษณะเดียวกันนี้อีกครั้ง แต่กับครูอีกคนหนึ่ง แตกต่างกันก็ตรงที่ว่า คราวนี้เธอเปลี่ยนจากแก้มของครูมาเป็นที่เรือนผมบนศีรษะของครูแทน  เรียกว่าหนักกว่าเดิมอีกว่างั้นเถอะ    (คิคิคิ)

            ด้วยเหตุนี้เอง.....ครูที่โรงเรียนก็เลยเข็ดขยาดกับเธอไปตามๆ กัน และทำให้ต้องยื่น notice มาถึงผู้ปกครองที่บ้านอย่างที่บอกไว้ข้างต้น

            เนื่องจากผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะเข้าใจธรรมชาติของเด็กเป็นอย่างดี ผมก็เลยนั่งคุยกับเธอ ค่อยๆ บอกเธอว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเธอก็ทำท่าเหมือนเข้าใจในสิ่งที่ผมบอกกับเธอทุกอย่าง(ทั้งๆ ที่เธอยังพูดไม่รู้เรื่องเลย)

            และแล้ว....สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น  เพราะว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  น้องแพรวพราวไม่เคยมีพฤติกรรมอย่างนั้นอีกเลย  เธอมีท่าทีที่เป็นมิตรกับทุกๆ คน  สามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างดี จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นเด็กดีที่คุณครูต่างก็พากันให้ความรักและความเอ็นดูมากที่สุดอย่างที่เห็นและเป็นอยู่เหมือนในปัจจุบันนี้

 

 

(๓)

 

           

            ตอนที่น้องแพรวพราว อายุ 1 ขวบ  มีคนนำตุ๊กตาหมาน้อยน่ารักๆ มามอบให้กับเธอ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่ถูกอกถูกใจเธอมาก สังเกตได้จากการหัวเราะอย่างไม่หยุดหย่อนและการกอดตุ๊กตาหมาน้อยแบบไม่ยอมวางของเธอ  และนี่คือจุดเริ่มต้นของการ “ติดตุ๊กตาหมาน้อย” ของเธอ

            หลังจากได้ตุ๊กตาหมาน้อยตัวนั้นมาแล้ว  ไม่ว่าเธอจะเดิน จะนั่ง หรือนอน  เธอก็จะกำตุ๊กตาหมาน้อยตัวนั้นเอาไว้แน่น  ขนาดนอนหลับตอนดึกๆ เธอยังละเมอหามันอยู่เลย  แม้เมื่อตอนไปโรงเรียนเธอก็จะเอามันไปเรียนหนังสือด้วย 

            ตอนแรกๆ ตุ๊กตาหมาน้อยตัวนั้น ก็อยู่ในสภาพใหม่และดูน่ารักน่าเอ็นดูอยู่หรอกนะครับ  แต่พอนานๆ ไป สีก็เริ่มจางลง และกลายสภาพเป็น “หมาขี้ไคล” ไปในที่สุด

            วันหนึ่ง....อยู่ๆ ตุ๊กตาหมาขี้ไคลตัวนั้น ก็หายไปเฉยๆ หาจนทั่วก็ไม่พบ ถามใครก็ไม่มีใครเห็น

            ผลที่เกิดขึ้น ก็คือ....เจ้าแพรวพราวร้องไห้จนตาบวมเป่ง ตั้งแต่เที่ยงวันยันตีสอง ร้องไห้จนน้ำตาแห้งหมดบ่อ  กล่อมหรือปลอบอย่างไรก็ไม่ได้ผล ไปซื้อตุ๊กตาอันใหม่มาให้ก็ไม่เอา  เดือดร้อนกันทั้งครอบครัว  ทำให้ผมกับภรรยาถึงกับตาโหล่และอ่อนเพลียเพราะอดหลับอดนอนเกือบทั้งคืน

            รุ่งเช้าของอีกวัน.....สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบ้านอีกหลายครอบครัวพากันสแกนพื้นที่ภายในซอยอย่างละเอียดยิบเพื่อค้นหาตุ๊กตาหมาขี้ไคลตัวนั้นเป็นครั้งสุดท้าย เผื่อว่าบางทีอาจจะเจอมันอยู่ที่ไหนสักแห่ง

            แล้วความโชคดีก็เกิดขึ้น....เนื่องจากแม่ยายไปพบเจ้าตุ๊กตาหมาขี้ไคลตัวนั้นอยู่ในที่นอนของลูกหมาน้อยของเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ในสภาพมอมแมมจนแทบจะจำไม่ได้  เข้าใจว่ามันคงจะคาบตุ๊กตาหมาขี้ไคลตัวนั้นไปเล่นและถือโอกาสยึดเป็นสมบัติส่วนตัวเสียเลย   คิคิคิ

