แต่พระอรหันต์เวลาใกล้ตายไร้นิมิตใด ๆ

บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว

 

การเกิดในโลกมนุษย์นั้น  เป็นการเกิดของคนและสัตว์ โดยอาศัยพ่อแม่ผสมพันธ์  อาศัยธรรมชาติ  อาศัยอาหาร  มีธาตุเป็นส่วนประกอบชีวิต  มีน้ำหนัก  กินที่  ตายแล้วทิ้งซากไว้

 

        การเกิดเป็นคนตามอภิธรรมว่า  เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิที่เกิดมาจากจุติจิตในมรณสันณวิถีคือเป็นจิตดวงท้ายสุดก่อนตายจากชาติก่อน  เป็นการเกิดทันทีไร้ระหว่างคั่น  ปฏิสนธิจิตนี้เป็น 1 ใน 3 ของการมาบรรจบกันคือ พ่อแม่ร่วมรสกัน  แม่มีระดู  และปฏิสนธิจิตมาอาศัย

 

        ในมหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกาว่า  ปฏิสนธิจิตเกิดได้ในภูมิ 4 คือ

        1 . อบายภูมิ มีสัตว์นรก  เปรต  อสุรกาย  และสัตว์ดิรัจฉาน

        2 . กามสุคติ มีเทวดาและมนุษย์

        3 . รูปาวจร  พวกไร้นามขันธ์ 4 มีแต่รูปขันธ์ คือพวกพรหม

        4 . อรูปาวจร พวกอรูปพรหม

 

        สำหรับคนที่ต้องตายด้วยเหตุ 4 อย่างใดอย่างหนึ่งคือ  ตายเพราะสิ้นอายุ  สิ้นกรรม  ทั้งสิ้นอายุและสิ้นกรรม  และตายเพราะกรรมเข้าไปตัดรอน  ในเวลาใกล้ตายจะมีนิมิตเป็นลางสังหรณ์  นิมิตมี 3 อย่างคือ

 

        1 . กรรม  ที่จะให้ไปเกิดในภพเฉพาะหน้า

        2 . กรรมนิมิต  แสดงตัวให้เด่นชัดว่าไปเกิดเป็นอะไร

        3 . คตินิมิต  อารมณ์ที่จะได้รับในชาติที่จะพึงเกิดข้างหน้า

 

        ในนิมิตทั้ง 3 นั้นคือ  กรรมจะเกิดทางใจเท่านั้น  ส่วนกรรมนิมิตและคตินิมิตจะเกิดทางทวาร 6 คือทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ โดยนิมิตใดมีโอกาสก่อนก็ปรากฏก่อน

 

        สำหรับคนและสัตว์ที่ยังเป็นปุถุชนอยู่เกิดนิมิตในเวลาใกล้ตาย  แต่พระอรหันต์เวลาใกล้ตายไร้นิมิตใด ๆ เพราะท่านไม่มีการเกิดอีกนั้นแล.