พุทธพจน์ วิชาแก้ทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสวงหาวิชาแก้ทุกข์ มาบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ชาวโลก
ท่านได้ทรงพบความรู้นั้น แล้วทรงบอกเราว่า
ความทุกข์ของคนเรานั้นมีสาเหตุมาจาก
ตัณหา คือความทะยานอยาก ความดิ้นรน ความปรารถนา ๓ รูปแบบ คือ
๑. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่ารักน่าใคร่ อยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ คือ อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น อยากเป็นคนรวย คนสวยหล่อ ก็ทำอะไรต่างๆนานาเพื่อให้เป็นอย่างที่อยาก และพอได้มีแล้ว ได้เป็นแล้ว เช่น มีเงินเป็นเศรษฐีหรือมีตำแหน่งที่คนยกย่องนับถือแล้ว ก็อยากจะให้สิ่งนั้นคงมีอยู่ตลอดไปไม่เสื่อมสูญ
๓. วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ คือเมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบไม่พอใจ เช่น พบความผิดหวังหรือปัญหา ก็อยากให้สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น อยากให้หายวับไปอย่างใจนึก
เมื่อไม่ได้หรือไม่เป็นอย่างใจเราต้องการ เราก็เป็นทุกข์
คัดลอกจาก หนังสือกฏแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัตินี้ ที่คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดพิมพ์ถวาย แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงสอนเราต่อไปว่า วิธีการแก้ปัญหานั้นต้องปฏิบัติตามแนวทาง มรรคมีองค์แปด ซึ่งสรุปให้สั้นได้ว่า
ต้องมีศีล คือ การควบคุมกายวาจา หรือพฤติกรรมทั้งหลายของเราให้เรียบร้อยถูกต้อง คือ สัมมาวาจา - เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ -กระทำชอบ สัมมาอาชีวะ -เลี้ยงชีพชอบ
ต้องควบคุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงมีความสงบสุข ที่เรียกว่าการภาวนาหรือทำสมาธิ คือ สัมมาวายามะ -พยายามชอบ สัมมาสติ -ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ –ตั้งจิตมั่นชอบ และต้องมีสัมมาทิฏฐิ -เห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ -ดำริชอบ แล้วพากเพียรในการภาวนาหรือสมาธิ จนเกิดปัญญา
ปัญญาคือความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พระพุทธเจ้าทรงสอนการเจริญสติเพื่อที่จะชนะตนเอง
เมื่อโยมชนะตัวเองได้ จะมีความสุขได้อย่างแน่นอน การชนะคนอื่นไม่ดีเท่าชนะตนเอง
ฝึกตั้งจิตบำเพ็ญจิตภาวนา
กำหนดจิตด้วยการทำงาน
จิตก็แสดงออกด้วยปัญญา
จริงต่อการงาน
จริงต่อหน้าที่
จริงต่อวาจาที่พูด
จริงต่อบุคคล
จริงต่อความดี
คนที่ไม่ได้เคยฝึกกรรมฐานไว้จิตจะสงบยาก สาเหตุที่จิตไม่สงบมี ๘ ประการ คือ
๑. มีไม่พอ
๒. ถูกเบียดเบียนจิตใจ
๓. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
๔. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ในความปกติ
๕. สิ่งแวดล้อมดึงไปในทางชั่ว
๖. ครอบครัวไม่มีความสุข
๗. มีเวลาว่างมากเกินไป
๘. มัวเมาอบายมุข
ขอให้โยมตั้งใจทำกรรมฐาน อย่ามาทำจิ้มๆ จ้ำๆ ต้องกำหนดสติอยู่ตลอดเวลา กระทั่งกลับไปอยู่บ้าน ต้องทำที่บ้านด้วย กำหนดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา คู้แขน เหยียดขา กำหนดกาย เวทนา จิต ธรรม ให้ครบ เดินไปไหนก็ตั้งสติไว้ ยืนหนอ ๕ ครั้ง ก็ตั้งสติให้มันถูกต้อง จะได้รู้วาระจิตของตนและของคนอื่นเขา จะได้แก้ปัญหาตรงนั้น ไม่ใช่แก้ปัญหาไปเอาเจ้ามาเข้าทรง เป็นที่พึ่ง แล้วไหว้ผีสางกัน น่าจะไหว้ ตัวเอง ว่าตัวเองมีของดีอยู่ เอาของดี มาอวดมาใช้บ้าง มีของดีแล้วไม่ใช้ เอาของไม่ดีออกมาอวดเขา เป็นที่น่าเสียดายมาก ขอฝากไว้
จากคำสอน หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
สวัสดีค่ะพี่หมอเล็ก
มาอ่านพุทธพจน์ แล้วเพิ่มพลังใจ
พี่หมอสบายดีนะคะ ตอนนี้อยู่ฝั่งไทย หรือไปนอกคะ :)
สวีสดีค่ะ น้องปูจ๋า
พี่ยังอยู่ที่ประเทศไทยค่ะ ไปเมื่อไหร่จะมาแวะบอกค่ะ
อ่านธรรม แล้วจะเกิดอาการว่า เอ ตรงนี้เราอ่านแล้ว ทำไมครั้งก่อนไม่เข้าใจ
ต้องอ่านเรื่อย ๆ ซ้ำ ๆ
และพยายามเล่าให้ลูกฟังค่ะ
ธรรมรักษานะคะน้องปู
คนที่ไม่ได้เคยฝึกกรรมฐานไว้จิตจะสงบยาก สาเหตุที่จิตไม่สงบมี ๘ ประการ คือ
๑. มีไม่พอ
๒. ถูกเบียดเบียนจิตใจ
๓. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
๔. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ในความปกติ
๕. สิ่งแวดล้อมดึงไปในทางชั่ว
๖. ครอบครัวไม่มีความสุข
๗. มีเวลาว่างมากเกินไป
๘. มัวเมาอบายมุข
______________
จากการพูดคุยกับเพื่อน เขาบอกว่า บางทีไม่มีเรื่องอะไรรบกวนเลย แต่ยังไม่เคยปฏิบัติ
ก็จะครองสติไม่ได้ เพราะไม่ได้สั่งสมปัญญาไว้ เมื่อพบเจอสิ่งเหล่านี้ ก็อาจล้มเหลว ลงเหงว สติแตก
อุปสรรคของชีวิตซึ่งมันมีมาเป็นเช่นนั้นเองเรื่อย ๆ อยู่แล้ว
ดังนั้นเราควรหัดปฏิบัติเป็นเนืองนิจ
น่าคิดนะคะ