            แม่ยายของผมรีบนำตุ๊กตาหมาขี้ไคลตัวนั้นไปซักและทำความสะอาดอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความยินดีปรีดาของผู้คนทั้งซอย.....และงานนี้คนที่ดีใจมากที่สุดเลย ก็คือ ลูกสาวคนเล็กของผมนั่นเอง

            จากนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ก็เข้าสู่ภาวะปกติ....หลังจากที่เสียอกเสียใจและร้องไห้มายาวนานหลายชั่วโมง พอถึงตอนนี้เจ้าแพรวพราวก็กลับมามีความสุขและมีชีวิตชีวาอย่างเดิมอีกครั้ง

            นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  พวกเราก็เลยเข้าใจถึงอาการ “ติดตุ๊กตาขี้ไคล” ของเจ้าแพรวพราวได้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง  และช่วยกันดูแลตุ๊กตาหมาขี้ไคลตัวนั้นอย่างดีที่สุด เพื่อไม่ให้ถูกหมาตัวไหนคาบไปอีก  555

 

 

(๔)


 

            เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  “น้องสาวที่แสนดี” ของผมที่เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่สิงคโปร์กว่า 10 ปี  ได้เดินทางมาเยี่ยมบ้านที่เชียงใหม่ แล้วได้ถือโอกาสนี้แวะมาเยี่ยมผมกับหลานๆ ที่บ้านแม่ตาดด้วย

            น้องสาวของผมเธอซื้อตุ๊กตาหมาน้อยมาฝากหลานๆ ด้วย  คนพี่(น้องเพียงพอ)ดีใจพอประมาณ แต่เจ้าแพรวพราวนี่ซิ  ดีใจอย่างสุดๆ และกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอยู่ตั้งนาน เนื่องจากน้าสาวซื้อของฝากถูกใจมาให้นั่นเอง

            เจ้าแพรวพราว ตั้งชื่อให้ตุ๊กตาหมาน้อยตัวใหม่ว่า “หมาซิงโป”(มาจากคำว่า....หมาสิงคโปร์ นั่นเอง) และกลายเป็นตุ๊กตาสุดโปรดตัวใหม่ของเธอเคียงคู่กับ “ตุ๊กตาหมาขี้ไคล” ตัวเดิม

            จากเดิม....เวลาเธอไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะนั่ง หรือนอน เธอก็จะหิ้ว “หมาขี้ไคล” ไปเพียงตัวเดียว 

            แต่ตอนนี้เธอมี “หมาซิงโป”  เพิ่มขึ้นมาอีกตัว  เวลานอนก็เลยนอนกอดทั้งสองตัว ไปไหนมาไหน ก็หิ้วไปทั้งสองตัวพร้อมกัน.....เห็นแล้วก็น่ารักและรู้สึกมีความสุขไปกับเธอด้วยตลอดเวลา

            ตอนแรกๆ ผมก็รู้สึกสงสารเจ้า “หมาขี้ไคล” นะครับ   เพราะเกรงว่าจะถูกเจ้า “หมาซิงโป” แย่งความรักจากมันไปจนหมดสิ้น จนอาจจะทำให้นายน้อยของมันเลิกรักและโยนมันทิ้งลงไปในถังขยะเสียก็ได้

            แต่ก็คาดผิดนะครับ  ด้วยว่า.....แม้ว่าน้องแพรพราวจะแบ่งปันความรักให้กับ “หมาซิงโป” ด้วยก็จริง  หากแต่ความรักและความผูกพันที่เธอมีต่อ “หมาขี้ไคล”ตัวเดิม ก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใดเลย

            เจ้า “หมาขี้ไคล”  ก็เลยยังเป็นตุ๊กตาตัวโปรดของเธอ และในขณะเดียวกันก็ยังต้องทำงานหนักอยู่เช่นเดิม.....ไม่เปลี่ยนแปลง

            ความรักของลูกสาวคนเล็กของผมที่มีต่อ “หมาขี้ไคล” ของเธอ ก็เลยเป็นความรักและความผูกพันอมตะ  ที่ไม่อาจจะพรากออกจากกันได้เลย

            รัก......ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง.....เลยจริงๆ

 

 

           แล้วเพื่อนๆ ละครับ....มีใครเป็นเหมือนน้องแพรวพราวบ้างไหมเอ่ย?

 

 

น้องแพรวพราวกอดตุ๊กตาหมาน้อยของเธอไว้แน่นแม้ในยามหลับไหล

มีความสุขและอบอุ่นทั้งคนและหมาน้อย

ดูเหมือนหมาน้อยจะตื่นนอนแล้วน่ะ  ตาใสแจ๋วเชียว แต่เจ้านายยังหลับอยู่

นี่แหละ "น้องแพรวพราว"...เจ้าวายร้ายตัวน้อยของผม

 

 

 

เพลง      " รัก....ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง"

ร้องโดย      "ติ๊ก  ชีโร่"